เคลมคุ้มครบกับ 8 กลุ่มโรคร้าย

file

“เราทำงานหนักเพื่อเก็บออมเงินไว้ใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลให้หมอตอนแก่” เป็นประโยคที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินมานาน ซึ่งสะท้อนชัดเจนถึงปัญหาที่คนไทยยังไม่สามารถบริหารจัดการกับความเสี่ยงของค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้อย่างดีพอ จนทำให้หลายคนต้องนำเงินที่เก็บสะสมมาเกือบทั้งชีวิตมาใช้กับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แทนที่จะนำไปหาความสุขในด้านอื่นๆ 

โรคร้ายแรงเป็นแล้วค่าใช้จ่ายสูง

การเจ็บป่วยที่ใช้เงินจำนวนมากในการรักษาก็คงหนีไม่พ้นการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ซึ่งก็คือโรคใดๆ ก็ตาม ที่สร้างความเจ็บปวดทรมานกับร่างกายเราอย่างรุนแรงจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต โดยทั่วไปแล้ว การรักษาโรคร้ายแรงต้องรักษาโดยแพทย์หรือใช้เครื่องมือเฉพาะทาง รวมถึงใช้ระยะเวลาในการรักษายาวนานและที่สำคัญมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง

ยกตัวอย่าง โรคยอดฮิตที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 อย่างโรคมะเร็งที่จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาตั้งแต่ 300,000 - 1,000,000 บาท และหากกรณีที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษา เช่น การรักษาแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy) ก็อาจสูงถึง 10,000,000 บาท ก็เป็นได้ ในขณะที่โรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 2 และ 3 อย่างโรคหลอดเลือดในสมองและโรคหัวใจนั้น ก็มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงตั้งแต่ 500,000 - 20,000,000 บาทเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับระดับรายได้ของคนทั่วไป

นอกจากค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคในโรงพยาบาลที่สูงมากแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอีกกลุ่มหนึ่งที่หลายคนมักคาดไม่ถึง นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ป่วยกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน รวมถึงค่าเสียโอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการที่เราเป็นโรคร้ายแรง เช่น หากเป็นโรคอย่างหลอดเลือดสมองแตก ตีบ หรือ ตัน หลังจากการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว ผู้ป่วยมักจะต้องเข้ารับการทำเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด (Stroke Rehab) ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายมากถึงเดือนละ 96,000 - 240,000 บาทเลยทีเดียว

ยังไม่รวมถึงค่าจ้างพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญในการดูแล ค่านัดพบแพทย์ ค่ายา ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการ รวมกันเฉลี่ยอีกประมาณเดือนละ 40,000 บาท ยิ่งถ้าหากโรคร้ายแรงนั้นกินระยะเวลาในการฟื้นตัวนานราว 5 - 10 ปี ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 10,000,000 บาทได้ นอกจากนี้ หากเราเป็นโรคร้ายแล้วไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลานานก็ทำให้เราขาดรายได้จากการทำงานอีกด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เราสามารถโอนความเสี่ยงไปที่บริษัทประกันได้ การทำประกันโรคร้ายแรงจึงเป็นคำตอบที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้

ประกันโรคร้ายแรง คุ้มครอง 108 โรค

ในอดีต เราจะคุ้นชินการทำประกันโรคร้ายแรงที่คุ้มครองประมาณ 40 โรค และที่ผ่านมามักจะจ่ายผลประโยชน์ให้เราเฉพาะระยะรุนแรงโรคใดโรคหนึ่งและหลังจากนั้นสัญญาประกันโรคร้ายแรงนั้นจะจบลงทันที แต่ปัจจุบันการทำประกันประกันโรคร้ายแรงในตลาดได้พัฒนาคุณภาพและเป็นแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่ามากขึ้น โดยคุ้มครองโรคร้ายเพิ่มมากขึ้นถึง 108 โรค แบ่งอาการเป็น 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรคมะเร็งและเนื้องอก กลุ่มโรคเกี่ยวกับหัวใจ หลอดเลือดและระบบประสาท กลุ่มโรคเกี่ยวกับอวัยวะและระบบการทำงานที่สำคัญ กลุ่มภาวะติดเชื้อบาดเจ็บร้ายแรง กลุ่มโรคร้ายแรงอื่นๆ กลุ่มโรคในเด็ก กลุ่มโรคในผู้สูงอายุ (โรคกระดูกพรุน และอัลไซเมอร์) และกลุ่มโรคภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

 ทั้งนี้ ยังได้แบ่งจ่ายผลประโยชน์ตามความรุนแรงของโรคร้ายแรงอีกด้วย โดยแบ่งเป็นระยะเริ่มต้น ระยะปานกลาง และระยะรุนแรง ทำให้ตรงกับความต้องการของหลายคนที่อยากได้ประกันคุ้มครองหลายกลุ่มโรคและได้เงินก้อนทันทีตั้งแต่ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงในระยะเริ่มต้นหรือระยะปานกลาง ซึ่งเป็นระยะที่เรามีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่าและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการป่วยในระยะรุนแรง สำหรับการเลือกประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงที่ดีนั้น เราควรเน้นแบบที่ให้ความคุ้มครองกลุ่มโรคร้ายแรงมากที่สุดและจ่ายผลประโยชน์สูงสุดเมื่อเราเป็นระยะเริ่มต้น

จากการสำรวจแบบประกันที่มีในตลาดตอนนี้ พบว่า มีแบบประกันให้เราเลือกที่จ่ายผลประโยชน์สูงสุดเป็นเงินก้อนทันทีสูงถึง 30% ของจำนวนเงินเอาประกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จ่าย 50% เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงในระยะปานกลางและจ่าย 100% ในระยะรุนแรง นอกจากนั้น หากเราใช้สิทธิเคลมกลุ่มโรคหนึ่งไปแล้ว เราก็ยังสามารถมีสิทธิเคลมกลุ่มโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้ครอบคลุมรวมสูงสุดถึง 8 กลุ่มโรคร้ายแรง โดยไม่มีระยะเวลารอคอย

ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำประกันโรคร้ายแรงที่ทุนประกัน 5 ล้านบาท เมื่อตรวจพบมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มต้น บริษัทประกันจะจ่ายผลประโยชน์ให้ทันที 30% ของจำนวนเงินเอาประกันหรือคิดเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท ในอีก 1 เดือนถัดมา หากตรวจพบโรคตับแข็งระยะปานกลางก็จะได้รับผลประโยชน์อีก 50% ของจำนวนเงินเอาประกันหรือคิดเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท หลังจากนั้นอีก 1 ปี พบว่าเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบระยะรุนแรง ก็จะได้รับผลประโยชน์อีก 100% ของจำนวนเงินเอาประกันหรือคิดเป็นเงิน 5 ล้านบาท นอกจากนี้ การต่ออายุการรับประกันก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา หากเราเลือกแบบประกันที่สามารถต่ออายุการรับประกันได้ยาวนานถึง 99 ปี ยิ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า เมื่อเรามีอายุมากขึ้น มีความเสี่ยงจากการเป็นโรคร้ายแรงที่สูงขึ้น เราก็ยังได้รับความคุ้มครองอยู่

มีประกันสุขภาพแล้ว จำเป็นต้องมีประกันโรคร้ายแรงไหม ?

สำหรับคนที่มีกรมธรรม์ประสุขภาพอยู่แล้ว แบบประกันโรคร้ายแรงก็ยังมีความจำเป็นกับเราเช่นเดียวกัน เนื่องจาก เราจะได้รับผลประโยชน์ที่เป็นเงินก้อนในยามที่เป็นโรคร้ายแรง โดยเฉพาะหากเราไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้ปกติ ขาดรายได้และต้องจ้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาดูแลหลังการรักษา การทำประกันโรคร้ายแรงก็เสมือนเป็นการการันตีได้ว่าเราจะมีเงินก้อนเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายเหล่านั้น การทำประกันโรคร้ายแรงควบคู่กับประกันสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการปิดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคร้ายแรง

 

=============================================

 

เผยแพร่ครั้งแรกที่ I wish you wealth  โพสต์ทูเดย์

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>