ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แม้โลกจะเผชิญสงคราม ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงานที่พุ่งสูง แต่ตลาดหุ้นโลกกลับยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นจากแรงหนุนของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม ภาพการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มเปลี่ยนไป เมื่ออัตราเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นทั้งจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงและการลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกอาจต้องกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ความกังวลดังกล่าวได้สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี (Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดของปีที่ 4.6-4.7% ซึ่งมักเป็นระดับที่เริ่มกดดัน Valuation ของตลาดหุ้น
หากพิจารณาข้อมูลในอดีต จะพบว่าในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะ Stagflation นักลงทุนมักลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stocks) และโยกย้ายเม็ดเงินมาลงทุนใน “หุ้นปันผลสูง (High Dividend Stocks)” ที่มีกระแสเงินสดมั่นคง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงปี 2021-2022 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่เกิดภาวะ Stagflation ดัชนี MSCI World High Dividend Yield Index สร้างผลตอบแทนสะสมได้สูงถึง +10.4% สวนทางกับดัชนี MSCI World Growth Index ที่ให้ผลตอบแทน -14.2% สะท้อนว่าหุ้นปันผลมักสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าหุ้นเติบโตในช่วงที่เงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย แนวโน้มดังกล่าวยิ่งเห็นได้ชัด โดยดัชนีหุ้นไทยปันผลสูง (SETHD) ในช่วงเวลาเดียวกันสามารถสร้างผลตอบแทนรวมได้สูงถึง +27.6% ปัจจัยสำคัญก็คือ ตลาดหุ้นไทยมีความได้เปรียบของโครงสร้างตลาดเพราะมีสัดส่วนหุ้นพลังงานและธนาคารค่อนข้างสูง ซึ่งหุ้นทั้งสองกลุ่มมักได้รับอานิสงส์จากภาวะ Stagflation ผ่านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและ Bond Yield ที่เป็นขาขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งผลประกอบการและความสามารถในการจ่ายเงินปันผล นอกจากนี้ Valuation ของหุ้นกลุ่มเหล่านี้มักเทรดอยู่ในระดับ PE ที่ต่ำ ทำให้ได้รับผลกระทบจากการ Discount มูลค่าหุ้น (PE De-rating) ที่จำกัดจากนักลงทุน ในช่วงที่ Bond yield ทั่วโลกเป็นขาขึ้น
ในปัจจุบัน แม้ว่าตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกจะมี Valuation ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับค่อนข้างตึงตัว แต่หุ้นไทยกลุ่ม High Dividend กลับยังคงซื้อขายอยู่บน Valuation ที่น่าสนใจ สะท้อนผ่าน Dividend Yield ของดัชนี SETHD ที่อยู่ในระดับประมาณ 5.7% ซึ่งถือว่าสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก ขณะที่ Forward P/E อยู่เพียงประมาณ 10 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของดัชนี ทำให้หุ้นปันผลไทยยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอมากกว่าการเติบโตของกำไร
ในระยะข้างหน้า แม้ว่าหลายประเทศทั่วโลกอาจมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มช้ากว่าหลายประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ โดย TISCO ESU คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปจนถึงอย่างน้อยช่วงกลางปี 2027 ก่อนทยอยปรับขึ้นสู่ระดับ 1.50% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงอยู่ในสภาวะดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องอีกเกือบหนึ่งปี ซึ่งนำไปสู่ภาวะ Search for yield ของนักลงทุน
เมื่อเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้นปันผลกับตราสารหนี้ จะพบว่า Dividend Yield ของดัชนี SETHD ที่ประมาณ 5.7% ยังสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีที่ประมาณ 2.1% อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ Dividend Yield Gap อยู่ในระดับราว 3.6% สะท้อนว่าหุ้นปันผลไทยยังมีส่วนต่างผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ไทย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 หุ้นไทยปันผลสูงจึงมีโอกาสกลับมาเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เด่น จากความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด ระดับ Valuation ที่ต่ำ และอัตราเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง ดังนั้น การเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้ในพอร์ตลงทุนจึงถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับการรับมือกับภาวะ Stagflation
บทความโดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT™
Senior Wealth Manager ธนาคารทิสโก้


