ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานมากขึ้นเรื่อยๆ

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 38 | คอลัมน์ Asset Allocation

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ได้อานิสงส์ จาก Fund Flows ไหลเข้าหลังจากผลประชามติ Brexit ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. เรามองว่าจากนี้เป็นต้นไป ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้

1. Bond Yield เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น

หนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การคาดการณ์แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ทั่วโลกเพื่อจำกัดผลของ Brexit ซึ่งทำให้ Bond Yield ทั่วโลกปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ค. เป็นต้นมา Bond Yield ทั่วโลกเริ่มพลิกกลับมาเป็นขาขึ้น นำโดย Bond Yield ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของญี่ปุ่น ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก -0.29% ในช่วง ปลายเดือน ก.ค. มาอยู่ที่ -0.09% ในปัจจุบัน หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) สร้างความผิดหวังต่อตลาดด้วยการคงนโยบายอัตราดอกเบี้ย ติดลบที่ -0.1% ซึ่งผิดจากการคาดการณ์ของตลาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงเป็น -0.2%

การเพิ่มขึ้นของ Bond Yield ในญี่ปุ่นส่งผลให้ Bond Yield ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non Farm Payrolls) 3 เดือนล่าสุดยังออกมาดี รวมทั้งคำกล่าวของนาง Janet Yellen ในการประชุมที่ Jackson Hole ก็ได้กล่าวย้ำว่าเศรษฐกิจ ของสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลาดประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ภายในปีนี้เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 40% เป็นเกือบ 60% ในปัจจุบัน

 

Bootstrap Image Preview
 
 

่่เรามองว่า Bond Yield ทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สeคัญที่จะกeหนดทิศทางของ Bond Yield ได้แก่ การประเมินผลกระทบของนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งจะประกาศผลในการประชุมวันที่ 21 ก.ย. โดยผลการประเมินอาจส่งผลให้ BoJ มีการปรับเปลี่ยนวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร หรือปรับเปลี่ยนอายุของพันธบัตรที่เข้าซื้อ และอาจมีการทบทวนการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบอีกด้วย

2. Valuation ค่อนข้างแพงในหลายตลาด

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ Valuation ในหลายตลาดเริ่มแพงเทียบกับในอดีต เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ดัชนี S&P500 ซื้อขายที่ระดับ Forward P/E ที่ 17.2 เท่า ใกล้เคียงระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี เช่นเดียวกับ SET index ของไทย ซึ่งเทรดที่ระดับ Forward P/E 15.4 เท่า ส่วนดัชนี STOXX600 ของตลาดหุ้นยุโรปเทรดที่ระดับ Forward P/E 15.0 เท่า ในขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังเทรดที่ระดับ Forward P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16.2 เท่า

 

Bootstrap Image Preview
 

 

นอกจากค่า P/E Ratio ของตลาดหุ้นที่สูงแล้ว ตลาด High Yield Bond ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยง ที่จะปรับฐานเช่นกัน พิจารณาจากส่วนต่างของ ผลตอบแทน (Option-adjusted Spread: OAS) ของ High Yield Bond ในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และไม่ได้ปรับตัวขึ้นเพื่อ สะท้อนความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันปรับตัวลงมาราว 20% ในช่วง 2 เดือน ที่ผ่านมา

 

Bootstrap Image Preview
 

 

เรามองว่า การเพิ่มขึ้นของ Bond Yield ซึ่งเป็นพื้นฐานของอัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ ทางการเงินทุกประเทศ จะส่งผลกดดันต่อ Valuation ของตลาดหุ้นที่อยู่ในระดับสูง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดหุ้นปรับฐาน

3. ผลกําไรของตลาดหุ้นยังหดตัว

รายงานผลประกอบการในไตรมาส 2/2016 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 ยังชี้ว่าผลประกอบการยังหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกัน ของปีก่อน ซึ่งนับเป็นการหดตัวติดต่อการต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2015 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ที่มีผลกำไรหดตัวได้แก่ กลุ่มพลังงาน (-82% YoY) กลุ่มวัตถุดิบ (-9%) และกลุ่มการเงิน (-5%)

 

Bootstrap Image Preview
 

4. ความเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปี

ซึ่งจะกดดันตลาดหุ้น ได้แก่

1.การบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่สำหรับกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Mutual Funds) ในสหรัฐฯ ในวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ย LIBOR เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. และเราคาดว่าจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์และบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้น, ดอกเบี้ย ของสินเชื่อประเภทดอกเบี้ยลอยตัวที่อ้างอิงกับ LIBOR เพิ่มขึ้น และอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นจากการขาด Liquidity ของดอลลาร์ฯ ในตลาด Eurodollar

2.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง

3.การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี ในช่วงเดือน พ.ย. ซึ่งหากไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ก็อาจจุดชนวนให้เกิดการล้ม รัฐบาล และเปิดโอกาสให้พรรค Five Star Movement (M5S) ที่มีนโยบายต่อต้านสหภาพยุโรปอาจชนะการเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำในการจัดตั้ง รัฐบาลต่อไป

4.การประชุม FED ในวันที่ 20 ธ.ค. ซึ่งเราคาดว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย 25bps

บทความล่าสุด

เมื่อเกม (Esports) จะกลายเป็นธุรกิจทำเงินระดับโลก

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2564

การเล่นเกมในยุคปัจจุบันสามารถเล่นได้ง่ายกว่าในอดีต โดยสามารถพกพาไปเล่นที่ไหนก็ได้ และด้วยการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นนี้เอง ก็ทำให้ความนิยมของการเล่นเกมใน Mobile เพิ่มขึ้น จนสามารถจัดแข่งขันเป็นกีฬาระดับสากล หรือ Esports ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียน เทียบเท่า 30% ของ GDP ประเทศไทยเลยทีเดียว

อ่านต่อ >>

“การให้ความรู้ทางการเงิน” พันธกิจที่หยุดไม่ได้ แม้ช่วง COVID-19

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2564

เป็นเวลากว่า 8 ปี ที่ทิสโก้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ทางการเงินเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคม ผ่านหลากหลายโครงการและกิจกรรมแม้แต่ในปีที่เกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ซึ่งกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการจัดกิจกรรมทุกประเภท ธนาคารทิสโก้ก็ยังไม่หยุดความพยายามในการขยายความรู้ทางการเงินออกไปสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง

อ่านต่อ >>

พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ ผู้ปฏิวัติเกมธุรกิจ แห่ง NETBAY

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2564

พูดคุยกับ คุณพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NETBAY ถึงแรงบันดาลใจที่มาของ NETBAY และ Roadmap ในการปลุกปั้นบริษัทนวัตกรรมเทคโนโลยีสัญชาติไทยแห่งนี้ ให้ก้าวขึ้นไปเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคได้อย่างไร

อ่านต่อ >>