file

แนะเพิ่มพอร์ตหุ้น รับกระแสเลือกตั้งปีหน้า (Pre-election Rally)

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 46 | คอลัมน์ Smart Investing

สงครามการค้ายังต้องติดตามใกล้ชิด แต่น่าจะผ่อนคลายในช่วงเดือน พ.ย.

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเพิ่มสูงขึ้น หลังทั้ง 2 ประเทศต่างขึ้นภาษีระหว่างกันในอัตรา 25% กับสินค้านำเข้ามูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นล็อตที่ 2 หลังจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าล็อตแรกมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ขณะที่สินค้าจีนมูลค่าอีก 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความเห็นจากสาธารณะในวันที่ 5 ก.ย. และหลังจากนั้นจะสามารถบังคับใช้ได้ทันทีขึ้นอยู่กับคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณาปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าดังกล่าวเป็น 25% จากเดิมที่ 10% โดยเราคาดการณ์ผลกระทบแบ่งออกเป็น 2 กรณี

  1. กรณีเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตรา 10% ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการภาษีอื่นๆ ที่ได้ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้จะกระทบกับการบริโภคประมาณ 0.31% และกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.22%
  2. กรณีเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการภาษีอื่นๆ ที่ได้ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้จะกระทบกับการบริโภคประมาณ 0.52% และกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.37%


แผนภาพที่ 1: ประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
 

file

ที่มา: Trademap, USTR, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU), TISCO Research

จากการประเมินการเก็บภาษีสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้ง 2 กรณีของเราพบว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่น่าได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ดี ด้วยความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของประธานาธิบดีทรัมป์ สถานการณ์กีดกันทางการค้ายังมีความไม่แน่นอนสูงและต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และชิ้นส่วน เพราะจะมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 12 % ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปี 2017 ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการกีดกันทางการค้ามาในปีนี้ และที่สำคัญจะใช้กับทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ดี มาตรการหลังนี้ เรายังให้น้ำหนักเกิดขึ้นน้อย เพราะการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้จะกระทบกับเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมาก และสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายท่านมีท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ เนื่องจากจะกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง และมีสมาชิกสภาบางท่านได้เรียกร้องให้มีการออกเสียงเพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการออกมาตรการกีดกันการค้า เพราะฉะนั้น เรายังคงมุมมองเดิมในกรณีฐาน คือ การกีดกันการค้าแม้ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ แต่หลักๆ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจการต่อรองและทำให้คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่มขึ้นก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 6 พ.ย. นี้ และเมื่อผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งไปแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์น่าจะลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง

สำหรับค่าเงินของหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เรามองว่ามีผลกระทบต่อไทยจำกัดและน่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งกว่ามากเมื่อเทียบกับ EM อื่นๆ และการอ่อนค่าของเงินในประเทศที่มีปัญหาน่าจะสะท้อนไปมากแล้ว


แผนภาพที่ 2: พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ไม่น่าเผชิญวิกฤติค่าเงินอ่อนค่ารุนแรง
 

file

ที่มา: Bloomberg, IMF, TISCO Research

แนวโน้มการเลือกตั้งปีหน้าคาดจะเป็นผลดีทั้งต่อทิศทาง Foreign Fund Flows และ SET Index

  • ทิศทาง Foreign Fund Flows - เรามองแนวโน้ม Foreign Fund Flows ในปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่า Foreign Fund Flows จะเป็นบวก หลักๆ มาจากการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน พ.ค. อิงจากการศึกษาข้อมูลในอดีตเราพบว่า ในปีที่มีการเลือกตั้ง (จากรูป “ต่างชาติมักเป็นผู้ซื้อสุทธิในปีที่มีการเลือกตั้ง” คือ แถบสีเทา) Foreign Fund Flows มักเป็นบวก โดยมีโอกาสสูงถึง 70% ซึ่งเราเชื่อมั่นอย่างมากว่า หากเกิดการเลือกตั้งจริงในปีหน้า Foreign Fund Flows จะกลับมาเป็นบวก เนื่องจาก
    1. จะช่วยปลดล็อกการลงทุนของบางกองทุนที่ไม่สามารถลงทุนในประเทศที่อยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารได้ และ 
    2. ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยมามากแล้ว (ม.ค. - ส.ค. 2018 YTD ต่างชาติขายสุทธิทะลุระดับ2.0 แสนล้านบาทไปแล้ว) ซึ่งถือครองหุ้นไทยต่ำสุดในรอบมากกว่า 10 ปี ดังนั้นจึงแสดงถึงโอกาสซื้อมีมากกว่าโอกาสในการขาย


    แผนภาพที่ 3: ต่างชาติมักเป็นผู้ซื้อสุทธิในปีที่มีการเลือกตั้ง
file

    หมายเหตุ : แถบสีเทา คือ ปีที่มีการเลือกตั้ง
    ที่มา : SET, TISCO Research

  • ทิศทาง SET Index - ในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง มักเป็นช่วงที่รัฐบาลเร่งการจับจ่ายใช้สอย, พรรคการเมืองมีการใช้จ่ายเงินเพื่อการหาเสียง และมีการนำเสนอนโยบายต่างๆ ในทางบวกที่สร้างความหวังให้แก่ประชาชนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวม ทำให้ตลาดหุ้นมักตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นจนเกิดผลกระทบที่เรียกว่า “Pre-election Rally” จากการศึกษาข้อมูลการเลือกตั้งของไทยในอดีต ตลาดหุ้นไทยมักปรับขึ้น (โอกาสราว 70%) และให้ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 3-6 เดือนล่วงหน้า (ปรับขึ้นเฉลี่ยราว 4-6%) ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกบ่อยครั้ง คือ กลุ่ม FOOD (โอกาสสูงถึง 92%), ENERG (85%) และ FIN (77%) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด (Outperform) คือกลุ่ม FOOD, FIN และ CONMAT (โอกาส Outperform ตลาดอยู่ที่ 60% เท่ากันทั้ง 3 อุตสาหกรรม)


    แผนภาพที่ 4: Pre-election Rally ให้ผลตอบแทนดีสุดช่วง 3-6 เดือน
file

    ที่มา : SET, TISCO Research


    แผนภาพที่ 5: Sector ที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวก และ Outperform

file

    ที่มา : SET, TISCO Research

เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก รับ Foreign Fund Flows กลับมาไหลเข้า

ถึงแม้ปัจจัยเสี่ยงภายนอกอาจยังสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดหุ้นไทยต่อไป แต่เรามองปัจจัยภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี ความคืบหน้าโครงการลงทุนภาครัฐ และการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือน ก.ย. เป็นต้นไปจะทำให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มเคลื่อนไหวดีกว่า (Outperform) ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) โดยเราคาดว่า SET Index จะเข้าสู่แนวโน้มการแกว่งซิกแซกขึ้นได้อีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า ดังนั้นเรามองทุกการอ่อนตัวเป็นจังหวะทยอยสะสมรอบสุดท้ายของปีนี้เพื่อหวังผลระยะ 5-6 เดือนข้างหน้า โดยเรายังคงเป้า SET Index ปลายปีนี้ขึ้น

ทดสอบระดับ 1,800 จุดขึ้นไป

หุ้นเด่นในไตรมาส 4 ที่เราแนะนำจะเน้นหุ้นพื้นฐานดีขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก คือ BEAUTY (มองกำไรผ่านจุดต่ำไปแล้วใน Q2 แนวโน้ม ครึ่งปีหลังฟื้นตัวขึ้นตามบรรยากาศตลาด โดยรวมเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังถูกผลกระทบอย่างหนักจากการปราบปรามของทางการใน Q2 และการเริ่มส่งมอบสินค้า Cross Border E-Commerce ในจีน รวมทั้งยอดขายครึ่งปีหลังเป็นช่วงไฮซีซันด้วย มูลค่าเหมาะสม 13 บาท) COM7 (การเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ของยี่ห้อต่างๆ ในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้า จะหนุนกำไรครึ่งหลังปีนี้ดีกว่าครึ่งแรก นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซันและการขยายช่องทาง

จำหน่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง มูลค่าเหมาะสม 20.5 บาท) PRM (การปรับแผนธุรกิจทั้งการปรับสัญญาเช่าเรือเป็นแบบ Time Charter และการขายเรือที่เกินความจำเป็นออกไป ส่งผลให้กำไร Q2 กลับมาขยายตัวอีกครั้งทั้ง YoY และ QoQ มองแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากการปรับแผนธุรกิจที่ผ่านมาและการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน Big Sea มูลค่าเหมาะสม 11.5 บาท) STEC (ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ที่คาดว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นก่อนการเลือกตั้งในปีหน้า แนวโน้มกำไรคาดจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลังและจะโตต่อเนื่องในปี 19-20 จากงานในมือที่ 1.2 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่าเหมาะสม 22 บาท) WHA (ได้รับประโยชน์จาก EEC เนื่องจากมีที่ดินจำนวนมากในจังหวัดระยอง

บริษัทตั้งเป้าขายที่ดินปีนี้ที่ 1,400 ไร่ คาดส่วนใหญ่จะเริ่มรับรู้ใน 2H18F, มูลค่าเหมาะสม 4.14 บาท)

บทความล่าสุด

เมื่อเกม (Esports) จะกลายเป็นธุรกิจทำเงินระดับโลก

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2564

การเล่นเกมในยุคปัจจุบันสามารถเล่นได้ง่ายกว่าในอดีต โดยสามารถพกพาไปเล่นที่ไหนก็ได้ และด้วยการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นนี้เอง ก็ทำให้ความนิยมของการเล่นเกมใน Mobile เพิ่มขึ้น จนสามารถจัดแข่งขันเป็นกีฬาระดับสากล หรือ Esports ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียน เทียบเท่า 30% ของ GDP ประเทศไทยเลยทีเดียว

อ่านต่อ >>

“การให้ความรู้ทางการเงิน” พันธกิจที่หยุดไม่ได้ แม้ช่วง COVID-19

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2564

เป็นเวลากว่า 8 ปี ที่ทิสโก้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ทางการเงินเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคม ผ่านหลากหลายโครงการและกิจกรรมแม้แต่ในปีที่เกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 ซึ่งกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการจัดกิจกรรมทุกประเภท ธนาคารทิสโก้ก็ยังไม่หยุดความพยายามในการขยายความรู้ทางการเงินออกไปสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง

อ่านต่อ >>

พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ ผู้ปฏิวัติเกมธุรกิจ แห่ง NETBAY

โพสต์เมื่อ 12 เมษายน 2564

พูดคุยกับ คุณพิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NETBAY ถึงแรงบันดาลใจที่มาของ NETBAY และ Roadmap ในการปลุกปั้นบริษัทนวัตกรรมเทคโนโลยีสัญชาติไทยแห่งนี้ ให้ก้าวขึ้นไปเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคได้อย่างไร

อ่านต่อ >>