กองทุนรวม SSF (Super Savings Fund) และ RMF (Retirement Mutual Fund) ถือเป็นเครื่องมือการวางแผนภาษีที่ออกแบบมาเพื่อลงทุนระยะยาว โดยเงื่อนไขคือ กองทุน SSF ต้องถือไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ขณะที่กองทุน RMF ต้องถือขั้นต่ำ 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรกและสามารถขายออกได้ตอนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น การเลือกธีมการลงทุนให้เหมาะสมกับกรอบระยะเวลาการถือครอง SSF และ RMF และการสร้างผลตอบแทนที่สูงอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว คือหัวใจสำคัญในการสร้างเงินก้อนใหญ่ในวัยเกษียณ
หุ้น ถือเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนนิยมเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม SSF/RMF มากที่สุด เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนคาดหวังในระยะยาวสููงที่สุด และจากสถิติในอดีตเอง หุ้นก็พิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนานว่า สามารถเอาชนะการลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น ทองคำ พันธบัตร ฯลฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวที่ยอดเยี่ยม ยกตัวอย่างเช่น อินเดีย 13.4% สหรัฐฯ 10.7% เวียดนาม 10.1% CAGR มักจะเป็นประเทศที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีการเติบโตที่สูง โดยตลาดหุ้นเหล่านี้ สามารถเอาชนะผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีของตลาดหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงแค่ 3.8% CAGR ไปอย่างขาดลอย ดังนั้น ตลาดหุ้นประเทศที่กำลังเติบโต จึงเป็นแหล่งการลงทุนเพื่อการเกษียณชั้นเยี่ยมของนักลงทุน
เริ่มต้นยุคทองตลาดหุ้น “เวียดนาม” ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งอาเซียน
มองไปข้างหน้าอีก 5 ปี “เวียดนาม” ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยในช่วงปี 2024 ถึงปี 2028 ที่สูงถึง 6.72% สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ระดับ 3.09% และยังเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเศรษฐกิจใน Emerging Markets อย่างจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
อุตสาหกรรมหลักในตลาดหุ้นเวียดนามส่วนใหญ่มักเป็นหุ้นที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศ เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยีสารสนเทศ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่ม Megatrend ที่จะเติบโตล้อไปกับเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว ปัจจุบัน Valuation ของหุ้นเวียดนามซื้อขายกันที่ Forward P/E เพียงแค่ 10.5 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.7 เท่า ในอนาคตตลาดหุ้นเวียดนามมีแนวโน้มที่จะได้เลื่อนสถานะจาก Frontier market ขึ้นเป็น Emerging market ในช่วงปี 2024 – 2025 ซึ่งจะนำไปสู่แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นเวียดนามปรับขึ้นไปซื้อขายที่ PE ที่สูงขึ้น ด้วย Valuation ที่น่าดึงดูดและการเติบโตของเศรษฐกิจที่โดดเด่น ทำให้เรามองว่าทศวรรษทองของตลาดหุ้นเวียดนามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
นอกจากการลงทุนในหุ้นรายประเทศแล้ว การลงทุนในหุ้นรายอุตสาหกรรม ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่นักลงทุนนิยมเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม SSF/RMF เช่นกัน โดยสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI Index) สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นได้ราว 7% CAGR อย่างไรก็ตาม มีหุ้นกลุ่ม Megatrends เพียงแค่ 2 อุตสาหกรรมที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวชนะดัชนีตลาดหุ้นโลกได้ นั่นก็คือ หุ้นกลุ่ม Technology และ กลุ่ม Healthcare ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ระดับ 16% และ 8% CAGR ตามลำดับ
จับเทรนด์ A.I. น่านน้ำใหม่ของหุ้นกลุ่ม “Technology”
Artificial Intelligence ถือเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ Disruption ในทุกวงการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น Semiconductors Software ตลอดจน Infrastructure ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพิ่มส่วนแบ่งตลาดและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาและผลิตยาในอุตสาหกรรมการแพทย์ การทำการตลาดในอุตสาหกรรมโฆษณา การจัดการระบบสินค้าคงคลังในอุตสาหกรรมค้าปลีก และการนำระบบ Robotics มาใช้ในภาคการผลิต เป็นต้น
ทั้งนี้ Bloomberg คาดการณ์ว่าการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี (Total Technology Spending) ในอนาคต จะมีสัดส่วนเม็ดเงินที่ทุ่มใส่ไปใน Generative AI มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะคิดเป็นสัดส่วน 12% ของการลงทุนด้าน IT ทั้งหมดในปี 2032 สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ของบริษัทในกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ Generative AI ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 42% ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้น การลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของ AI และอุตสาหกรรมที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจ จึงเป็นอีกธีมที่น่าสนใจในระยะยาว
เกาะ Megatrend สังคมผู้สูงอายุกับหุ้น “Healthcare”
สถิติการเติบโตของกำไรหุ้นกลุ่ม Healthcare ได้รับอานิสงส์จาก Megatrend ของสังคมผู้สูงอายุ เทรนด์การใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้คน ตลอดจนนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนให้ผลประกอบการกลุ่ม Healthcare เติบโตสูงถึง 8% เฉลี่ยทบต้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลประกอบการของหุ้นกลุ่ม Healthcare ยังมีความแข็งแกร่งและไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แม้ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากบริษัทในอุตสาหกรรมนี้มีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้า (Pricing Power) และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนผ่านตัวเลขอัตรากำไร (Profit margin) ที่อยู่ในระดับสูงและสม่ำเสมอ จุดเด่นของของธุรกิจ Healthcare จึงเป็นผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าอุตสาหกรรมอื่น และมีความน่าสนใจในฐานะหุ้น “Defensive Growth”
จะเห็นได้ว่า การลงทุนระยะยาวผ่านกองทุน SSF และ RMF ด้วยธีมหุ้น Megatrends ของโลก ถือเป็นไอเดียที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมได้ในระยะยาว ทั้งนี้ นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงการลงทุนอย่างเหมาะสม ลงทุนอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามเงื่อนไข เพื่อรับประโยชน์สูงสุดจากกองทุน SSF และ RMF
หากท่านใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการวางแผนการเงินของตนเอง สามารถส่งคำถามของท่านมาได้ที่ [email protected] I
บทความโดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT™
Wealth Manager ธนาคารทิสโก้
เผยแพร่ครั้งแรกที่ Facebook : TNN Wealth