Megatrends Allocation

file

คำถามที่ว่า “จัดพอร์ตการลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงเพื่ออะไร?” แน่นอนว่าคำตอบคือ เพื่อลดความผันผวนของมูลค่าพอร์ตการลงทุนจากการลงทุน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นแนวคิด “พื้นฐาน” สำหรับการลงทุนที่ดี แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์โรคระบาดที่เรากำลังเผชิญบ่งชี้ว่า การกระจายการลงทุนแบบ “ดั้งเดิม” อาจไม่มีประสิทธิภาพในการลงทุนเพียงพอสำหรับทุกสถานการณ์ เว้นแต่ว่าเราจะปรับเปลี่ยนพอร์ตให้สอดคล้องกับ “ยุคสมัยใหม่” หรือ เทรนด์ของโลก ที่คาดว่าจะคงอยู่ไปอีกหลาย 10 ปี หรือในอีกชื่อว่า Megatrends

หากเราสรุปผลกระทบของสถานการณ์ COVID-19 ที่มีต่อตลาดหุ้นทั่วโลกโดยอ้างอิงจากดัชนี MSCI All Country World Index ครึ่งปีแรก จะพบว่าปรับลดลง -7.13% สอดคล้องกับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจของทั้งปี 2020 โดย IMF ที่ GDP โลกอาจติดลบถึง -4.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สืบเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกจำกัดอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น การค้าขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศที่ถูกระงับทั้งในแง่ของการเดินทางเพื่อธุรกิจหรือเพื่อท่องเที่ยวที่ต้องปิดทำการ ซึ่งกระทบไปถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ลูกหนี้เกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น และกลุ่มพลังงานที่ความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตหรือการเดินทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ถือว่ามีบทบาทสำคัญตั้งแต่เศรษฐกิจโลกในอดีต แต่ยังมีจุดอ่อนคือการพึ่งพาวงจรเศรษฐกิจมากเกินไป และสุดท้ายก็จะกระทบไปถึงผู้ลงทุนในกองทุนรวมที่พยายามจัดพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพียงแต่เลือกกองทุนที่อ้างอิงดัชนี (Index fund) เพียงอย่างเดียว ซึ่งหลายประเทศมีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มที่แปรผันตามวงจรเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ว่าจะกระจายความเสี่ยงไปกี่ประเทศก็อาจประสบผลขาดทุนจากการลงทุนไม่มากก็น้อย

Megatrends เติบโตก้าวกระโดด

อย่างไรก็ดีกลับมีธุรกิจ ที่ได้รับอานิสงส์จาก Megatrends เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือสังคมผู้สูงอายุที่ยังคงมีบทบาท และได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด เมื่อประเมินจากผลตอบแทนครึ่งปีแรกของหุ้นกลุ่มนี้สวนทางกับกลุ่มธุรกิจข้างต้นที่กล่าวมา เพราะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหายามที่เจอสถานการณ์โรคระบาดนี้ได้ เช่น

1) กลุ่มธุรกิจ E-commerce ที่ช่วยลดการเดินทางไปยังร้านค้า ทำให้ร้านค้ายังคงมีรายได้ในการทำธุรกิจ ซึ่งราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้น +36.82% 

2) ธุรกิจ Digital Healthcare โดยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆ มาสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีน COVID-19 ให้ผลตอบแทน +28.77% 

3) ธุรกิจพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing ก็เพิ่มขึ้น +36.08% ซึ่งได้ประโยชน์จากการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การใช้ชีวิต การเรียน หรือการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ของประชาชนทั่วไปหรือระดับองค์กร  

อันที่จริงแล้วกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วก่อนหน้าสถานการณ์ COVID-19 อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับ Megatrends เช่น ธุรกิจ E-Commerce สามารถนำเสนอและขายสินค้าหรือบริการอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนในการทำธุรกิจ ธุรกิจ Digital Healthcare สามารถวิจัยและพัฒนายารักษาโรคที่ซับซ้อนหรือโรคร้ายแรงมักเกิดกับผู้สูงอายุ 

และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี Cloud Computing ที่สามารถพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมการผลิต ด้านธุรกิจงานบริการ หรือแม้กระทั่งด้านการศึกษาที่ช่วยให้สามารถพัฒนารูปแบบการศึกษาใหม่ๆ แก่วัยเรียนและสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่ล้ำค่าและพัฒนาประเทศได้ในอนาคต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์แนวโน้มในอนาคตอย่าง Megatrends ผนวกกับได้อานิสงส์จากสถานการณ์โรคระบาดยิ่งเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

Megatrends โตดีในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในด้านการลงทุนโดยเฉพาะการจัด Portfolio แบบ Asset Allocation ที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาวกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจเหล่านี้เท่าที่ควรในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Megatrends นั้นมักเป็นลักษณะ Thematic Fund หรือ Sector Fund ซึ่งมีการลงทุนแบบกระจุกตัวและอาจต้องคอยติดตามข่าวสารของอุตสาหกรรมนี้เป็นพิเศษ หากจำเป็นอาจต้องมีการปรับสัดส่วนการลงทุนบ่อยครั้งและอาจไม่สามารถลงทุนระยะยาวได้

 แต่อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะว่าด้วยชื่อของ Megatrends นั้นเองเกิดจากลักษณะพื้นฐานของสังคมหรือคุณลักษณะของประชากร ซึ่งเราไม่สามารถหลีกหนีของจากวัฏจักรนั้นได้และคงอยู่ไปอีก 20 – 30 ปี นั่นหมายความว่าธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้าน Megatrends นั้นจะมีศักยภาพเติบโตได้อีกหลาย 10 ปี ซึ่งสามารถลงทุนระยะยาวได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อยครั้ง

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของการจัดพอร์ตการลงทุนด้วยกองทุนแบบดั้งเดิมที่อาจจะเลือกกระจายการลงทุนรายประเทศเป็นหลัก ซึ่งสุดท้ายหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรือหดตัวอย่างรุนแรงก็จะทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหาย แต่หากเราปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับ “ยุคสมัยใหม่” ที่ใช้การเลือกธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จาก Megatrends โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยคัดสรรบริษัทที่ทำธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์ต่างๆ ย่อมช่วยให้ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในอนาคตเป็นที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันไม่จำเป็นต้องปรับสัดส่วนบ่อยครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับวงจรเศรษฐกิจอีกด้วย

 

==========================================================

 

หากท่านใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินของตนเอง สามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ [email protected]  

 

 บทความโดย ศิวกร ทองหล่อ CFP® Wealth Manager

เผยแพร่ครั้งแรกที่คอลัมน์ Financial Planning กรุงเทพธุรกิจ

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>

จับ 4 ธีมสร้างกำไรใน China Megatrends

โพสต์เมื่อ 25 สิงหาคม 2564

การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจากธนาคารกลางจีน รวมถึงการที่ภาครัฐได้เข้ามากำกับดูแลบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีหลายบริษัทของจีน เพื่อลดการผูกขาดทางการค้า ได้ส่งผลให้ Valuation ดัชนีของตลาดหุ้นจีนยังคงซื้อ-ขายในระดับ Fwd PE เพียงแค่ประมาณ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ที่มีค่า Fwd PE สูงถึงราว 22 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกยัง “มีส่วนลด” อย่างมาก เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐฯ

อ่านต่อ >>