หมดปัญหาเรื่องเงินในวันเกษียณ เลือกอย่างไรในวัย 30

file

 

นักจิตวิทยาสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัย Harvard “วิลเลียม เจมส์” กล่าวว่า “โดยส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเราอายุ 30 ปี Character ของเราจะถูกหล่อหลอมจนแข็งแกร่ง และจะไม่กลับไปอ่อนยวบลงอีกเลย” สำหรับในด้านการงานและการเงินก็มักได้ลองผิดลองถูกมาพอสมควรในช่วงก่อนหน้านี้ อาจได้เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายอาชีพ หรือได้รับการปรับตำแหน่งในช่วงที่ผ่านมา จนเมื่อถึงตอนนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มักจะน้อยลง และอาจได้เจอกับเส้นทางอาชีพที่จะเดินต่อไปจนเกษียณอายุ หรือเริ่มมองหาความมั่นคงเพื่อให้สอดคล้องกับ Lifestyle ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการมีครอบครัว ตลอดจนเริ่มมีเงินเก็บบางส่วนและสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างความมั่งคั่งในช่วงชีวิตวัยเกษียณต่อไป

ซึ่งการวางแผนการเงินสำหรับการเกษียณในช่วงวัยนี้ อาจจะยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะอาจจะยังรู้สึกว่ายังมีเวลาอีกหลายปี หรืออาจคิดว่าสุขภาพร่างกายยังแข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนอาจทำให้สุดท้ายแล้วกว่าที่จะเริ่มเตรียมตัวอย่างจริงจังก็กลับพบว่าอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว ฉะนั้นการเริ่มต้นการวางแผนการเงินตั้งแต่วัย 30 จะช่วยประหยัดเงิน เวลา และทรัพยากรต่างๆ ของเราได้อย่างมากมายและสามารถทำได้ไม่ยาก หากเราเริ่มศึกษาตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญ 2 ประการ ที่ช่วยให้เราสามารถวางแผนการเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการสะสมและเพิ่มความมั่งคั่ง  และ เครื่องมือที่ใช้รักษาความมั่งคั่ง

การสะสมและเพิ่มความมั่งคั่งที่เป็นการบังคับตนเองแบบอัตโนมัติผ่านการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากรูปแบบของการสะสมเงินลงทุนรายเดือนที่ตัดออกจากรายได้ประจำต่อเดือน จะทำให้เราไม่ได้รู้สึกถึงการที่จะต้องจ่ายเงินออกไป อีกทั้งยังได้เงินสมทบจากนายจ้างอีกก้อนหนึ่ง ตลอดจนผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนจะทำให้เงินดังกล่าวมีขนาดใหญ่มากขึ้นอย่างมากหลังผ่านระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานถึง 20 - 30 ปี และด้วยการสะสมการลงทุนที่ยังมีเวลายาวนานนี้เอง ทำให้เราควรเลือกนโยบายการลงทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ หุ้น ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงในช่วงวัยนี้ได้สูงถึง 60-70% เลยทีเดียว ซึ่งเราอาจใช้วิธีการลงทุนในลักษณะนี้ไปประยุกต์กับการลงทุนในกองทุนที่ได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างกองทุน SSF และ RMF

อย่างไรก็ดี เราต้องตระหนักด้วยว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอาจจะพบความผัวผวนได้ตลอด แต่ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมในการลงทุนได้ จากสถิติการลงทุนในดัชนี MSCI All Country World Index Net Return (MSCI ACWI NR) ในช่วง ปี 01/2000 - 06/2021 และ SET TRI Index ในช่วง 01/2002 - 06/2021 พบว่า การเฉลี่ยการลงทุนในทุกๆ เดือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะการลงทุนเดียวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กบข. สามารถช่วยลดโอกาสในการขาดทุนได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ดังแสดงในแผนภาพที่ 1

แผนภาพที่ 1 : ตารางแสดงสถิติการลงทุนใน MSCI ACWI NR (01/2000 - 06/2021) และ SET TRI Index (01/2002 - 06/2021)

file

ที่มา: Bloomberg

จากตารางดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มระยะเวลาที่ต่อเนื่องในการลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนในระยะยาวได้ โดยการลงทุนรายเดือนในระยะ 5 ปี ใน MSCI ACWI NR และ SET TRI มีโอกาสที่จะพบกับการขาดทุนทั้งหมด 22 และ 21 ครั้ง จากการลงทุนทั้งหมด 188 และ 175 ครั้งตามลำดับ หรือคิดเป็นราว 12% ในขณะที่การลงทุนในกรอบระยะเวลา 10 และ 15 ปีขึ้นไป พบว่า มีโอกาสที่จะเจอกับการขาดทุนต่ำกว่า 1% ทำให้การเลือกนโยบายการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กบข. เราอาจปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นบางส่วน เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งในวันเกษียณได้

ในส่วนของการปกป้องความมั่งคั่งคงหนีไม่พ้นเครื่องมืออย่างประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ในส่วนนี้เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างการสะสมและเพิ่มความมั่งคั่ง กับการปกป้องความมั่งคั่ง เพราะถึงแม้ที่มาของเงินที่นำมาใช้ในแต่ละด้านจะมาจากที่เดียวกัน แต่จุดประสงค์ในทั้ง 2 ประเด็นนั้นแตกต่างกัน สำหรับในวัย 30 เราอาจยังมีรายได้ไม่สูงนัก ฉะนั้นการซื้อประกันต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับเรามากที่สุด โดยเราจะใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งจะมีการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญในช่วงอายุ 55 - 60 ปี เป็นต้นไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบกรมธรรม์และด้วยการที่เราซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญตั้งแต่อายุน้อยๆ เราจะได้ค่าเบี้ยที่ถูกกว่าเมื่อซื้อตอนอายุมาก และการทยอยซื้อประกันชีวิตแบบนำนาญในช่วงที่เราทำงานอยู่ นอกจากจะได้เครื่องยืนยันว่าเราจะมีรายได้ในช่วงหลังเกษียณอายุแล้ว เรายังจะได้รับประโยชน์ทางภาษีจากเบี้ยประกันที่ชำระไปอีกด้วย

ส่วนประกันสุขภาพถือได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน อีกทั้งในปัจจุบันค่าเบี้ยประกันถูกลงอย่างมาก โดยเราอาจจ่ายเบี้ยเพียงหลักพัน แต่สามารถได้รับความคุ้มครองหลักล้านได้อย่างสบายๆ ซึ่งหากเราไม่มีประกันสุขภาพที่เพียงพอแต่ต้องประสบกับโรคร้ายแรงอาจทำให้เราไม่มีเงินพอที่จะใช้เป็นค่ารักษาและทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลต่างๆ รอบตัวเราได้

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าในตอนที่เราอายุประมาณ 30 ปี การใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเป้าหมายทั้งการสะสมและเพิ่มความมั่งคั่งตลอดจนการรักษาความมั่งคั่งจำเป็นที่จะต้องมีคู่กันทั้ง 2 ด้าน เพื่อให้เมื่อถึงยามที่เราเกษียณอายุการทำงาน เราจะยังคงมีรายได้ ไม่ว่าจะเป็น รายเดือน หรือรายปี จากประกันชีวิตแบบบำนาญและยังมีเงินก้อนที่ได้มาจากเงินลงทุนที่สะสมมาในช่วงหลายปี ซึ่งจะทำให้เราสามารถมีชีวิตหลังเกษียณอย่างราบรื่นและหมดห่วงในเรื่องการเงินไปได้อย่างมาก

===========================================

 

เผยแพร่ครั้งแรกที่คอลัมน์ I Wsh You Wealth  โพสต์ทูเดย์

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>

จับ 4 ธีมสร้างกำไรใน China Megatrends

โพสต์เมื่อ 25 สิงหาคม 2564

การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจากธนาคารกลางจีน รวมถึงการที่ภาครัฐได้เข้ามากำกับดูแลบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีหลายบริษัทของจีน เพื่อลดการผูกขาดทางการค้า ได้ส่งผลให้ Valuation ดัชนีของตลาดหุ้นจีนยังคงซื้อ-ขายในระดับ Fwd PE เพียงแค่ประมาณ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ที่มีค่า Fwd PE สูงถึงราว 22 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกยัง “มีส่วนลด” อย่างมาก เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐฯ

อ่านต่อ >>