เมกะเทรนด์จีน เหนือกว่าสหรัฐฯ ?!?

file

ธุรกิจเมกะเทรนด์ของจีนจะเหนือกว่าสหรัฐฯ หรือไม่ ??? ถ้าตอนนี้ “ประเทศจีน” กลายเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่สหรัฐอเมริกาดำรงตำแหน่งอยู่อย่างเข้มข้นที่สุด !!! 

ก่อนที่จะไปสู่ประเด็นด้านเมกะเทรนด์ของจีน เราอยากให้คุณเห็นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศนี้ก่อนว่า ทำไมจึงมีความโดดเด่น...

หากพิจารณาข้อมูลของประเทศจีนในมิติต่างๆ ทั้งจำนวนประชากร อัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวของประชากร อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความหลากหลายและการส่งเสริมการวิจัยค้นคว้า และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เริ่มล้ำหน้าชาติตะวันตก ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนให้จีนอาจก้าวมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกหน้าใหม่ก็เป็นได้ แน่นอนว่าธุรกิจที่สามารถเกาะกระแสการเติบโตของจีนในประเด็นดังกล่าวย่อมได้อานิสงส์การเติบโตต่อเนื่องได้อีกหลายทศวรรษ

สำหรับข้อได้เปรียบสำคัญประการแรกที่ทำให้ประเทศจีนมีศักยภาพในการเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ คือ “จำนวนประชากร” กว่า 1,400 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรโลก ยิ่งไปกว่านั้น รายได้สุทธิต่อหัว (Disposable Income per Capita) ของจีน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 – 2020 เติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 7.94% ขณะที่รายได้สุทธิต่อหัวของสหรัฐฯ เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.72% ดังนั้น ธุรกิจใดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Discretionary) ย่อมได้อานิสงส์การเติบโตตามรายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

นอกจากนี้ชาวจีนนิยมซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น อีคอมเมิร์ซ โดยสถิติจาก eMarketer คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนธันวาคมปี 2020 ว่าในปี 2021 คนจีนจะใช้จ่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ราว 51% หรือราว 1.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ของโลก 

ในขณะที่สัดส่วนสหรัฐฯ พบว่ามีเพียง 15% ของยอดค้าปลีกทั้งหมดเท่านั้น บ่งบอกถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจ Consumer Discretionary ภายในประเทศจีน เนื่องด้วยความสะดวกสบายในการใช้จ่าย และยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก จากแนวโน้มอัตราการเติบโตของรายได้สุทธิต่อหัวของคนจีนที่โดดเด่นเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยประเทศจีนเคยดำเนินนโยบายลูกคนเดียว (One-child Policy) ในอดีต ทำให้โครงสร้างประชากรจีนกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจลำดับต้นๆ ของโลก จากรายงานโดยสำนักสถิติแห่งชาติของจีนเมื่อปี 2020 ระบุว่า ประชากรจีนมีสัดส่วนผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) แตะ 12% โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ น่าจะมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อร้ายแรง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน หรือโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นราว 40% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ดังนั้น ธุรกิจที่อาจได้รับความนิยมมากขึ้นจากนี้คงหนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ อย่างธุรกิจ Healthcare 

นอกเหนือจากรายได้สุทธิต่อหัวของคนจีนที่เติบโตสูงตามที่กล่าวข้างต้น สัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพยังถือว่าต่ำกว่าประเทศที่มีโครงสร้างประชากรเป็นสังคมผู้สูงอายุ หากเปรียบเทียบระหว่างสหรัฐฯ และจีน พบว่ามีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อ GDP ที่ 16.9% และ 5.4% ตามลำดับ หรือต่างกันกว่า 3 เท่าตัว 

ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพยังมีช่องทางขยายตลาดการจำหน่ายยารักษาโรค NCDs ได้อีกมากมาย โดย JP Morgan รายงานว่าเม็ดเงินการทำ R&D ของบริษัทเวชภัณฑ์จีนตั้งแต่ปี 2014 – 2019 เพิ่มขึ้นจาก 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สู่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเฉลี่ยปีละ 19.57% ซึ่งการทำ R&D มาก ย่อมช่วยเร่งให้มียารักษาโรคตัวใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมที่ดีกว่ายาเดิมในท้องตลาด และสามารถสร้างยอดขายที่แก่ธุรกิจเฮลธ์แคร์ในจีนได้อย่างโดดเด่นอีกด้วย

นอกจากปัจจัยโครงสร้างประชากรแล้ว ปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐฯ เองที่กำหนดทิศทางประเทศมาตลอด 100 ปี จนสามารถประกาศชัยชนะต่อความยากจนได้ โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 14 ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2021 – 2025 โดยส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม คือ ผลักดันงบประมาณการทำ R&D ให้ได้ถึง 7% ต่อ GDP ต่อปีให้ได้ภายในปี 2025 

นับได้ว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพราะจะทำให้จีนเป็นประเทศที่ทุ่มงบ R&D สัดส่วนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกทันที โดยมุ่งเน้นด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น Semiconductor, Healthcare, Quantum Computing และ Cloud computing เป็นต้น โดยธุรกิจ Semiconductor ในจีนจะช่วยให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศได้ หรือ ธุรกิจ Cloud Computing จากทั้ง Alibaba, Tencent, Baidu, JD.com หรือ Kingsoft ด้วยการสนับสนุนพัฒนา Platform ต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าชาวจีนมาใช้บริการมากขึ้น และเพื่อป้องกันคู่แข่งขันที่แข็งแกร่งจากฝั่งตะวันตกอย่าง Amazon, Google หรือ Microsoft เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดชาวจีน 

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนมีนโยบาย “Carbon Neutrality” หรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ได้ภายในปี 2060 ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือกในจีน เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เช่น NIO, BYD, Geely เป็นต้น หรือผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น Xinyi Solar Holdings ที่เป็นผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์อันดับ 1 ในจีน อาจได้อานิสงส์จากแรงสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเช่นกัน


จะเห็นได้ว่าธุรกิจในจีนเองก็มีธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจไม่แพ้ฝั่งตะวันตก เช่น ธุรกิจ Consumer Discretionary ที่ได้ประโยชน์จากจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก การเริ่มต้นสังคมผู้สูงอายุกับการเติบโตในอัตราเร่งของธุรกิจสุขภาพในจีน หรือการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีของรัฐบาลจีนผ่านยุทธศาสตร์ฉบับที่ 14 ที่ช่วยให้ธุรกิจเทคโนโลยีสัญชาติจีนมีโอกาสขยายศักยภาพเพื่อให้ทัดเทียมกับฝั่งตะวันตกและสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ได้อีกด้วย

 

==========================================

บทความโดย : ศิวกร ทองหล่อ CFP® Wealth Manager ธนาคารทิสโก้ 

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>

จับ 4 ธีมสร้างกำไรใน China Megatrends

โพสต์เมื่อ 25 สิงหาคม 2564

การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจากธนาคารกลางจีน รวมถึงการที่ภาครัฐได้เข้ามากำกับดูแลบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีหลายบริษัทของจีน เพื่อลดการผูกขาดทางการค้า ได้ส่งผลให้ Valuation ดัชนีของตลาดหุ้นจีนยังคงซื้อ-ขายในระดับ Fwd PE เพียงแค่ประมาณ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ที่มีค่า Fwd PE สูงถึงราว 22 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกยัง “มีส่วนลด” อย่างมาก เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐฯ

อ่านต่อ >>