ธีมลงทุนที่มีโอกาสเห็นเซอร์ไพร์สเชิงบวก ?!?

file

เปิดโลก ค้นหาธีมลงทุนที่มีโอกาสเห็น “เซอร์ไพร์สเชิงบวก” เพื่อวางแผนเลือกกองทุนที่ใช่ สร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจให้กับพอร์ต นี่คือคำแนะนำการลงทุนที่คุณไม่ควรพลาดสำหรับในเดือน ก.ย.นี้

หลายประเทศในโลกยังคงต้องต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งจนถึงตอนนี้การกลายพันธุ์ของไวรัสชนิดดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลแบบที่ยังไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ภายใต้บรรยากาศที่เกิดขึ้น บางประเทศเริ่มฟื้นตัวได้บ้าง แต่บางประเทศก็ยังต้องกลับมาใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้ง ...แบบนี้ ธีมลงทุนที่มีโอกาสเห็นเซอร์ไพร์สเชิงบวกในอนาคตจะยังมีให้เห็นอยู่หรือเปล่า ?!?

“คุณวรสินี เศรษฐบุตร” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนและสื่อสารการตลาด สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ในความเป็นจริงแล้ว แม้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมทั้งหมดจะไม่ได้ฟื้นตัวทั้งโลก แต่ก็มีหลายธุรกิจที่เริ่มฟื้นตัวให้เห็นบ้างแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ที่เป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งมีลักษณะเป็นสินค้าจำเป็นต่อผู้บริโภคอย่าง ไมโครซอฟท์ เป็นต้น

ไม่เพียงแค่นี้ หากเจาะลึกลงไป โดยเน้นเลือกธีมที่มีแนวโน้มจะมีเซอร์ไพร์สในเชิงบวกรออยู่ในอนาคต ก็พบว่า มีหลายกลุ่มที่น่าสนใจ และสามารถลงทุนได้ตั้งแต่เดือนก.ย.นี้ เพื่อถือต่อในระยะกลาง - ยาว 

ธุรกิจ BIOTECH : โอกาสจากเซอร์ไพร์สสร้างวัคซีนใหม่ และ ควบรวมกิจการ

นอกจากจะเป็นธุรกิจที่คลาสสิกสำหรับการลงทุนระยะยาวแล้ว กลุ่มนวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจในเรื่องโอกาสการเกิด “Positive Surprise” หรือ เซอร์ไพร์สเชิงบวกต่อราคาหุ้นได้ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.การคิดค้นวัคซีน และยาชนิดใหม่ : ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อมีการประกาศข่าวดี ด้านการพัฒนายา และ วัคซีนใหม่ หรือพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ก็มักจะส่งผลให้บริษัทผู้คิดค้น ได้รับผลดีในแง่ของการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น ตัวอย่างเช่น ราคาหุ้นของบริษัทไบโอเจน อิงค์ ที่พุ่งขึ้นถึง 60% หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ให้การอนุมัติต่อการใช้ยา Aducanumab สำหรับรักษาโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น (1)

2.การควบรวมกิจการ : เทรนด์การควบรวมกิจการ (M&A) ในธุรกิจไบโอเทคฯ ยังคงเป็นที่น่าจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยนาย David Pinniger ผู้จัดการกองทุน Polar ฺBiotechnology Fund ผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่า 20 ปี เผยว่า บริษัทในพอร์ตการลงทุน ในปี 2020 ที่ผ่านมา ได้รับการควบรวมกิจการจากบริษัทยักษ์ใหญ่ถึง 7 บริษัท ส่งผลให้ราคาหุ้นของแต่ละบริษัท ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากหลังประกาศ 

ตัวอย่างดีลที่โด่งดังคือ บริษัท Immunomedics ที่กองทุนนั้นลงทุนอยู่ ได้รับข้อเสนอดีลควบรวมกิจการมูลค่า 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นค่าPremium กว่า 108%  จาก  Gilead Sciences บริษัทยักษ์ใหญ่ ด้าน Biopharmaceutical ทำให้าคาหุ้น Immunomedics ปรับขึ้นกว่า 100%  โดยเจ้าตัวมีมุมมองว่า ในปี 2021 น่าจะมีการควบรวมกิจการ (M&A) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง (2)

สำหรับการคัดเลือกกองทุนที่น่าสนใจในธีมนี้ แน่นอนว่า กองทุนที่เน้นลงทุนบริษัทด้านไบโอเทคฯ ในสหรัฐฯ และจีน ถือว่ามีความโดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการใช้งบประมาณด้านงานวิจัยยาในระดับสูงต่อเนื่อง  จนส่งผลให้ทั้งสองประเทศถือสิทธิบัตรยาด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เป็นอันดับต้นๆ ของโลก (3)

และด้วยความโดดเด่นนี้เอง อาจทำให้ธุรกิจดังกล่าวได้รับความสนใจ ในแง่ของการถูกเข้าซื้อ หรือ ควบรวมกิจการ ซึ่งจะสร้างผลดีให้กับผู้ลงทุนได้ในอนาคตอีกด้วย

ธุรกิจเมกะเทรนด์ในจีน : สัญญาณเด่นจากกองทุนนวัตกรรมชื่อดังเริ่มเข้าซื้อหุ้น

ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีน เจอมรสุมปัจจัยลบจากกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนและยังเป็นความเสี่ยงที่ปกคลุมตลาดหุ้นจีนอยู่ อย่างไรก็ตามล่าสุดจะพบได้ว่า เริ่มมีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มการกลับเข้ามาซื้อหุ้นจีน ซึ่งมีลักษณะที่เป็น “ของดีราคาถูก” อีกครั้ง

ประเด็นนี้จะเห็นได้จากการที่ ARK Invest ซึ่งเป็นบลจ. ที่บริหารโดยเน้นธีมการลงทุนในหุ้นนวัตกรรม  “Disruptive Technology” ทั่วโลก ได้กลับเข้ามาเก็บหุ้น JD.com เพิ่ม รวมถึงในฝั่งของ Tencent เอง ก็ประกาศซื้อหุ้นคืน หลังจากที่มูลค่าหุ้นบริษัทต่ำสุดในรอบ 8 ปีอีกด้วย (4) ดังนั้น การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา ที่ควรค่าแก่การให้น้ำหนักความสนใจ  

โดย “คุณวรสินี” มีความเห็นว่า สัญญาณการกลับเข้ามาซื้อหุ้นนี้ เกิดจากในช่วงที่ผ่านมาหุ้นจีนถูกเทขายแบบ “Oversold” ไปค่อนข้างมาก ดังนั้น ตลาดน่าจะรับข่าว Negative เหล่านี้ไปพอสมควร จึงถือเป็นโอกาสที่ดีของการลงทุนหุ้นจีนได้ 

อย่างไรก็ตาม หากจะลงทุน แนะนำให้เน้นเลือกองทุนที่มีนโยบายในลงทุนใน 5 เมกะเทรนด์ของจีน ได้แก่ 1. ค้าขายออนไลน์ 2.ธุรกิจเทคโนโลยี 3.ธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ 4.ธุรกิจพลังงานสะอาด 5.ยานพาหนะไฟฟ้า ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ยังคงมีอนาคตสดใส ทั้งในด้านความต้องการใช้ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นจุดที่จะสนับสนุนผลประกอบการให้ขยายตัวขึ้นในอนาคต และสามารถลงทุนได้ในระยะยาวได้

ธุรกิจ Semiconductor : ชิ้นส่วนสำคัญที่อยู่ทุกที่นับจากวันนี้ถึงอนาคต (5)

ความจริงแล้ว Semiconductor หรือ ชิป ไม่ใช่ธีมที่ต้องรอการเซอร์ไพร์สเชิงบวกใดๆ ในอนาคต เพราะเพียงแค่ในตอนนี้ ก็ค่อนข้างเห็นโอกาสที่ชัดเจนจากหลายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น

1.การฝังตัวในนวัตกรรม ซึ่งอยู่ในระบบนิเวศ (Ecosystem) สำคัญ ทั้งปัจจุบันและอนาคต :  “ชิป” ฝังตัวอยู่ในนวัตกรรมต่างๆ หลายอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีรถขับเคลื่อนอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ 5G และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เน็ต (IoT) ดังนั้น ชิป จึงมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นตามแนวโน้มความต้องการใช้งานในอนาคต

2.ประเทศมหาอำนาจให้ความสำคัญ : โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้อย่างมาก เห็นได้จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มงบประมาณในการทำ R&D ด้าน Semiconductor โดยตรง จากปัจจุบัน 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปถึง 5,100 ล้านดอลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการให้เงินทุนในการผลิต advanced semiconductor, โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ เกี่ยวข้องที่ตั้งโรงงานในสหรัฐฯ รวมถึง มีการให้ประโยชน์ทางภาษีเช่น refundable investment tax ให้แก่บริษัทต่างๆที่ซื้อ อุปกรณ์ semiconductor ใหม่อีกด้วย

ด้วยจุดเด่นที่กล่าวมา Pwc Research 2019 จึงคาดการณ์ว่า ในช่วง 2016 – 2022 ภาพรวมขนาดตลาด Semiconductor เติบโตเฉลี่ยปีละ 8.9% 

ทั้งหมดนี้ จึงทำให้กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในธุรกิจ Semiconductor หรือ ชิป รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง มีความน่าสนใจ ... ไม่ต้องรอเซอร์ไพร์ส เพราะเห็นโอกาสที่ชัดเจน

ธุรกิจในยุโรป : ปัจจัยหนุนจ่อดันเศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้น

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ได้ให้ทิศทางเศรษฐกิจยุโรปในเดือน ก.ย. ได้อย่างน่าสนใจว่า เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งในไตรมาส 3/64 สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือน ก.ค. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี

โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะได้แรงหนุนเพิ่ม จาก 3 ปัจจัย คือ (6)

1.การเบิกจ่ายของกองทุน EU Recovery Fund ที่คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบในเดือน ส.ค. และนับเป็นแรงหนุนสำคัญทางเศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

2. การใช้ Digital COVID  Certificate ที่จะหนุนภาคบริการการท่องเที่ยว

3. อุปสงค์ที่คาดจะเพิ่ม ขึ้นมากหลังอัดอั้น (Pent-up demand) ภายใต้บริบทที่คาดว่า นโยบายการเงินจะยังผ่อนคลายอย่างมากต่อไป

จากการฟื้นตัวที่ดีของยุโรปโดยรวม จึงทำให้กองทุนหุ้นยุโรปที่มีกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก ในธุรกิจที่มีคุณภาพเป็นกองทุนที่น่าสนใจ

===========================================================

ข้อมูลอ้างอิง

1. https://www.infoquest.co.th/2021/94162

2. polarcapitalfunds.com

3.World Intellectual Property Organization , as of 12/31/2018, Retrieved on 03/31/2021 

4. Bloomberg

5.บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) SCB

6. ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TIPS – September 2021)

 

==========================================================

 บทความโดย นางวรสินี เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนและสื่อสารการตลาด

สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>

จับ 4 ธีมสร้างกำไรใน China Megatrends

โพสต์เมื่อ 25 สิงหาคม 2564

การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจากธนาคารกลางจีน รวมถึงการที่ภาครัฐได้เข้ามากำกับดูแลบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีหลายบริษัทของจีน เพื่อลดการผูกขาดทางการค้า ได้ส่งผลให้ Valuation ดัชนีของตลาดหุ้นจีนยังคงซื้อ-ขายในระดับ Fwd PE เพียงแค่ประมาณ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ที่มีค่า Fwd PE สูงถึงราว 22 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกยัง “มีส่วนลด” อย่างมาก เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐฯ

อ่านต่อ >>