สร้างเกราะป้องกันความมั่งคั่ง ด้วยประกันโรคร้ายแรง

file

เป็นที่น่าตกใจว่า สถิติการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยด้วย 5 กลุ่มโรคร้ายแรง ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มโรคมะเร็ง หัวใจ ปอด หลอดเลือดในสมอง และเบาหวาน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ก็ทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยด้วยกลุ่มโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคร้ายแรงเหล่านี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ “ประกันโรคร้ายแรง” จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและช่วยให้เราได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดีและทันสมัย

จากสถิติการเสียชีวิต ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDB) พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2541 - 2562 อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิดของคนไทยเป็นสาเหตุอันดับ 1 โดยในปี พ.ศ. 2541 โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย 48.7 คน ต่อประชากร 100,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 128.2 คน หรือเกือบ 3 เท่าตัว ในปี พ.ศ. 2562 เช่นเดียวกับกลุ่มโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยอัตราการเสียชีวิตของคนไทยจากกลุ่มโรคปอดเพิ่มขึ้นจาก 9.0 คน เป็น 53.3 คน นอกจากนี้จำนวนคนที่เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองและเบาหวานก็เพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 7.0 คน และ 7.9 คน ในปี พ.ศ. 2541 เป็น 53.0 คน และ 25.3 คน ในปีพ.ศ.2562 ตามลำดับ ต่อประชากร 100,000 คน ดังแสดงในแผนภาพที่ 1

แผนภาพที่ 1: แผนภาพแสดงอัตราการเสียชีวิตของคนไทย (พ.ศ. 2541 - 2562) จากการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงต่อประชากร 100,000 คน

file

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDB)

จากแผนภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่ามีเพียงโรคหัวใจเท่านั้นที่อัตราการเสียชีวิตของคนไทยลดลงในช่วง พ.ศ. 2537 - 2560 ฉะนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า แนวโน้มการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายร้ายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว นอกจากนั้นเมื่อเรามาดูค่ารักษาพยาบาลในกลุ่มโรคต่างๆ ข้างต้น พบว่าค่ารักษาพยาบาลอยู่ในระดับที่สูงมากในทุกกลุ่มโรค ซึ่งค่าบริการรักษาพยาบาลมักขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่เราเข้ารับการรักษา ตลอดจนเทคโนโลยีหรือวิธีการรักษาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงระยะของการอาการป่วยที่เราเป็น อาทิ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนจะมีค่ารักษาที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐบาล ดังแสดงในแผนภาพที่ 2

แผนภาพที่ 2: ตารางแสดงการเปรียบเทียบตัวอย่างค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคร้ายแรงระหว่างโรงพยาบาลรัฐฯ และโรงพยาบาลเอกชน

file

ที่มา: Posttoday, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), Gettogo, AIA Manage Care รพ.บำรุงราษฎร์, Ccit.go.th, Bangkok Hospital

จากแผนภาพที่ 2 จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจากโรคร้ายแรงอยู่ในระดับที่สูงมาก ยิ่งไปกว่านั้นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำสูงกว่าค่ารักษาของโรงพยาบาลของรัฐฯ อย่างมากเช่นกัน อาทิ ค่าผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจในโรงพยาบาลรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายราว 126,000 - 293,000 บาท แต่หากเราต้องการรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ เราต้องจ่ายค่ารักษาราว 750,000 - 950,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่ารักษาจากโรงพยาบาลของรัฐฯ ถึง 3 - 6 เท่าเลยทีเดียว

จากแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตจากโรคร้ายแรงจะเพิ่มสูงขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บวกกับค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคร้ายแรงเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่สูงมากอีกด้วย สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาลรัฐฯ หรือเอกชน ก็จำเป็นที่จะต้องเตรียม “เงินก้อน” ไว้เป็นค่ารักษาพยาบาล หรือไว้รองรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว กรณีที่ไม่สามารถหารายได้ได้

ยิ่งไปกว่านั้นหากเราต้องการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากมักได้รับบริการที่ดี และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐฯ เป็นเท่าตัว ทำให้การทำ “ประกันโรคร้ายแรง” สามารถตอบโจทย์ทุกท่านได้ เนื่องจากประกันโรคร้ายแรงมักจะมีระดับค่าเบี้ยประกันที่ไม่สูงนัก แต่กลับได้วงเงินความคุ้มครองในระดับที่สูงและอาจเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันอีกด้วย

เผยแพร่ครั้งแรกในบทความ Health is Wealth กรุงเทพธุรกิจ

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>

จับ 4 ธีมสร้างกำไรใน China Megatrends

โพสต์เมื่อ 25 สิงหาคม 2564

การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจากธนาคารกลางจีน รวมถึงการที่ภาครัฐได้เข้ามากำกับดูแลบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีหลายบริษัทของจีน เพื่อลดการผูกขาดทางการค้า ได้ส่งผลให้ Valuation ดัชนีของตลาดหุ้นจีนยังคงซื้อ-ขายในระดับ Fwd PE เพียงแค่ประมาณ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ที่มีค่า Fwd PE สูงถึงราว 22 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกยัง “มีส่วนลด” อย่างมาก เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐฯ

อ่านต่อ >>