ฟื้นฟูคุณแม่ “อัลไซเมอร์” ด้วยรักจากลูกชายและภาพถ่าย

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 57 | คอลัมน์ All Around Me

file

 

 

 

จาก “ความเอ๊ะ” ในทริปครอบครัวเมื่อ 2 ปีก่อน และประสบการณ์ที่เคยดูแลคุณตาที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มานาน ทำให้ “นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา” ช่างภาพฟรีแลนซ์ ผู้สุขใจกับการถ่ายภาพ ทราบในเกือบทันทีว่าอาการลืมเวลาขึ้นเครื่องบิน ลืมวิธีปลดล็อกประตูออกจากห้องน้ำของคุณแม่ที่เกิดขึ้นระหว่างทริปเที่ยวภูเก็ตครั้งนั้น “ไม่ใช่เรื่องปกติ”

 

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา ปัจจุบันเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ หลังจากโลดแล่นเป็นช่างภาพประจำที่นิตยสารสุดสัปดาห์และ a day เมื่อ 10 ปีก่อน งานของเขาคือ การถ่ายภาพนิ่งภาพพอร์ตเทรต (ภาพบุคคล) และภาพแฟชั่น ซึ่งผลงานของเขามีให้เห็นมากมายตามนิตยสาร เว็บไซต์ต่างๆ เขาเป็นคนหนุ่มวัย 37 ปี ที่บ้าพลัง ชอบออกกำลังกาย ทานอาหารคลีน ดูแลสุขภาพ รักธรรมชาติ และรักในการดูแลคุณแม่แต๋ว-อัจฉรา นรินทรกุล ณ อยุธยา วัย 70 ปี ผู้มีอาการอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นเฉียดระยะกลาง

เมื่อแม่หลงลืมผิดปกติ การจัดระเบียบบ้านจึงเริ่มขึ้น

หลังกลับจากทริปเที่ยวภูเก็ตไม่นาน นินทร์ได้พาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปีที่เวชศาสตร์ครอบครัว รพ.รามาธิบดี คุณหมอได้ให้คุณแม่ลองทำแบบทดสอบวัดความจำระยะสั้น-กลาง-ยาวเพิ่มเติม จึงทำให้พบว่าคุณแม่เข้าข่ายสูญเสียความทรงจำระยะสั้น หลังจากนั้นเขาจึงรีบปรับปรุงบ้านไม้ย่านกิ่งเพชรติดชุมชนบ้านครัว ที่ปกติอยู่อาศัยคนเดียว ขณะที่คุณแม่อยู่บ้านที่ศาลายา จ.นครปฐม ทันที และขอให้คุณแม่ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน เขาปรับปรุงบ้านโดยทุบผนังบางห้อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้แสงแดดเข้ามา ไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ทำบ้านให้โปร่ง โล่ง สำหรับรับลม และปลูกต้นไม้ ทำสวนเพื่อให้มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุด เพราะเชื่อว่าธรรมชาติจะช่วยเยียวยาอาการของคุณแม่ให้รู้สึกไม่เครียด พร้อมเพิ่มมุมพักผ่อนสบายๆ ให้คุณแม่ได้ทำกิจกรรมกระตุ้นสมองอย่าง อ่านหนังสือ ทำอาหาร เป็นต้น พร้อมกับจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าของคุณแม่ให้มีเท่าที่ใช้ แต่ไม่ทิ้งความเก๋ เท่ และความสวยงามของอดีตแฟชั่นนิสต้าอย่างคุณแม่แต๋ว

“ช่วงที่ยากที่สุดคือ การจัดเรียงเก็บของให้แม่ ผมต้องเก็บของ จัดเรียงเสื้อผ้าให้แม่ใหม่เพื่อให้เป็นระเบียบเข้าที่เข้าทาง เตียงนอนก็ต้องสะอาดไม่มีของไปยัดซ่อนไว้ เพราะอาการของแม่จะทำให้เขาสับสนเรื่องการเก็บของทั้งหมด ซึ่งก็เป็นเวลาเกือบ 6 เดือนที่ปรับภาพให้ชีวิต ไม่มีของอะไรให้รุงรัง อย่างตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ก็จะปรับมาเป็นตู้ขนาดเล็กและแขวนเฉพาะตัวที่จะต้องใส่ในเจ็ดวัน พร้อมกับใช้วิธีที่ผมถนัดมาช่วยในการจดจำของแม่ คือเลือกเก็บเสื้อผ้าที่มีสีสัน มีลายกราฟิก และมีเอกลักษณ์ไว้ ส่วนสีทึมๆ ก็ทิ้งไป และถ่ายภาพเสื้อผ้าไว้เป็นชุดๆ รวมถึงเครื่องประดับ ต่างหู รองเท้า กระเป๋า ผ้าไหมต่างๆ ของแม่ทุกชิ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการจดจำให้กับแม่” 

file

เนื่องจากเขาเคยมีประสบการณ์ดูแลคุณตาที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วนานกว่า10 ปี เขาจึงพบว่าการให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์อยู่ในที่ซ้ำๆ ไม่พบเจอผู้คน จะยิ่งเป็นผลเสียต่ออาการ แม้จะกินยาก็ตาม หากไม่ได้สื่อสารกับคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถยื้ออาการของโรคนี้ได้ ดังนั้น การพาคุณแม่ไปเดินเล่น พบเจอผู้คน จะช่วยให้สมองได้ถูกกระตุ้น ได้ถูกนึก และนี่เป็นวิธีที่เขาเชื่อว่าจะช่วยชะลอหรือยื้อระยะที่แย่ของอาการป่วยได้ดี ที่สำคัญเขายอมรับว่า ผู้ที่ดูแลและอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ต้องควบคุมอารมณ์ ความเครียดของตัวเองให้ได้ และต้องดูแลจิตใจตัวเองให้รู้จักปล่อยวาง เพราะบางครั้งคุณแม่ก็จะมีอาการดื้อ ก้าวร้าว แต่ด้วยความเข้าใจว่าเป็นอาการของโรคที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจแสดงออกแบบนั้น ก็ทำให้เขาผ่านแต่ละสถานการณ์มาได้

“ช่วง 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด และต้องควบคุมตัวเองให้ได้ แต่พอพ้น 6 เดือนมาแล้วทุกอย่างก็ดีขึ้น มาถึงจุดนี้เข้าสู่ปีที่ 2 แล้วผมค่อนข้างแฮปปี้มากที่เห็นแม่ประมาณนี้ แม้จะไม่เพอร์เฟกต์เลยและมีทะเลาะกันตลอด แทบจะเถียงกันทุกอย่าง แต่การที่เขาเถียงได้ นึกคำออก เป็นสิ่งที่ทำให้ผมแฮปปี้”

file

เมื่อแม่หลงลืมผิดปกติ การจัดระเบียบบ้านจึงเริ่มขึ้น

อาจเพราะคุณแม่มีเสื้อผ้าเครื่องประดับสะสมไว้จำนวนมาก ประกอบกับลูกชายเป็นช่างภาพถ่ายภาพบุคคลและแฟชั่น ในวันที่คุณแม่เริ่มมีอาการไม่ดูแลตัวเอง ไม่สนุกกับการแต่งตัว จำชื่อคนที่เคยรู้จักไปมาหาสู่กันไม่ได้ หลงลืมบางอย่าง ลูกชายจึงใช้ทักษะ “นักบันทึกภาพ” ในการถ่ายภาพคุณแม่กับกิจกรรมที่ท่านรักโดยเฉพาะเวลาที่คุณแม่แต๋วได้แต่งตัวและสนุกไปกับเสื้อผ้า เครื่องประดับที่ท่านชอบ พร้อมเปิดบัญชีอินสตาแกรม 70youngteaw เพื่อให้คุณแม่ได้ทบทวนความทรงจำ

“ผมใช้อาชีพช่างภาพของผมเก็บภาพแม่ที่เป็นโรคขี้ลืม (อัลไซเมอร์) เพื่อให้เขาไม่ลืมด้วยภาพที่ผมถ่าย”

นินทร์เล่าว่าคุณแม่ทำให้เขาสนุกกับการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ รวมถึงเขาได้นำผ้าที่คุณแม่สะสม ไปให้เพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์ช่วยออกแบบทำชุดให้คุณแม่ โดยเนรมิตผ้าไหมเก่าหลากชิ้นให้กลายเป็นชุดเดรสใหม่หลากสี ซึ่งช่วยพลิกชีวิต ทำให้คุณแม่กลับมาสดใสอีกครั้ง เขาบอกว่าคุณแม่สวยมากในวัยนี้ และคุณแม่คือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เปรี้ยวมาก และคนทั่วไปแทบจะดูไม่ออกเลยว่า คุณแม่ป่วยเพราะสภาพร่างกายของเธอยังปกติ เดินเหินสะดวก ขึ้นบันไดสะพานลอยได้ฉิว

ในฐานะคนดูแลผู้ป่วยโรคนี้มาถึง 2 คน นินทร์บอกว่าผ่านมา 2 ปีกว่า เขายังไม่ได้ให้คุณแม่ทานยารักษาอาการอัลไซเมอร์ใดๆ เขาเลือกจะใช้วิธีธรรมชาติก่อน โดยใช้กิจกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคุณแม่อยู่แล้ว มาช่วยกระตุ้นความจำ เนื่องจากเขาเห็นกรณีของคุณตาที่ป่วยอัลไซเมอร์และทานยาอยู่หลายปี จนเกิดผลข้างเคียงไปสู่โรคอื่นๆ จึงทำให้เป็นกังวล แต่นั่นก็เพราะในเวลานั้นยังไม่มียารักษาโรคอัลไซเมอร์โดยตรง

กระทั่งล่าสุดเขาได้ทราบว่าสหรัฐฯ มีการคิดค้นและพัฒนายา Aducanumab ที่ใช้ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์โดยตรง ก็ได้จุดประกายให้เขารู้สึกสนใจในการรักษาโรคนี้ด้วยการใช้ยา แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงปรึกษาคุณหมอที่ดูแลคุณแม่ให้แน่ใจเสียก่อน ว่ายาตัวนี้จะไม่มีผลกระทบต่ออาการของคุณแม่

“ผมไม่ได้แอนตี้การใช้ยารักษาอัลไซเมอร์ แต่ก็ยอมรับว่าจากเคสของคุณตา ก็ทำให้กังวลเรื่องผลข้างเคียงพอสมควร กระทั่งมีข่าวเรื่องยาใหม่นี้เข้ามา ผมก็รู้สึกสนใจ หากยาสามารถเข้ามารักษาอาการได้ถูกจุดและช่วยชะลออาการที่รุนแรงขึ้นของแม่ในระยะต่อไปได้ก็คงจะดี”

สำหรับครอบครัวอื่นๆ ที่มีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ต้องดูแล เขายอมรับว่าผู้ดูแลผู้ป่วยโรคนี้ต้องใช้เวลาดูแลกันเป็นเวลานานมาก และในแต่ละปีจะมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมเรื่อยๆคนที่ดูแลต้องทำใจไว้ถึงปีถัดไปด้วยว่า มันจะมีทั้งสิ่งที่ดีขึ้น มีวันที่แย่ลง คุณจะได้เห็นและอยู่กับวันที่ดีและไม่ดีไปพร้อมๆ กัน ซึ่งต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์

แต่สำหรับนินทร์ เขามีความสุขที่วันนี้ได้อยู่กับคุณแม่ ได้ดูแลท่าน และช่วยให้คุณแม่ไม่ลืมเร็วเกินไป

file

ระยะ “โรคอัลไซเมอร์”

แบ่งเป็น 3 ระยะคร่าวๆ คือ

ระยะแรก ความจำถดถอย ชอบถามและพูดซ้ำๆ สับสนทิศทาง เครียด ซึมเศร้าอารมณ์เสียง่าย แต่ยังสื่อสารทำกิจวัตรประจำวันได้

ระยะกลาง ความจำแย่ลง เดินออกจากบ้านโดยไม่มีจุดหมาย พฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก มีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ลืมวิธีปฏิบัติหลายอย่างที่ปกติทำได้ และมีความคิดไม่อยู่กับโลกความจริง

ระยะท้าย สมองเสื่อมเป็นวงกว้างภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ร่างกายทรุดโทรมตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างน้อยลง และอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ

ที่มา: ศูนย์ประสาทวิทยา รพ.บำรุงราษฎร์