สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านยืดเยื้อ ดันราคาน้ำมันพุ่ง เสี่ยง Stagflation นักลงทุนควรจัดพอร์ตอย่างไร
ตลาดการเงินโลกผันผวนจากสงครามสหรัฐฯ และอิหร่าน
เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเป็นระยะ ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกทั่วโลกปรับตัวลดลงและเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเพียงสินทรัพย์เดียวเท่านั้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น นั่นก็คือ ราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันพุ่ง กระตุ้นความกังวลภาวะ Stagflation
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะ “Stagflation” ซึ่งเป็นภาวะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงพร้อมกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกจะติดกับดักในการดำเนินนโยบายการเงินเพราะไม่สามารถจะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อได้เช่นกัน เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง
ถือเงินสดไม่ใช่คำตอบในช่วงเงินเฟ้อสูง
ในช่วงเวลาแบบนี้ เราอาจได้ยินคำแนะนำยอดฮิตจากผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากให้ “ถือเงินสด” แต่แท้จริงแล้ว การถือเงินสดในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่กลับเป็นการการันตีว่ามูลค่าของเงินจะเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ เพราะเงินเฟ้อกัดกร่อน สอดคล้องกับที่ Warren Buffett เคยให้สัมภาษณ์ใน CNBC ในช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ไครเมียปี 2014 ว่า “สิ่งหนึ่งที่คุณมั่นใจได้เลยเมื่อเกิดสงครามครั้งใหญ่ คือมูลค่าของเงินจะลดลง” และ “ต่อให้รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดสงคราม ผมก็ยังจะลงทุนในหุ้นอยู่ดี”
กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนในยุคสงครามและ Stagflation
คำถามสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่ “ควรลงทุนไหม ” แต่คือ “ควรลงทุนอะไร” ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน TISCO Wealth Advisory แนะนำการจัดพอร์ตผ่าน 3 ธีมหลัก ดังนี้
Geopolitical Play
Geopolitical Play กลุ่มหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ได้แรงหนุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งของโลก เหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้นในช่วงที่สงครามยังคงยืดเยื้อ ได้แก่ หุ้นกลุ่ม Defense & Aerospace ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มงบประมาณทางการทหารทั่วโลก รวมถึงหุ้นกลุ่ม Energy ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ทองคำ ที่มักจะเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) เช่น ในช่วงที่เกิด Stagflation ปี 1973 – 1974 ที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นราว 120%
Resilience Play
Resilience Play หุ้นอุตสาหกรรมที่ Demand ไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นและมี Pricing Power สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการได้ตามเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายและกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวข้ามผ่านช่วงสงคราม ได้แก่ หุ้นกลุ่ม Healthcare ที่เติบโตตาม Megatrend สังคมผู้สูงอายุและการควบรวมกิจการภายในอุตสาหกรรม รวมถึงหุ้นกลุ่ม Utilities ที่ Demand เติบโตตามกระแสของ AI อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากความต้องการใช้พลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น
Recovery Play
Recovery Play ตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง แต่มีโอกาสฟื้นตัวแรงและ Upside สูง หากสถานการณ์คลี่คลายลง เหมาะสำหรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในจังหวะที่สงครามเริ่มเห็นสัญญาณว่าจะยุติลง ได้แก่ ตลาดหุ้นกลุ่ม Emerging Markets ตลาดหุ้นไทย เวียดนาม อินเดียและญี่ปุ่น
บทสรุป กลยุทธ์ลงทุนรับมือสงครามและ Stagflation
ท้ายที่สุดแล้ว ประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนว่า ทุกสงครามมีจุดสิ้นสุดและทุกวิกฤตมักสร้างโอกาสการลงทุนอยู่เสมอ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อรับมือกับสงครามและภาวะ Stagflation จึงไม่ใช่การทำนายตลาดหรือการกอดเงินสด แต่เป็นการจัดพอร์ตที่แข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
บทความโดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT™
Senior Wealth Manager ธนาคารทิสโก้


