5 ประโยชน์ของการส่งต่อมรดก ด้วย “ประกันชีวิต”

file

             การส่งต่อมรดกเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรวางแผนไว้ล่วงหน้า จากความเสี่ยงในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งด้านสุขภาพที่เกิดจากมลภาวะทางอากาศ อาจทำให้เกิดโรคร้ายแรงที่เราไม่คาดคิด หรือการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน โดยการวางแผนมรดกไม่จำเป็นเฉพาะวัยสูงอายุ แต่สามารถวางแผนได้ทุกช่วงวัย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินที่มีอยู่จะถูกส่งมอบให้กับคนที่คุณรักตามความต้องการและถูกต้องตามกฎหมาย การส่งต่อมรดกสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การยกให้ การแบ่งปันทรัพย์มรดก เป็นต้น แต่หนึ่งในวิธีการส่งต่อมรดกที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือการส่งต่อมรดกด้วยประกันชีวิต

ประโยชน์ของการส่งต่อมรดกด้วยประกันชีวิต

1.เงินสินไหมมรณกรรมจากประกันชีวิตไม่ต้องเสียภาษีมรดก ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 กำหนดว่า “มรดก หมายความว่า ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย” จากบทนิยามดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เงินสินไหมมรณกรรมจากประกันชีวิตไม่ถือเป็นมรดกของผู้ตาย เนื่องจากไม่ถือเป็นทรัพย์สินของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนหรือมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย แต่เป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิตแล้ว

2.สามารถกำหนดผู้รับประโยชน์ได้ตามความประสงค์ ผู้เอาประกันสามารถกำหนดผู้รับประโยชน์ได้ตามความต้องการ โดยผู้รับประโยชน์สามารถเป็นบุคคลใดก็ได้ เช่น ทายาท คู่สมรส บุพการี พี่น้อง หรือองค์กรการกุศล เป็นต้น

3.เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องร้องเรียกได้ เงินสินไหมมรณกรรมจากประกันชีวิตถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต สิทธิในการรับเงินประกันชีวิตจึงตกเป็นของผู้รับประโยชน์ เจ้าหนี้ของผู้เอาประกันจะไม่สามารถฟ้องร้องเรียกเงินสินไหมมรณกรรมจากประกันชีวิตจากผู้รับประโยชน์ได้

4.จัดการเงินได้อย่างรวดเร็ว การเรียกร้องเงินสินไหมมรณกรรมจากประกันชีวิตสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้รับประโยชน์จะต้องดำเนินการแจ้งบริษัทประกันชีวิตทราบภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบถึงการเสียชีวิตของผู้เอาประกัน ซึ่งต่างกับคำสั่งศาลในคดีมรดก โดยพินัยกรรมจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน และคดีมรดกโดยธรรมจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน

5.ค่าเบี้ยนำไปลดหย่อนภาษีได้ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง

เทคนิคเลือกประกันชีวิตเพื่อส่งต่อมรดก

การเลือกประกันชีวิตเพื่อส่งต่อมรดก ส่วนใหญ่นิยมเลือก “ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ” เนื่องจากประโยชน์ของแบบประกัน มีดังนี

- จำนวนเงินเอาประกัน แบบประกันตลอดชีพเป็นแบบประกันที่ให้ทุนประกันภัยสูงเบี้ยประกันภัยต่ำ เมื่อเทียบเบี้ยประกันต่อทุนจะมีความคุ้มค่าสูง

- ระยะเวลาการเอาประกัน แบบประกันตลอดชีพมีความคุ้มครองชีวิตระยะยาวจนสิ้นอายุขัย หรือ จนครบกำหนดอายุ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ครอบครัวมีหลักประกันระยะยาว ในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตก่อนครบกำหนดอายุสัญญา ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินสินไหมมรณกรรมจากประกันชีวิต

- เบี้ยประกัน ค่าเบี้ยประกันของประกันชีวิตคงที่ตลอดอายุสัญญา ทำให้ผู้เอาประกันไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเบี้ยประกันที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

- มีความยืดหยุ่นสูง เลือกแบบประกันโดยผู้เอาประกันสามารถเพิ่มหรือลดจำนวนเงินเอาประกันภัยได้ตามความต้องการ และ สามารถเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ได้

การส่งต่อมรดกด้วยประกันชีวิตจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการวางแผนส่งต่อมรดกให้กับคนที่คุณรัก หากเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราขึ้นมาโดยไม่คาดคิด เงินตรงนี้จะถูกส่งต่อและสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเงินสินไหมมรณกรรมจากประกันชีวิตยังได้รับการยกเว้นภาษีมรดก และสามารถกำหนดผู้รับประโยชน์ได้ตามความต้องการ เพียงเท่านี้เราสามารถลดความกังวลและเพิ่มความสบายใจให้ทั้งตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างมั่นใจ

บทความล่าสุด

ปรับพอร์ตสร้างกำไร ขายหุ้นสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น เบนเข็มลงทุน “หุ้น Asia ex Japan”

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2567

ในปี 2024 เศรษฐกิจโลกภาพรวมเติบโตดีกว่าคาด โดยภูมิภาคที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่จะเติบโตได้ดีในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว และยังเป็นปีแห่งโอกาส

อ่านต่อ >>

จับจังหวะทำกำไร กับขาขึ้นรอบใหม่ของตลาดหุ้น Asia

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2567

ตลาดหุ้นเอเชีย (Asia ex Japan) ถือเป็นตลาดหุ้นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงไม่แพ้ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets) โดยเฉพาะในฝั่งของภาคการผลิตที่บริษัทยักษ์ใหญ่จากภูมิภาคเอเชีย ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในหลายอุตสาหกรรมการผลิตของโลก

อ่านต่อ >>

Asia ex Japan หุ้นไม่แพง โตแรงแซงเศรษฐกิจโลก

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2567

ท่ามกลางตลาดหุ้นหลักของโลก เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น New High ต่อเนื่องจนมูลค่าเริ่มตึงตัว แต่หุ้นกลุ่มประเทศเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น ยังมีมูลค่าการซื้อขายยังอยู่ในระดับต่ำ และสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

อ่านต่อ >>