
แพทย์ศิริราชปฏิวัติวงการความงามยุคใหม่ สร้าง ‘เซลล์ไฟโบรบลาสต์ Gen 2’ แห่งแรกของโลก ชะลอวัยลึกถึงระดับเซลล์
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 77 | คอลัมน์ Health Focus
นอกจากการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงแล้ว ‘การชะลอวัย คงความอ่อนเยาว์’ ไว้ได้ยาวนานที่สุด ถือเป็นหนึ่งในยอดปรารถนาของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ส่งผลให้เทคโนโลยีเพื่อการย้อนวัยในมิติผิวพรรณและความงามได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาผิวที่ปลายเหตุด้วยสารเติมเต็มภายนอก แต่วันนี้...วงการแพทย์ผิวหนังไทยก้าวเข้าสู่การสร้าง ‘ต้นทุนสำรองทางผิวพรรณ’ ในระดับเซลล์ ด้วยงานวิจัย Breakthrough ครั้งสำคัญของ ‘การวิจัยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)’ นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในตลาด Aesthetic ระดับโลก ซึ่งนิยามของการดูแลผิวพรรณนับจากนี้จะถูกเปลี่ยนให้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ คอลัมน์ Health Focus ได้รับเกียรติจาก ศ. ดร. พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ชำนาญการที่มีประสบการณ์ทำงานกว่า 25 ปี มาเล่าถึงต้นสายปลายเหตุของเส้นทางการทำวิจัยครั้งนี้ที่ยาวนานกว่า 8 ปี และก้าวสำคัญของ ‘งานวิจัยเจเนอเรชันที่สอง’ ที่จะเปลี่ยน ‘ความหวัง’ ให้กลายเป็น ‘ความจริง’ ในการฟื้นฟูผิวอย่างยั่งยืน
‘ความสวย’ ต้องมาพร้อม ‘ความปลอดภัย’
จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจของการทำวิจัยนี้ ศ. ดร. พญ.รังสิมาเล่าว่า ในฐานะหมอตจศัลยศาสตร์ (อนุสาขาของแพทย์ผิวหนังที่เน้นการผ่าตัดและหัตถการทางผิวหนัง) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้เห็นความต้องการของคนไข้ที่อยากดูดีขึ้น เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล โดยนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา หัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็มประเภทกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) เพื่อทดแทนสารธรรมชาติในผิวที่ลดลงไปปีละ 1% หลังอายุ 30 ปี
ทว่าความนิยมนั้นกลับซ่อนความเสี่ยงร้ายแรงไว้ เช่น ปัญหาก้อนเนื้อแปลกปลอม หรือกรณีร้ายแรงที่สุดคือการฉีดฟิลเลอร์พลาดเข้าเส้นเลือดจนทำให้คนไข้ตาบอด ซึ่งโรงพยาบาลศิริราชต้องรับเคสส่งต่อมารักษาปีละหลายราย
“ในมุมมองของหมอ ถ้าเราทำหัตถการเพื่อรักษาชีวิต ผลข้างเคียงคือสิ่งที่เรายอมรับได้ แต่หากคนไข้เดินเข้ามาเพื่อความสวยงาม แต่ต้องเดินกลับออกไปพร้อมความตาบอด หมอคิดว่ามันไม่คุ้มค่า และนั่นคือโจทย์ที่ทำให้พวกเราต้องคิดค้นทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า”
แรงบันดาลใจประกอบกับการมองเห็นข้อจำกัดของ ‘สเต็มเซลล์’ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เปรียบเสมือนเด็กอ่อนที่ไม่รู้ว่าจะเติบโตไปเป็นตำรวจหรือผู้ร้าย ทำให้ ศ. ดร. พญ.รังสิมาเกิดแนวคิดว่า “ถ้าเราเลือกเซลล์ที่ระบุอาชีพแน่ ๆ ว่าเป็นคนดีและมีหน้าที่สร้างผิวโดยตรงล่ะ ซึ่งเซลล์นั้นก็คือ ‘ไฟโบรบลาสต์’ (Fibroblast) ที่ถือเป็นโรงงานธรรมชาติในชั้นผิวหนังแท้ มีหน้าที่สร้างไฮยาลูโรนิก คอลลาเจน และอีลาสตินโดยตรง”
ด้วยเหตุนี้ ศ. ดร. พญ.รังสิมา จึงได้จับมือร่วมกับเพื่อนรักนักวิจัย ศ. ดร. พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมกันคิดค้นวิธีการที่จะ ‘ปลุก’ เซลล์ไฟโบรบลาสต์ของคนไข้เอง ให้กลับมาทำงานได้มีประสิทธิภาพเหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็กอีกครั้ง
สร้าง ‘โรงเรียนฝึกเซลล์เกรดเอ’ สู่สิทธิบัตรแรกของโลก
แม้ว่าการเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ในห้องปฏิบัติการจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ ศ. ดร. พญ.รังสิมาและอาจารย์อุไรวรรณ ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาและได้รับการจดสิทธิบัตร (Patent) เป็นครั้งแรกของโลก คือ ‘สูตรและกระบวนการเลี้ยงเซลล์’ ที่เปรียบเสมือนการสร้างโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นเลิศ
“ที่อื่นอาจจะแค่เพิ่มจำนวนเซลล์จากหนึ่งเป็นร้อย แต่โรงเรียนของเราไม่ได้เพิ่มแค่ปริมาณ เราอบรม ฝึกฝน และเคี่ยวเข็ญจนได้เซลล์ ‘เกรดเอ’ ที่สะอาดยอดเยี่ยม ไม่มีเชื้อโรค และมีฟังก์ชันการทำงานที่เก่งกาจกว่าเซลล์ทั่วไป”
งานวิจัยดังกล่าวนับเป็นการเริ่มต้น หรือเจเนอเรชันแรก (Gen 1) ใช้เวลาบ่มเพาะยาวนานถึง 8 ปี ผ่านการทดสอบทางจริยธรรมในมนุษย์อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานศิริราช โดยเปรียบเทียบกับฟิลเลอร์ทั่วไปในคนไข้กลุ่มละ 30 คน ติดตามผลเป็นระยะเวลาเป็นปี ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก ด้วยผลการรักษา ‘กลุ่มที่ใช้ไฟโบรบลาสต์ดีกว่าฟิลเลอร์’ อย่างเห็นได้ชัด
“ผิวของคนไข้ค่อย ๆ ดีขึ้น อยู่ตัวยาวนานและไม่ยุบตัวลง เราสามารถทำให้งานวิจัยชิ้นนี้คว้ารางวัลนวัตกรรมระดับชาติจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และรางวัลพิเศษจากรัฐบาลเกาหลีใต้”
ในด้านการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยี Gen 1 นี้ ได้ถ่ายโอนสิทธิ์ (Licensing) ให้แก่บริษัทเอกชนไทยนำออกสู่ตลาดเพื่อให้บริการแก่ประชาชนเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว โดยสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี ในอัตราค่ารับบริการ 240,000-300,000 บาท
‘ไฟโบรบลาสต์ Gen 2’ เรียนลัดขั้นสุด ฉีดหนเดียว...ฟื้นฟูผิวยาวนาน
แม้ไฟโบรบลาสต์ Gen 1 จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ข้อจำกัดเดียวที่ยังพ่ายฟิลเลอร์ คือ คนไข้จะต้องเดินทางมาฉีดซ้ำถึง 3 ครั้ง (เดือนละ 1 ครั้ง) นักวิจัยทั้งสองจึงไม่หยุดนิ่ง นำไปสู่โจทย์ใหม่ “ทำอย่างไรให้โรงเรียนของเรามีหลักสูตรเรียนลัด สอนให้เซลล์เก่งขั้นสุดภายในเวลาอันสั้น และฉีดเพียงครั้งเดียวจบ” กลายเป็นที่มาของไฟโบรบลาสต์ เจเนอเรชัน 2 (Gen 2) ที่คุณหมอรังสิมาบอกว่า ได้อัปเกรดระบบการเรียนการสอน มีครูพิเศษ และอุปกรณ์เฉพาะทางที่เข้มข้นขึ้น (Intense) จนสามารถจดสิทธิบัตรชิ้นที่สองได้สำเร็จ
“ผลลัพธ์จาก Clinical Study ของ Gen 2 พบว่า การฉีดเพียง ‘ครั้งเดียว’ ให้ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย ไม่เพียงเติมเต็มร่องลึกได้ดีเยี่ยมแทนฟิลเลอร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้คุณภาพผิว (Texture) ดีขึ้นอย่างรอบด้าน ริ้วรอยลดลง หลุมสิวตื้นขึ้น ผิวกระจ่างใส และเรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจน”
คุณหมอรังสิมายังได้เล่าถึงสิ่งที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นอีกว่า “งานวิจัยในหลอดทดลองพบว่า เซลล์ไฟโบรบลาสต์เกรดเอที่เราส่งกลับเข้าไปนั้น เป็นเซลล์ที่มีชีวิต มันจึงสามารถ ‘เข้าไปพูดคุยและจัดระเบียบ’ เซลล์ข้างเคียงได้ โดยมันจะเดินไปบอกเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ให้ทำงานอย่างพอเหมาะ ไม่ผลิตเม็ดสีกระดำกระด่าง และเดินไปบอกเซลล์ผิวหนังกำพร้า (Keratinocyte) ให้สร้างปราการผิวที่แข็งแรงเพื่อปกป้องผิวชั้นล่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่สารไม่มีชีวิตอย่างฟิลเลอร์หรือสกินแคร์ทั่วไปไม่สามารถทำได้”
สำหรับช่วงอายุที่แนะนำและได้ผลลัพธ์คุ้มค่าที่สุดของการทำ ‘ไฟโบรบลาสต์ Gen 2’ คือช่วงอายุประมาณ 35-40 ปี เนื่องจากเป็นวัยที่ผิวเริ่มเสื่อมสภาพ (คอลลาเจนลดลงปีละ 1%) แต่คุณภาพเซลล์ต้นทุนยังแข็งแรงพอที่จะนำมาฝึกฝนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมา เคยมีคนอายุ 70 ปีเข้าทดสอบก็ได้ผลลัพธ์ที่ดี ซึ่งผลการวิจัยพบว่าเซลล์ของคนอายุ 50 ปี เมื่อผ่านการฝึกในโรงเรียนเซลล์แล้ว จะสามารถทำงานได้ดีเทียบเท่ากับเซลล์ของคนอายุ 40 ปี
งานวิจัยไฟโบรบลาสต์ เจนเนอเรชัน “ที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจากตัวแทนต่างประเทศแล้ว และมั่นใจว่าจะขับเคลื่อนนวัตกรรมความงามสัญชาติไทยสู่ตลาดระดับสากลภายใน 1-2 ปีนี้ โดยข้อแตกต่างของการให้สิทธิบัตรของ Gen 1 กับ Gen 2 คือ Gen 1 ขายขาดสิทธิบัตร แต่ Gen 2 ขายเฉพาะน้ำยา”
คำแนะนำการรักษาแก่ผู้มีปัญหาผิวพรรณ
ผู้มีปัญหาผิวพรรณหรือประชาชนทั่วไปที่กำลังสนใจนวัตกรรมนี้ ศ. ดร. พญ.รังสิมาให้คำแนะนำอย่างชัดเจน เพื่อให้เลือกรับบริการได้อย่างตรงจุดและปลอดภัย ดังนี้
- ผู้ต้องการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์และชะลอวัย (Anti-Aging) การใช้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ปรับปรุงคุณภาพผิว ลดริ้วรอย เติมเต็มร่องลึก และแก้ปัญหาหลุมสิวอย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัยในระยะยาว เนื่องจากเป็นเซลล์ของตัวเราเอง
- ผู้มีปัญหาปานแดงหรือปานดำ ‘ไม่จำเป็น’ และ ‘ไม่ตอบโจทย์’ ด้วยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เนื่องจากปานแดงและปานดำเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดและเม็ดสีในระดับที่แตกต่างออกไป วิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุดในปัจจุบัน คือ ‘การทำเลเซอร์เฉพาะทาง’ หากมีปัญหาเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาด้วยเลเซอร์ที่เหมาะสม ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาที่ให้นำเซลล์ไฟโบรบลาสต์มาใช้ผิดวัตถุประสงค์
ช่วงอายุที่เหมาะสม และสถานที่เข้ารับบริการ
เมื่อมี ‘ของดี’ ย่อมต้องมีผู้สนใจใช้บริการ ซึ่งคุณหมอรังสิมาให้คำแนะนำว่า สามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูโครงสร้างผิวด้วยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ได้ที่ศิริราชฯ เพราะเป็นโรงเรียนแพทย์และยินดีให้การรักษา แต่สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาที่ศิริราช หลังส่งมอบสิทธิบัตรแก่เอกชนแล้ว ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลหรือคลินิกความงามใกล้ ๆ บ้านได้ ส่วนอัตราค่าบริการต้องรอติดตามตรวจสอบจากสถานบริการว่าจะสูงขึ้นหรือต่ำลงกว่าการฉีด Gen 1
อาจารย์หมอรังสิมายังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “เพราะ Culture ของนักวิจัย คือ คุณไม่เคยคิดว่าคุณทำของเพื่อขาย แต่เมื่อคุณขายได้ ก็เท่ากับมีคนเห็นคุณ เห็นค่างานวิจัยของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็ดีใจแล้ว ไม่เคยประเมินจริง ๆ ว่า Value ของงานวิจัยคืออะไร เราไม่ได้มีอาชีพทำวิจัยเพื่อ Commercialization ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังต่อไป”
เช่นเดียวกับผลงานวิจัยของอาจารย์หมอทั้งสองท่านที่มีความสุขในการทำงานวิจัยเพื่อสังคม ไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าของงานในเชิงพาณิชย์เป็นตัวตั้งต้น แต่มุ่งถึงคุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัย นั่นคือ การที่นวัตกรรมนั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยให้แก่ผู้คน รวมถึงสร้างรายได้กลับมาหมุนเวียนเพื่อ Funding ให้ทุนแก่งานวิจัยการแพทย์อื่น ๆ ต่อไป
สำหรับการพัฒนา ‘เทคโนโลยีเซลล์ไฟโบรบลาสต์ Gen 2’ ถือเป็นกุญแจสำคัญด้านนวัตกรรมชะลอวัย ที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนและปลอดภัยแก่คนไทย อีกทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า การแพทย์และนวัตกรรมไทยมีศักยภาพสูงในระดับสากล พร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดความงามโลกได้อย่างภาคภูมิ ไม่แพ้ประเทศที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมความงามอื่นใด




