ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กองทุนตราสารหนี้กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางทั่วโลกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้อยู่ในระดับที่น่าสนใจ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุน
แต่ในปี 2026 วัฏจักรดอกเบี้ยมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงปลาย (Late Cycle) โดยตลาดคาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าอาจเกิดขึ้นในขอบเขตที่จำกัดมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสที่ราคาตราสารหนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเริ่มลดลง ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ภายใต้บริบทดังกล่าว นักลงทุนอาจพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนจากการถือครองกองทุนตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวไปสู่กองทุนผสม เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวสำหรับผู้ที่สามารถรับความผันผวนที่เพิ่มขึ้นได้
Risk-Return Profile ของสินทรัพย์แต่ละประเภท
ในเชิงโครงสร้าง สินทรัพย์แต่ละประเภทมีความสัมพันธ์ระหว่าง ผลตอบแทนและความเสี่ยง (Risk-Return Trade-off) ที่แตกต่างกัน โดยข้อมูลในระยะยาวสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของสินทรัพย์ดังนี้ (ข้อมูลช่วงปี 1976-2025)
จากข้อมูลดังกล่าว กองทุนผสมจึงถือเป็นทางเลือกในการจัดสรรสินทรัพย์ที่ช่วยผสานระหว่างการสร้างการเติบโตของพอร์ตและการบริหารความผันผวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
หากพิจารณาถึงเส้นทางการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ตั้งแต่ ตราสารหนี้ ที่เน้นปกป้องเงินทุนด้วยผลตอบแทนสม่ำเสมอราว 4-5% แต่ก็อาจเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อในระยะยาว หากมองไปที่ กองทุนตราสารทุน แม้จะมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 10% แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความผันผวนสูงที่อาจติดลบหนักได้ในบางปี ขณะที่กองทุนผสม 60:40 แบบดั้งเดิม แม้จะเป็นจุดสมดุลมาตรฐานด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 8% แต่ในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนทิศทางเร็ว การยึดติดกับสัดส่วนคงที่อาจทำให้พอร์ตเสียโอกาสหรือรับความเสี่ยงเกินจำเป็น
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในกองทุนผสม ที่มีกลยุทธ์การปรับสัดส่วนแบบยืดหยุ่น (Dynamic Asset Allocation) ที่เน้นการบริหารเชิงรุก ทีมผู้เชี่ยวชาญคอยวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนสัดส่วนระหว่างหุ้นและตราสารหนี้และสินทรัพย์อื่นๆให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มน้ำหนักหุ้นในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวเพื่อเร่งทำกำไร และสลับมาถือตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อปกป้องเงินลงทุนในช่วงตลาดขาลง หากตลาดอยู่สภาวะผันผวนผู้จัดการกองทุนสามารถถือเงินสดเพิ่มได้ กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นนี้ช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถลดความผันผวนได้ อย่างเช่นในปี 2022 ที่ตลาดปรับตัวลงแรง พอร์ตกองทุนผสมแบบดั้งเดิม 60:40 ปรับตัวลดลงมากกว่า -15% ขณะที่กองทุนอย่าง Schroder ISF Global Target Return ลดลงเพียงประมาณ -8% เท่านั้น อีกทั้งในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา กองทุนยังสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ราว 6% ต่อปี สะท้อนถึงความสามารถในการจำกัด downside และสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ สะท้อนถึงจุดเด่นของกลยุทธ์ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวภายใต้ความเสี่ยงที่ควบคุมได้
บทความโดย ธงชัย ศิริพิน AFPT™
Assistant Wealth Manager ธนาคารทิสโก้


