file

“ศิริวรรณ สุกัญจนศิริ” ขับเคลื่อน “ภูเก็ต มารีน กรุ๊ป” ฝ่ามรสุม COVID-19

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 56 | คอลัมน์ People

หลายคนอาจวาดฝันเอาไว้ว่า “วัยเกษียณ” จะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน หลังจากที่ต้องทำงานหนักมากว่าค่อนชีวิต แต่สำหรับ “ศิริวรรณ สุกัญจนศิริ” อดีตผู้บริหารบริษัทมหาชนในธุรกิจงานพิมพ์ครบวงจรรายใหญ่ของประเทศ กลับเลือกทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป ด้วยการเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งเธอมองว่า “เป็นโอกาสทำตามความปรารถนาในโค้งสุดท้าย” และนั่นก็ส่งผลให้เธอได้พบกับความท้าทาย ที่เหนือกว่าสิ่งที่คาดฝันเอาไว้อย่างมาก

เมื่อหญิงแกร่งแห่งวงการสิ่งพิมพ์ก้าวสู่ธุรกิจเรือท่องเที่ยวเหมาลำ

หลายคนรู้จักคุณศิริวรรณ ในฐานะผู้บริหารหญิงแกร่งแห่งธุรกิจสิ่งพิมพ์ปลอดการทำเทียม (Security Printing) ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจการพิมพ์ที่ใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อป้องกันการปลอมแปลง โดยสามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบสิ่งพิมพ์ การเลือกวัตถุดิบ และวัสดุที่ใช้พิมพ์ รวมถึงหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษที่ใช้ และกระบวนการในการจัดพิมพ์ระบบ Security แบบครบวงจร

แน่นอนว่าในธุรกิจนี้ เธอมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ การันตีจากการบริหารงานมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี แต่ในธุรกิจการท่องเที่ยวบริการเช่าเรือท่องเที่ยวแบบเหมาลำ อาจนับได้ว่าเธอยังเป็น “น้องใหม่” ที่เพิ่งก้าวเข้ามา จากจุดเริ่มต้นที่เรียกว่าความรักในโลกใต้ทะเลเท่านั้น

“พี่ชอบทะเล หลงรักโลกใต้ทะเล และอยากดำน้ำลึก (Scuba) มานาน แต่ไม่มีเวลาเพราะต้องรับผิดชอบธุรกิจ พอวางมือจากธุรกิจการพิมพ์ ก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่ทำอะไรวันนี้ ก็อาจไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย ในวัย 50 กว่าปี พี่ก็เลยลุกมาสมัครเรียนดำน้ำลึก แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น” ในที่สุด เธอไม่ได้เพียงสอบผ่านหลักสูตรดำน้ำขั้นต้น แต่ยังสอบผ่านหลักสูตรดำน้ำขั้นสูง (Advanced Open Water Diver Course) ทำให้ความใฝ่ฝันที่อยากจะไปดำน้ำลึกใต้ท้องทะเลในต่างประเทศกลายเป็นจริง

“มีคนบอกว่าพี่กล้าบ้าบิ่นมากที่ไปเรียนดำน้ำลึก ทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็นและอายุปูนนี้ แต่พี่มองว่าอายุไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้เราหยุดเรียนรู้ และจริงๆ แล้ว พี่เป็นคนกล้าอย่างมีหลักการ คือรู้จักประเมินศักยภาพและขีดจำกัดของตัวเอง พี่มั่นใจว่าพื้นฐานพี่เป็นคนแข็งแรง เพราะเป็นนักกีฬามาก่อน ต้องมีอุปกรณ์เซฟตี้ที่ดี เรียนรู้วิธีใช้ที่ถูกต้องให้ชำนาญ และที่สำคัญ ต้องทำตามหลักปฏิบัติ (Protocol) อย่างเคร่งครัด แล้วชีวิตเราจะปลอดภัย”

file

นอกจาก Passion ที่นำทางไปสู่การตัดสินใจให้เริ่มต้นธุรกิจครั้งใหม่แล้ว เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณศิริวรรณกล้าลงทุนในธุรกิจเรือท่องเที่ยวเหมาลำ ยังมาจากความเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวของไทยมีโอกาสเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะภูเก็ต ซึ่งเป็นฟันเฟืองของการท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้ เธอยังมี “หุ้นส่วน” เป็นเพื่อนสมัยเรียน ที่หลงใหลเรือและมีความชำนาญในเรื่องเรือ เนื่องจากทำธุรกิจเรือท่องเที่ยวอยู่ที่ภูเก็ตมาก่อน จึงได้ร่วมกันก่อตั้ง บริษัท ภูเก็ต มารีน กรุ๊ป จำกัด ขึ้นเมื่อกลางปี 2558

“แม้การตัดสินใจครั้งนั้น จะทำให้พี่ต้องเริ่มต้นจาก “ศูนย์” อีกครั้ง แต่พี่มองว่ามันเป็นสิ่งที่คุ้มค่า มันเป็นการเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความสุข เพราะมันอาจจะเป็นโค้งสุดท้ายของการทำงานที่พี่จะได้มีโอกาสทำตาม Passion และได้ทำในสิ่งที่ชื่นชอบ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ประเมินเป็นเงินไม่ได้” 

ชูจุดแข็ง “พรีเมียม” Fast Cruise Boat ปลอดภัย สบายกว่า

file

ความรักเรือของหุ้นส่วนและความชอบล่องเรือเที่ยวทะเลของคุณศิริวรรณ ทำให้ทั้งคู่วางจุดยืน (Positioning) ของบริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการเรือท่องเที่ยวแบบ “พรีเมียม (Premium)”ด้วยเรือคุณภาพดีที่แตกต่างจากเรือท่องเที่ยวในท้องตลาด ซึ่งเต็มไปด้วย Speed Boat แต่เรือของบริษัทฯ เป็นเรือประเภท Fast Cruise Boat ที่มี ISO Offshore Class B และ C ซึ่งปลอดภัยกว่า และถือเป็นเรือรุ่นใหม่ในตลาด ณ ขณะนั้น“จุดเด่นของเราคือ วิ่งเร็วกว่ายอร์ชเรือใบที่วิ่ง 8 น๋อต (16 กม./ชม.) และยอร์ชหรูที่วิ่ง 17 น๋อต (34 กม./ชม.) แต่เรือของเราวิ่งได้ 35-40 น๋อต ( 70-80 กม./ชม.) และด้วยหน้าต่างเรือที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้นักท่องเที่ยวได้รับลมเย็นสบายและไม่เมาเรือ โดยเฉพาะในช่วงที่มีคลื่นลมแรง อีกทั้งด้วยขนาดเรือของเราที่มีขนาดใหญ่จึงสามารถปีนได้ทีละ 3 เกลียวคลื่น ทำให้ลดแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยครบครันไม่แพ้ยอร์ช ทั้งห้องน้ำระบบชักโครกไฟฟ้า  WiFi และที่ชาร์จไฟ 220 V ฯลฯ ส่วนเก้าอี้ที่นั่งเป็นเบาะนุ่ม มีการแบ่งเป็นที่นั่งที่ชัดเจน หันหน้ารับลมไปทางหัวเรือ ไม่ได้นั่งหันหน้าชนกันและเป็น 2 แถวยาวแบบเรือ Speed Boat ทั่วไป 

ชูจุดแข็ง “พรีเมียม” Fast Cruise Boat ปลอดภัย สบายกว่า

ความรักเรือของหุ้นส่วนและความชอบล่องเรือเที่ยวทะเลของคุณศิริวรรณ ทำให้ทั้งคู่วางจุดยืน (Positioning) ของบริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการเรือท่องเที่ยวแบบ “พรีเมียม (Premium)”ด้วยเรือคุณภาพดีที่แตกต่างจากเรือท่องเที่ยวในท้องตลาด ซึ่งเต็มไปด้วย Speed Boat แต่เรือของบริษัทฯ เป็นเรือประเภท Fast Cruise Boat ที่มี ISO Offshore Class B และ C ซึ่งปลอดภัยกว่า และถือเป็นเรือรุ่นใหม่ในตลาด ณ ขณะนั้น“จุดเด่นของเราคือ วิ่งเร็วกว่ายอร์ชเรือใบที่วิ่ง 8 น๋อต (16 กม./ชม.) และยอร์ชหรูที่วิ่ง 17 น๋อต (34 กม./ชม.) แต่เรือของเราวิ่งได้ 35-40 น๋อต ( 70-80 กม./ชม.) และด้วยหน้าต่างเรือที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้นักท่องเที่ยวได้รับลมเย็นสบายและไม่เมาเรือ โดยเฉพาะในช่วงที่มีคลื่นลมแรง อีกทั้งด้วยขนาดเรือของเราที่มีขนาดใหญ่จึงสามารถปีนได้ทีละ 3 เกลียวคลื่น ทำให้ลดแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยครบครันไม่แพ้ยอร์ช ทั้งห้องน้ำระบบชักโครกไฟฟ้า  WiFi และที่ชาร์จไฟ 220 V ฯลฯ ส่วนเก้าอี้ที่นั่งเป็นเบาะนุ่ม มีการแบ่งเป็นที่นั่งที่ชัดเจน หันหน้ารับลมไปทางหัวเรือ ไม่ได้นั่งหันหน้าชนกันและเป็น 2 แถวยาวแบบเรือ Speed Boat ทั่วไป 

สำคัญที่สุด คือเรือเราเน้นความปลอดภัยสูงสุดด้วยระบบ “ห้องอับเฉา” ใต้ท้องเรือ ซึ่งอัดด้วยโฟม Marine Grade ที่มีความหนาแน่นสูงและกันไฟ โดยถูกคำนวณไว้รองรับน้ำหนักเรือ เครื่องยนต์ และน้ำหนักคน ถ้าเรือถูกชนหรือเจอพายุ น้ำจะเข้าไปแทนที่โฟมไม่ได้ ทำให้เรือไม่จมและวิ่งกลับเข้าฝั่งได้ มีระบบ Tracking แบบ Real-time และ GPS ทำให้รู้ตำแหน่งเรือ จึงสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที และเรายังมีการสำรองเรือไว้เปลี่ยนถ่ายลูกค้ากรณีฉุกเฉินถึง 3 ลำจากเรือทั้งหมด 14 ลำ”

นอกจากความพรีเมียมของ Fast Cruise Boat ก็ยังมีบริการพรีเมียมจากพนักงานที่สุภาพและเอาใจใส่ลูกค้า พร้อมด้วยบริการของว่าง และการให้พื้นที่ว่างเพิ่ม (Space) ด้วยการใช้เรือขนาดใหญ่เกินจำนวนผู้โดยสารจริง เพื่อให้ลูกค้าไม่อึดอัด“ธุรกิจเรือท่องเที่ยวมีการแข่งขันสูงจนนำไปสู่การแข่งกันลดราคา ซึ่งก็ทำให้คุณภาพของเรือและบริการลดลงตามไปด้วย จนบางบริษัทไม่เหลือกำไรไปซ่อมแซมบูรณะเรือให้ดูสวยงาม สะอาด ปลอดภัย ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพและการบริการแบบพรีเมียมต้องไปพร้อมกับราคา You get what you pay. If you pay less, you get less. นี่จึงทำให้ราคาของเราอาจสูงกว่า เพราะเราให้ได้มากกว่านั่นเอง”

3 ปีแห่งการเริ่มต้นเรียนรู้ สู่การศึกษาแบบลงลึก

“ภูเก็ต มารีน กรุ๊ป” เริ่มให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2559 โดยลูกค้ารายแรกเป็นหน่วยงานราชการ จากนั้นบริษัทฯ ก็ปรับยุทธศาสตร์ ด้วยการหันมารับลูกค้าต่างชาติที่จองผ่านบริษัททัวร์ จนมาลงตัวกับการรับกลุ่มทัวร์จากรัสเซียเป็นตลาดหลักตลาดเดียว “เราเริ่มได้ลูกค้าจากบริษัททัวร์ตั้งแต่ช่วงไฮซีซั่น (High Season) ต.ค. 2559 ถึง ก.ย. 2560 ซึ่งมียอดจองจากลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดต่อเนื่องจนถึงปี 2561 เราจึงต้องลงทุนซื้อเรือเพิ่มหลายลำ และเปิดโปรแกรมใหม่เพิ่มตามจน “หลังบ้าน” เริ่มโตตามไม่ทัน กลายเป็นยิ่งขายได้มากกำไรกลับยิ่งบาง”คุณศิริวรรณยอมรับว่า ช่วงแรกธุรกิจยังมีขนาดเล็กมาก ทำให้ไม่ได้เข้ามาดูอย่างใกล้ชิด บวกกับเธอไม่ได้มีความรู้ในการทำธุรกิจเรือมาก่อน ปัญหาจึงเริ่มสะท้อนออกมาในช่วงปี 2561 

“ถ้าดำน้ำแบบ Snorkel เราจะเห็นแค่สิ่งที่ใกล้ผิวน้ำ แต่ถ้าดำน้ำแบบ Scuba เราจะเห็นโลกใต้น้ำในเชิงลึก ธุรกิจก็เช่นกัน ถ้าเราทำงานเชิงลึกก็จะเข้าใจถึงปัญหา และแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและทันต่อเหตุการณ์ หลังจากที่พี่ศึกษาธุรกิจแบบลงลึก จึงพบว่าโปรแกรมทัวร์หลัก 80% ที่ขายดี มีกำไรไม่มากพอ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่มี ส่วนโปรแกรมทัวร์อีก 20% ถึงจะมีกำไรดี แต่ก็ไม่พอเลี้ยงบริษัทฯ ตัวเลขเหล่านี้ถ้าไม่ดูงบการเงินเชิงลึกก็จะไม่เห็น ดังนั้นพี่จึงรีบเข้ามาศึกษาและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและจริงจัง”แม้จะมีการเร่งแก้ไขปัญหาและปรับปรุง “ระบบหลังบ้าน” ให้แข็งแกร่ง เพื่อพร้อมรองรับหน้าไฮซีซั่นของปี 2562 จนคุณศิริวรรณมั่นใจว่าปี 2563 บริษัทฯ น่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่มรสุมครั้งใหญ่ของโลกอย่าง COVID-19 ก็ก่อตัวรวดเร็วอย่างไม่คาดคิด และนำไปสู่การล็อกดาวน์ จนส่งผลให้ในปี 2563 บริษัทฯ สามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้แค่ 3 เดือนแรกเท่านั้น

file

“COVID-19” ความท้าทาย ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตนักธุรกิจ

คุณศิริวรรณเล่าว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ 3 เดือน (เม.ย-มิ.ย. 2563) สิ่งแรกที่เธอคิดถึงคือ ลูกน้องจะอยู่อย่างไร เพราะเรือทุกลำต้องจอดสงบ เท่ากับว่ารายได้ของบริษัทฯจะเป็น 0 บาท อย่างน้อย 3 เดือน แต่ค่าใช้จ่ายบางส่วนยังคงเดินอยู่ทุกเดือน เช่น เงินเดือนลูกน้องที่ยังต้องอยู่เพื่อดูแลเรือ ค่าเช่ามารีน่า ฯลฯ

เรียกได้ว่า COVID-19 ที่พัดถาโถมเข้าใส่ธุรกิจนั้น หนักหนายิ่งกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 และนับได้ว่าเป็นมรสุมครั้งที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของการทำงานตลอด 30 ปีของเธอก็ว่าได้ เพราะไม่มีตัวอย่าง ไม่มีสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหา ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งและความพร้อมที่จะปรับตัวของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

“โชคดีที่บริษัทฯ ไม่ได้กู้หนี้ธนาคาร ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า “เราต้องรอด” เราผ่านต้มยำกุ้งมาแล้ว ขนาดของบริษัทฯใหญ่โตกว่านี้เยอะค่าใช้จ่ายก็เยอะ หนี้ก็เยอะ ยังรอดมาได้ ครั้งนี้ก็ต้องรอด พี่ก็เริ่มไปเจรจาต่อรองกับ Supplier เลย เพื่อจัดสมดุลระหว่างเงินสดในมือกับค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่ายทุกเดือน พี่คุยและขอความช่วยเหลือจากเขาแบบเปิดใจและตรงไปตรงมาเลย ว่าเรายังไม่มีเงิน แต่ถึงมีก็ยังจ่ายไม่ได้ และจะขอจ่ายเมื่อพร้อม แต่ให้คุณตั้งค้างรับรอไว้ได้เลย ส่วนทางเราจะตั้งค้างจ่ายให้ เพราะงานนี้จะมามัวเขินหรือ “หน้าบาง” ไม่ได้ ซึ่งพอเริ่มมีรายได้ เราก็ทยอยจ่ายให้ Supplier ไปเรื่อยๆ”

หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ภายในประเทศ สิ่งแรกที่คุณศิริวรรณทำคือ การหันกลับมามองตลาดคนไทย โดยเธอยอมรับว่าช่วงแรกเธอคิดไม่ออกเลยว่าจะทำตลาดกับคนไทยอย่างไร เพราะตั้งแต่เปิดบริษัทฯ มา ลูกค้าเกือบทั้งหมดล้วนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ส่งต่อมาจากบริษัททัวร์ บริษัทฯ จึงไม่เคยมีเคาน์เตอร์รับลูกค้าของตัวเอง

“เราไม่เคยทำการตลาดกับคนไทยหรือบริษัททัวร์ในไทย ทำให้คนไทยไม่ค่อยรู้จักเรา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภูเก็ตมีเรือแบบนี้ พอตั้งหลักได้ ก็เลยเริ่มต้นจากการชวนเพื่อนมาลงเรือเที่ยว ด้วยความที่เราไปกับลูกค้าแทบจะตลอดอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถบอกเพื่อนได้เลยว่าทะเลแต่ละที่มันสวยยังไง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง ยิ่งสวยกว่าเดิมเป็นหลายเท่า ถ้าไม่มี COVID-19 อาจจะไม่ได้มีโอกาสที่เห็นทะเลไทยสวยขนาดนี้ แม้เงินที่ได้มาจะพอแค่ให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ยังไม่สร้างกำไร แต่พี่เชื่อว่า ถ้า “โปรดักส์” เราดี แค่ได้ลอง ก็จะขายตัวมันเองได้แน่นอน และเป็นแบบที่พี่เชื่อจริงๆ เพราะพอเพื่อนของเราใช้แล้วชอบ ก็บอกต่อและชวนเพื่อนและครอบครัวเขามาอีก” 

file

ถอดบทเรียน COVID-19  “ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอ”

คุณศิริวรรณยอมรับว่า ถ้าไม่ใช่เพราะ COVID-19 ที่ทำให้ต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยไม่ได้ เธออาจจะยังไม่หันกลับมามองลูกค้าคนไทยในตลาดบน ทั้งที่คนกลุ่มนี้แสวงหาความพรีเมียมสอดคล้องกับบริการของบริษัทฯ ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสให้บริษัทฯได้ทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายชาวไทย และทำให้คนไทยกลุ่มนี้มีโอกาสมาใช้บริการของบริษัทฯ

“จริงๆ พี่ควรจะเติมเต็มช่วงโลว์ซีซั่น (Low Season) ที่ต่างชาติไม่มาเมืองไทยด้วยตลาดคนไทย แต่เพราะพี่ยังใหม่กับธุรกิจนี้มาก แต่พอมี COVID-19 ก็เลยพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการหาตลาดคนไทยมาเสริม แล้วคนไทยกลุ่มนี้ปกติเขาชอบเที่ยวเมืองนอก แต่ COVID-19 ทำให้ไปเที่ยวต่างประเทศไม่ได้เขาจึงยอมมาซื้อบริการพรีเมียมบนเรือเรา ถ้าทุกอย่างเป็นปกติ กลุ่มนี้อาจไปเที่ยวเมืองนอกแต่อย่างน้อย เขาก็ได้รู้แล้วว่ามีเรือดีๆ แบบนี้ ถ้าเขาอยากล่องเรือเที่ยวทะเลไทย ก็จะนึกถึงเรา”

เธอยังได้ถอดบทเรียนจากมรสุมธุรกิจครั้งนี้ออกมาเป็น 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือ กระแสเงินสด (Cash Flow) สำคัญมาก ยิ่งในวิกฤต การบริหารจัดการกระแสเงินสดที่ดีถือเป็น “ประตู” สู่ความอยู่รอดของธุรกิจ เรื่องที่สองคือ “การทำบัญชีเล่มเดียว” มีคุณค่า(Value) กว่าที่หลายคนคิด เพราะยามวิกฤต ถ้าบริษัทขาดทุน บริษัทที่ทำ “บัญชีเล่มเดียว” มีโอกาสขอเงินภาษีคืนจากกรมสรรพากรมาช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจได้ และหากมองระยะยาว ถ้าบริษัทเติบโตและต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ทำได้ไม่ยาก หรือหากต้องการหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ก็ย่อมจะมีแต้มต่อเหนือกว่าบริษัทที่ทำบัญชีหลายเล่ม

วันนี้คุณศิริวรรณยังเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังไปได้ดี เพียงแต่ระหว่างนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ทุกภาคส่วนควรเข้ามาช่วยกันพัฒนา “อุปทาน (Supply Side)” ด้านการท่องเที่ยวของไทย โดยเริ่มจากภาครัฐควรมีนโยบายจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่ มีการปรับปรุงจุดพักในพื้นที่อุทยานให้มีความสะอาด ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะ ควรนำเทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว
ได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ควรใส่ใจกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์และซื่อตรง เพราะความผิดพลาดของเอกชนหนึ่งรายอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้อย่างมหาศาล

คุณศิริวรรณได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้จะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเกิดขึ้นบ้าง แต่ธุรกิจของเธอจะยังคงเดินหน้าไปต่อได้ เธอยังคงมีพลังใจเต็มเปี่ยมที่จะนำพา “ภูเก็ต มารีน กรุ๊ป” ให้ฝ่าฟันมรสุม COVID-19 และจะทำทุกทางเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่สร้างขึ้นนี้ให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ