เริ่มต้นเดือนแรกปี 2026 ตลาดการเงินโลกกลับมาเผชิญกับความผันผวนระลอกใหม่อีกครั้ง หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ บุกจับกุมประธานาธิบดี Nicolas Maduro ผู้นำเวเนซุเอลาและประกาศเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังแสดงท่าทีพร้อมเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์ โดยใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดัน จนนำไปสู่ข้อพิพาททางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ยากจะหลีกเลี่ยงและมีแนวโน้มจะปะทุขึ้นต่อเนื่องตลอดปี 2026
หากพูดถึงสินทรัพย์การลงทุนที่ได้ประโยชน์จากภาวะสงคราม นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงทองคำ น้ำมัน หรือพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ซึ่งมักจะสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในช่วงระยะเวลาที่เกิดสงครามและเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Safe Haven) ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นอีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้อานิสงส์จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น คือ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 187 กรณี ในช่วงปี 2010-2014 มาอยู่ที่ 287 กรณี ในช่วงปี 2020-2024 สอดคล้องกับ Geopolitical Risk Index (GPR) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเร่งเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของตนเอง โดยข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติล่าสุดในปี 2024 ชี้ว่า งบประมาณทางด้านกลาโหมทั่วโลก (Military Spending) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมีขนาดใหญ่เท่ากับ GDP ของทวีปแอฟริกาทั้งทวีป
เริ่มจากมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐฯ ที่ได้จัดสรรงบประมาณกลาโหมมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ผ่านร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดี Donald Trump ยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ เพิ่มงบประมาณทางการทหารอีก 50% เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 เพื่อสร้าง ‘กองทัพในฝัน (Dream Military)’
ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ แสดงท่าทีลดการสนับสนุนทางการทหารกับ NATO ลง ส่งผลให้ประเทศในสหภาพยุโรปต้องหันมาดำเนินนโยบายแบบ ‘Strategic Autonomy’ หรือการพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงมากขึ้น ยุโรปจึงเร่งเพิ่มงบลงทุนด้านกลาโหม เพื่อสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในระยะยาว โดย NATO ได้ตั้งเป้าหมายว่า สัดส่วนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 2% ของ GDP ยุโรปในปี 2025 เป็น 3.5% ของ GDP ยุโรปภายในปี 2035 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายุโรปกำลังทุ่มงบประมาณไปที่ด้านความมั่นคงอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ ยุโรปยังตั้งเป้าที่จะสนับสนุนให้มีการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ภายในประเทศและลดการพึ่งพาต่างชาติลง รวมถึงสนับสนุนการควบรวมกิจการ (M&A) ระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
หากเจาะลึกไปที่อุตสาหกรรม Defense & Aerospace จะพบว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทขายอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึง หุ้นที่ทำธุรกิจ Cybersecurity ธุรกิจดาวเทียมเพื่อการสื่อสารทางการทหาร ธุรกิจการผลิต Drone สอดแนมแบบไร้คนขับ ตลอดจน บริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ที่ใช้ในระบบข่าวกรอง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและการวางยุทธศาสตร์ทางทหาร
ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มกลายเป็น ‘ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง’ มากกว่าที่จะเป็นเพียงแค่ ‘เหตุการณ์ชั่วคราว’ หุ้นกลุ่ม Defense จึงไม่ได้เป็นเพียงหุ้นวัฏจักรสงคราม แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุนในระยะยาว การจัดสรรเงินลงทุนไปยังหุ้นหรือกองทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จึงเปรียบเสมือนการสร้าง ‘เกราะป้องกัน’ ให้พอร์ต ท่ามกลางโลกที่ความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นเรื่องปกติของระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก
บทความโดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT™
Senior Wealth Manager ธนาคารทิสโก้


