
‘Pet Humanization’ วันที่พฤติกรรมความสุขเปลี่ยนจาก ‘Pet Owner’ กลายเป็น ‘Pet Parent’
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 76 | คอลัมน์ Moment of Happiness
การต้องเผชิญกับ ‘ภาวะการระบาดทางความเหงา (Loneliness Epidemic) ที่ส่งผลต่อจิตใจ โดยเฉพาะตั้งแต่วิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา รวมไปถึงโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มากขึ้น อีกทั้งยังมีวิถีคนเมืองที่นิยมความโสดไม่ยอมแต่งงานก็เพิ่มด้วย รวมถึงคู่แต่งงานหลายคู่ก็เลือกที่จะไม่มีลูกกัน เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลก่อให้เกิดภาวะความเหงาของผู้คนไปทั่วโลก และการมีสัตว์เลี้ยง (โดยเฉพาะน้องหมาและน้องแมว) กลายเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ถูกเลือกให้เป็นเพื่อนยามเหงา สร้างความสุข ลดความเครียด จนเกิดเป็นเทรนด์ฮิตสู่ปรากฏการณ์ ‘Pet Humanization’ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ๆ จาก Pet Owner (เจ้าของสัตว์เลี้ยง) กลายเป็น Pet Parent (พ่อแม่สัตว์เลี้ยง) หรือพฤติกรรมของเจ้าของที่เลี้ยงสัตว์เหมือนลูกของตัวเองและเป็นคนสำคัญในครอบครัว
ทำไมเลือกเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก
นอกจากสัตว์เลี้ยงจะน่ารัก มอบความสุขทางใจ และเป็นเพื่อนคลายเหงาได้อย่างดีแล้ว อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือ ‘Pet Humanization’ ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ด้วยเหตุผลว่า…มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเลี้ยงลูกจริง ๆ โดยงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ในงานสัมมนา ‘Pawssible Society: Pet in the City’ มีสถิติที่น่าสนใจระบุว่า ชาว Pet Humanization ยอมใช้จ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยงสูงถึง 50,500 บาทต่อปี/ตัว ในขณะที่ Pet Owner ธรรมดามีค่าใช้จ่ายเพียง 7,910 บาทต่อปี/ตัว ถือเป็นกระแสที่ไม่ได้ต้องการการดูแลขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ที่ทำให้เจ้าของมั่นใจว่า สัตว์เลี้ยงตัวเองจะมีชีวิตที่ดีและอายุยืนยาวด้วย
ความสุขของ Pet Parent
การเป็น Pet Humanization หรือพ่อแม่สัตว์เลี้ยง จะมาพร้อมความรับผิดชอบในการดูแลสัตว์เลี้ยงที่เหมือนกับการเป็นพ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่ต้องการความรักและการดูแลเอาใจใส่ สร้างความมั่นคงทางอารมณ์ ให้สิ่งที่ดีที่สุดทั้งในด้านอาหาร การออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ ทั้งยังหมายถึงการยอมรับว่าสัตว์เลี้ยงไม่ใช่สิ่งของ หากแต่เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวที่ต้องการความรักและการดูแลอย่างจริงจัง ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันและมีความรับผิดชอบต่อพวกเขา ถึงแม้ว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่ใช่มนุษย์ แต่การที่พวกเขาเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันในทุก ๆ วัน เราจึงไม่สามารถมองเขาเพียงแค่สัตว์เลี้ยงที่เราแค่ ‘เป็นเจ้าของ’ ได้อีกต่อไป
สำหรับความสุขจากการเป็น ‘Pet Parent’ คือ การได้รับความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวที่เติมเต็มความรู้สึกที่มีคุณค่าจากความรู้สึกภายใน ดังต่อไปนี้
- Pet Therapy หรือ Pet Healing: การได้รับการเยียวยาจิตใจผ่านการสัมผัส กอด ลูบขนสัตว์เลี้ยง ช่วยลดฮอร์โมนความเครียดและเพิ่มระดับฮอร์โมนความรัก ทำให้รู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย และมีความสุขมากขึ้น
- เพื่อนแก้เหงา: สัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนแท้ที่รักและรอคอยเจ้าของเสมอ ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มคนโสดหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดฯ
- Pet Humanization: ความสุขจากการดูแลเสมือนลูก เพราะการเลี้ยงแบบ Pet Parent คือมอบสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งอาหาร สุขภาพ ที่อยู่อาศัย มีความสุขที่ได้เห็นเขาเติบโต สุขภาพดี
- สร้างกิจวัตรประจำวันและสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะการต้องให้อาหาร พาไปเดินเล่น หรือทำความสะอาด ทำให้ชีวิตมีระเบียบวินัยและกระตุ้นให้เจ้าของได้ออกกำลังกายไปในตัว
- การเป็นที่รักอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะสัตว์เลี้ยงไม่ตัดสินเจ้าของ ไม่ว่าคุณจะเจอเรื่องเครียดมาจากงานหรือใช้ชีวิตเร่งรีบเพียงใด กลับมาบ้านก็จะเจอความรักที่บริสุทธิ์เสมอ
- ความสุขในการแบ่งปันกิจกรรมร่วมกัน ทั้งพาไปเที่ยว ถ่ายรูปคู่ ซื้อของกินของใช้ให้ ถือเป็นความสุขในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่ง
ดังนั้น การเป็น Pet Parent จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นวิถีชีวิตที่เน้นความรัก ความเข้าใจ ทำให้บ้านเป็นสถานที่ที่มีหัวใจอีกดวงหนึ่งรออยู่เสมอ เป็นวิถีการเลี้ยงแบบ Well-Being มากขึ้น คือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่น้องหมาและน้องแมว ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยสี่ ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ไม่ให้เขาต้องเผชิญกับความเครียดหรือความกดดัน ให้มีชีวิตได้ยืนยาวอย่างมีความสุข




