หลังจากตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากกระแส AI และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างโดดเด่น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมามาก ก็เริ่มทำให้ Valuation ของตลาดกลับมาอยู่ในระดับที่ตึงตัวอีกครั้ง พร้อมกับ Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่กลับมาปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญ จึงอาจไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่คือโจทย์สำคัญของการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงเวลาที่ Upside ของตลาดหุ้นเริ่มลดลง
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมิน “ความแพง-ความถูก” ของตลาดหุ้น คือ การเปรียบเทียบระหว่าง PE ของตลาดหุ้น กับ Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบัน Forward PE ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่บริเวณประมาณ 22 เท่า ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวค่อนข้างมาก โดยหากคำนวณเป็น Earnings Yield หรือผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น จะอยู่ที่ประมาณ 4.5%
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรงจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ กำลังทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อกว่าคาดและอาจนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ส่งผลให้ Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในกรอบประมาณ 4.5% – 4.7% นั่นหมายความว่า “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” เริ่มให้ผลตอบแทนใกล้เคียง หรือสูงกว่าตลาดหุ้นในบางช่วงแล้ว ทั้งที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดกังวลจึงไม่ใช่เพียงแนวโน้มเศรษฐกิจหรือสถานการณ์สงครามเท่านั้น แต่คือ “ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของหุ้นกับพันธบัตร” (Earnings Yield Gap) ที่เริ่มแคบลง ซึ่งสถิติในอดีตชี้ว่า มักเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นเริ่มมี Upside จำกัด และมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน แม้ Bond Yield ที่สูงขึ้นจะทำให้ตราสารหนี้กลับมาดูน่าสนใจ แต่ราคาตราสารหนี้ก็มีโอกาสปรับตัวลดลง จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง
ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดเริ่มตึงตัวแบบนี้ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเดิมพันกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป แต่คือ “การบริหาร Downside Risk” ของพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมมากกว่า และหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ ก็คือ “กองทุนรวมผสม” หรือ Multi-Assets Fund ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการลงทุนสินทรัพย์หลายประเภททั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงการถือเงินสดในจังหวะที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย
จุดเด่นของกองทุนประเภทนี้ คือ ผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจในแต่ละช่วงเวลาและสามารถลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน ทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคอยจับจังหวะตลาดหรือเลือกสินทรัพย์ลงทุนด้วยตนเอง นอกจากนี้ หลายกองทุนยังมีเป้าหมายชัดเจนทั้งในแง่ของ “การสร้างผลตอบแทน” เช่น ตั้งเป้าทำผลตอบแทนมากกว่า 5% ต่อปี ควบคู่ไปกับ “การควบคุมความผันผวน” ของพอร์ตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น Standard Deviation ไม่เกิน 7% ต่อปี
ในมุมของการจัดพอร์ตลงทุน กองทุนผสมจึงสามารถทำหน้าที่เป็น “Core Portfolio” หรือแกนหลักของพอร์ตลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง คนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดใกล้ชิด หรือแม้แต่นักลงทุนใกล้เกษียณที่ต้องการทยอยลดความผันผวนของพอร์ตลง จากเดิมที่เคยถือหุ้นในสัดส่วนสูง
สุดท้ายแล้ว ในภาวะที่ตลาดหุ้นโลกมี Valuation เริ่มตึงตัว และ Bond Yield กลับมาเป็นแรงกดดันสำคัญอีกครั้ง กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่การพยายาม “ทายตลาดให้ถูก” แต่คือ “การบริหารความเสี่ยง” และสร้างพอร์ตการลงทุนที่สามารถอยู่รอดได้ในหลายสถานการณ์ เพราะในโลกการลงทุน นักลงทุนที่อยู่รอดในระยะยาว อาจไม่ใช่คนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุด แต่คือคนที่สามารถรักษาพอร์ตการลงทุนให้ข้ามผ่านทุกวัฏจักรของตลาดไปได้อย่างมั่นคง
บทความโดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT™
Senior Wealth Manager ธนาคารทิสโก้


