
กลยุทธ์จัดพอร์ตครึ่งหลังปี 2026: ลงทุนอย่างไร เมื่อเงินเฟ้อ-พลังงานอาจกลับมากดดันตลาด
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 77 | คอลัมน์ Wealth Manager Talk
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ต้องบอกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลงานได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดไว้พอสมควร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว สภาพแวดล้อมการลงทุนไม่ได้ง่ายเลย เราเจอทั้งสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่ผันผวน และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังไม่หายไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เพราะตลาดหุ้นหลายประเทศยังเดินหน้าปรับขึ้นต่อได้ และบางตลาดอย่างสหรัฐฯ ยังสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ All-Time High ได้อีกครั้ง
พอเข้าสู่ครึ่งหลังของปี โจทย์การลงทุนอาจเริ่มเปลี่ยนไป เพราะการปรับขึ้นของตลาดในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งได้สะท้อนข่าวดีเรื่องผลประกอบการที่ดีกว่าคาดไปแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามและราคาพลังงานยังไม่ได้หายไปไหน และอาจกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดให้น้ำหนักมากขึ้นอีกครั้ง
โดยเฉพาะเรื่อง ‘เงินเฟ้อจากราคาพลังงาน’ เพราะถ้าราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบจะไม่ได้จบแค่คำว่า ‘น้ำมันแพง’ แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้า จนกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนทั้งระบบและราคาสินค้าแพงขึ้น การบริโภคอาจชะลอตัวลง ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนต้องระวังมากขึ้นในครึ่งปีหลังครับ และถ้าเงินเฟ้อจากพลังงานอยู่นานกว่าที่ตลาดคาด ธนาคารกลางอาจลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น หรือจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าเดิม ผลที่ตามมาคือ Bond Yield อาจทรงตัวในระดับสูง และกดดันมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป
ดังนั้น ครึ่งหลังของปี 2026 การลงทุนอาจต้องเปลี่ยนจากการ ‘ไล่ตามตลาด’ มาเป็นการ ‘เลือกสินทรัพย์ให้เหมาะกับสภาพตลาดมากขึ้น’ โดยเรามี 3 ธีมการลงทุนที่อยากชวนมาดูร่วมกัน
- สินทรัพย์ที่ช่วยรับมือเงินเฟ้อจากพลังงาน: น้ำมันและทองคำ
เงินเฟ้อในครึ่งหลังของปีนี้มีโอกาสกลับมาจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจปรับขึ้น หรือทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่ตลาดคาด เพราะความเสี่ยงด้านอุปทานยังไม่ได้หายไป ทั้งจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยังยืดเยื้อ และความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อชดเชยคลังน้ำมันสำรองทั่วโลกที่ลดลงในช่วงสงคราม
ภาพจาก TISCO ESU ช่วยอธิบายประเด็นนี้ได้ค่อนข้างดีครับ โดยฝั่งซ้ายจะเห็นว่า ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ในปี 2026 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ขณะที่ฝั่งขวา สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปกลับปรับตัวลดลงต่อเนื่อง พูดง่าย ๆ คือ ตลาดน้ำมันยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่มี Supply เหลือเฟือ เพราะ Demand ยังสูง แต่ Inventory กลับลดลง ภาพนี้จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้น หรืออย่างน้อยยังทรงตัวในระดับสูงต่อได้
อีกสินทรัพย์ที่ต้องพูดถึงในธีมนี้คือ ทองคำ โดยช่วงที่เหลือของปี ราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะ 4,500-4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ เนื่องจากปัจจุบันตลาดประเมินว่า ในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ TISCO ESU มองว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในปี 2570
โดยอ้างอิงจาก World Gold Council พบว่าในอดีตเมื่อเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐฯสูงขึ้น ทองคำมักให้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อเกิน +5% YoY ต่อปี ทองคำมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบ Real Return ประมาณ 14% ต่อปี ดังนั้นในภาวะแบบนี้ ทองคำจะช่วยทำหน้าที่เป็น Portfolio Hedge หรือสินทรัพย์ที่ช่วยต้านทานเงินเฟ้อสูง ๆ ได้ดี
ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด น้ำมันคือสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือกับ ‘แรงกดดันจากราคาพลังงาน’ ขณะที่ทองคำช่วยรับมือกับ ‘ความไม่แน่นอนที่ตามมาจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงในตลาดการเงิน’
- หุ้นที่รายได้ยังเติบโต แม้ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น: AI Infrastructure และ Healthcare หลังจากมีสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือกับเงินเฟ้อแล้ว คำถามต่อมาคือ แล้วฝั่งหุ้นยังลงทุนได้ไหม
คำตอบคือยังลงทุนได้ แต่ต้องเลือกมากขึ้น เพราะในช่วงที่เงินเฟ้อมีโอกาสกลับมา ตลาดอาจไม่ได้ให้มูลค่ากับหุ้นทุกกลุ่มเหมือนเดิม
หุ้นที่ขึ้นจากความคาดหวังเพียงอย่างเดียวอาจผันผวนมากขึ้น แต่หุ้นที่ยังสามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตจริง จะมีโอกาสยืนได้ดีกว่า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง ไม่ได้พึ่งพาวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป อย่างหุ้นในธีม AI Infrastructure และ Healthcare
เริ่มจากฝั่ง AI Infrastructure ก่อนครับ หลายคนอาจมองว่า AI มีแค่หุ้น Software หรือ Semiconductor เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเบื้องหลังการใช้งาน AI ยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ทั้ง Data Center, Cloud, Semiconductor, ระบบไฟฟ้า และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid
ซึ่งซ้ายมือแสดงถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 449 TWh ในปี 2025 ไปแตะประมาณ 1,596 TWh ในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในระยะยาว ตอกย้ำว่าการเติบโตของ AI ไม่ได้อยู่แค่ในโลกซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลเท่านั้น แต่กำลังสร้างความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานจริงในโลกเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะแหล่งพลังงาน ที่พลังงานสะอาดอาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการรองรับการเติบโตของ AI เพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทกลุ่ม Hyperscalers เช่น AWS, Google, Meta, Microsoft และ Oracle ยังมีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนใน AI อย่างต่อเนื่อง โดย CapEx รวมของกลุ่มนี้เติบโตแรงตั้งแต่ปี 2024–2026 และยังคาดว่าจะขยายตัวต่อในปี 2027–2028 สะท้อนว่าบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure ยังมีโอกาสเห็นรายได้เติบโตตามเม็ดเงินลงทุนจริงของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจชิป เซิร์ฟเวอร์ Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน หรือ Smart Grid เพราะยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อีกกลุ่มที่น่าสนใจในธีมนี้คือ Healthcare โดยจุดเด่นของ Healthcare คือรายได้ของธุรกิจกลุ่มนี้มักมีความทนทานกว่าหลายอุตสาหกรรม เพราะความต้องการด้านสุขภาพไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจมากนัก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือชะลอ ผู้คนก็ยังต้องใช้ยา เข้ารับการรักษาและดูแลสุขภาพอยู่ดี รวมทั้งในปี 2021 – 2022 ที่เงินเฟ้อสูงจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน S&P500 Healthcare Sector ให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% เป็นรองแค่ Energy Sector ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งแรง
นอกจากความเป็น Defensive แล้ว Healthcare ยังมีแรงขับเคลื่อนระยะยาวจากหลายปัจจัย ทั้งสังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น นวัตกรรมยาเฉพาะทาง เทคโนโลยีการแพทย์ และการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารต้นทุนของระบบสุขภาพ
ในเชิงรายได้ บริษัท Healthcare ที่มีผลิตภัณฑ์จำเป็นต่อผู้ป่วย หรือมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โรคสำคัญ เช่น ยาเฉพาะทาง เครื่องมือแพทย์ และบริการสุขภาพ มีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่อง แม้ต้นทุนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น เพราะความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพยังมีอยู่ตลอด
ดังนั้น หุ้นในกลุ่ม AI Infrastructure และ Healthcare จึงเป็นกลุ่มที่น่าจับตาในครึ่งหลังของปีนี้ เพราะทั้งสองกลุ่มไม่ได้พึ่งพาแค่ Sentiment ของตลาด แต่ยังมีแรงหนุนจากรายได้ กำไร และปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งช่วยให้พอร์ตยังมีโอกาสเติบโตได้ แม้ตลาดต้องเผชิญเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
3. สินทรัพย์ที่ช่วยสร้างรายได้ และต้านทานความผันผวนของตลาด: กลุ่มหุ้น High Dividend, Flexible Multi-Asset Strategy Fund
ธีมสุดท้ายคือการเพิ่มสินทรัพย์ที่ต้านทานความผันผวนของตลาดได้ และสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง เพราะในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แม้ตลาดหุ้นยังมีโอกาสไปต่อได้ แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานอาจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรถือเฉพาะสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ตด้วย เช่น กลุ่มหุ้น High Dividend และ Flexible Multi-Asset Strategy Fund
สำหรับกลุ่มหุ้น High Dividend จุดเด่นคือการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแรง และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ หุ้นลักษณะนี้มักช่วยให้พอร์ตมีรายได้ระหว่างทาง และต้านทานความผันผวนได้ดีกว่าหุ้นเติบโตบางกลุ่ม เพราะผลตอบแทนไม่ได้มาจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงินปันผลเข้ามาช่วยพยุงพอร์ตด้วย เช่น ดัชนีหุ้นไทย SET High Dividend ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปี สูงถึงปีละ 5.58%
ส่วน Flexible Multi-Asset Strategy Fund หรือกองทุนผสม ก็เหมาะกับภาวะตลาดที่ยังไม่แน่นอน เพราะสามารถกระจายการลงทุนได้หลายสินทรัพย์ ทั้งการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือก และเงินสด
จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้ คือ ผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในแต่ละช่วงเวลาและสามารถลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน ทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคอยจับจังหวะตลาดหรือเลือกสินทรัพย์ลงทุนด้วยตนเอง นอกจากนี้ หลายกองทุนยังมีเป้าหมายชัดเจนทั้งในแง่ของ ‘การสร้างผลตอบแทน’ เช่น ตั้งเป้าทำผลตอบแทนมากกว่า 5% ต่อปี ควบคู่ไปกับ ‘การควบคุมความผันผวน’ ของพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น กำหนดการแกว่งตัวของผลตอบแทนให้ไม่เกิน +/-7% ต่อปี
ดังนั้น หากพูดในมุมของผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงกองทุนประเภทนี้จะสามารถคุมความผันผวนได้ดีกว่า กองผสมประเภทที่กำหนดสัดส่วนชัดเจน อย่างกองผสมที่ลงในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% ที่มีการแกว่งตัวของผลตอบแทนที่กว้างมากถึง +/-15%
พูดง่าย ๆ คือ ธีมนี้ไม่ได้เน้นการไล่หาผลตอบแทนสูงสุด แต่เน้นทำให้พอร์ตมีความมั่นคงในช่วงที่ตลาดผันผวน โดยยังมีโอกาสรับผลตอบแทนจากหุ้นปันผล และมีความสมดุลจากการกระจายลงทุนผ่านกองทุนผสม ดังนั้น ธีมนี้จึงเหมาะสำหรับเป็นแกนลดความผันผวนของพอร์ตในครึ่งหลังของปี 2026
สรุปแล้ว ครึ่งหลังของปี 2026 อาจไม่ใช่ช่วงที่นักลงทุนต้องหนีจากความเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นช่วงที่เราต้องเลือกกระจายการลงทุนให้เหมาะกับสภาพตลาดและรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต




