Cancer Immunotherapy กับการเติบโตของ Biotech Companies

file

 

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในยุคปัจจุบัน ทำให้ยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆ มีประสิทธิภาพและสร้างผลกระทบข้างเคียง (Side-effect) ที่น้อยลง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประชากรโลก ในอดีตการรักษามะเร็งมีทางเลือกเพียงแค่การผ่าตัด การฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งมีข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ เซลล์ดีที่ไม่ได้เป็นเซลล์มะเร็งจะถูกทำลายไปด้วย ทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพทรุดลงหลังจากการเข้ารับเคมีบำบัด

จากจุดอ่อนดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการพัฒนาการรักษาแบบตรงจุด (Targeted Therapy) ที่มีการออกแบบยาให้เข้ากับคนไข้แต่ละบุคคลและออกแบบยาให้เข้ากับมะเร็งแต่ละชนิด  เปรียบเสมือนกับเสื้อสั่งตัดที่แต่ละคนจะได้รับการรักษาที่แตกต่างกันออกไป  

นอกจากการรักษาแบบตรงจุดแล้วยังมีการพัฒนาการรักษามะเร็งด้วยวิธีที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบำบัด(Immunotherapy) โดยมีแนวคิดที่ว่าตามธรรมชาติร่างกายของมนุษย์จะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่า ลิมโฟไซต์ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณสมบัติในการจดจำเซลล์ที่ผิดปกติของร่างกาย หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ลิมโฟไซต์จะสามารถจดจำและแยกแยะเซลล์ที่ผิดปกติอย่างมะเร็งได้ เมื่อเจอเซลล์ที่ผิดปกติก็จะทำการแบ่งตัวไปฆ่าเซลล์มะเร็ง ปัญหาที่พบ คือ จำนวนเซลล์ที่แบ่งตัวออกมานั้นไม่เพียงพอที่จะไปฆ่าเซลล์มะเร็ง ประกอบกับเซลล์มะเร็งนั้นสามารถสร้างสารยับยั้งการเติบโตของเม็ดเลือดขาวได้ แนวทางการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด คือ การพยายามศึกษาและพัฒนายาเพื่อไปยับยั้งการทำงานของเซลล์มะเร็ง เพื่อให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ     

บริษัทที่ทำการพัฒนายารักษามะเร็งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มบริษัทเคมีและเภสัชกรรม (Biotechnology and Pharmacy) ยักษ์ใหญ่จากทั่วโลก และหลายบริษัทนั้นมีสาขาอยู่ในประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ บริษัท Novartis บริษัทด้านการแพทย์จากสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้คิดค้นวิธีการที่ใช้รักษามะเร็งด้วยวิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า คิมเรียห์ (Kymriah-gene Therapy) โดยมีวิธีการ คือ สกัดเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์จากเลือดของคนไข้ จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการดัดแปลงพันธุกรรมด้วยไวรัส ซึ่งจะได้เม็ดเลือดขาวประเภท CAR-T สำหรับนำกลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ซึ่งเซลล์ CAR-T นี้จะเข้าไปค้นหาและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเข้าทำลายเซลล์มะเร็ง  

ผลการทดลองที่เปิดเผยจากทางบริษัทพบว่า มีอัตราการสำเร็จประมาณ 83%  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติให้ใช้และจำหน่ายเวชภัณฑ์สำหรับเทคนิคคิมเรียห์ในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาอยู่ที่ราว 15.7 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาที่แพงที่สุดในโลก และต้องรักษาผ่านคลินิกที่มีการรับรองเท่านั้น 

อีกหนึ่งบริษัทที่กำลังทำการวิจัยยารักษามะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด คือ Merck บริษัทเคมีและเภสัชกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกได้คิดค้นยาที่ชื่อว่า Keytruda ในปี 2017 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเภทของยารักษามะเร็งประเภทภูมิคุ้มกันบำบัด ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Merck ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 63% หลังจากนั้นบริษัท  Bristol-Myers Squibb จากอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นการพัฒนายาและชีวเคมี (Biotech) ก็ได้พัฒนายาประเภทเดียวกันกับ Keytruda ออกมาโดยใช้ชื่อว่า Yervoy  ราคาหุ้นของ Bristol-Myers ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน จะเห็นว่าผลประโยชน์ที่บริษัทเหล่านั้นจะได้รับ คือ มูลค่าของสิทธิบัตร ซึ่งหากยาที่คิดค้นออกมาแล้วได้ผลและสามารถผ่านการยอมรับจาก FDA ไปจนถึงสามารถนำไปรักษาได้จริง สิ่งที่ตามมา คือ มูลค่าตลาดและราคาหุ้นของบริษัทที่ปรับตัวสูงขึ้น  

 Janus Henderson กลุ่มบริหารสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีสำนักงานใหญ่ ณ กรุงลอนดอน ซึ่งหนึ่งในความเชี่ยวชาญของกลุ่ม คือ การลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ประเมินว่าในปี​ 2024 ยอดขายต่อปีของยารักษามะเร็งในกลุ่มของภูมิคุ้มกันบำบัด​ (Immunotherapy) จะมีมูลค่าแตะ 173 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบัน 125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   

นอกจากนี้อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าจับตามองสำหรับหุ้นกลุ่ม Healthcare คือ การควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งดีลยักษ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2019 คือ Loxo Oncology บริษัทยาจากอเมริกา ผู้พัฒนายาชื่อว่า​ Vitrakvi (พัฒนาร่วมกับบริษัท Bayer ผู้คิดค้นแอสไพรินจากเยอรมนี) เป็นตัวยาช่วยชะลอการเติบโตของเนื้องอก ได้ถูกเสนอซื้อกิจการโดยบริษัทยายักษ์ใหญ่จากอเมริกาอย่าง Eli Lilly ที่ราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 68% นอกจากการทำ M&A ของบริษัท Loxo ยังมีบริษัทในกลุ่ม Healthcare อีกหลายบริษัทที่มีการทำ M&A ในปี  2018 ที่ผ่านมาด้วยมูลค่าที่สูงตั้งแต่บริษัทระดับยักษ์ใหญ่ไปจนถึง Private Equity เพื่อลดต้นทุนเวลาในการวิจัยและสามารถนำเทคโนโลยีพร้อมกับองค์ความรู้จากบริษัทที่เชี่ยวชาญมาต่อยอดใช้งานได้ทันที

จะเห็นว่าบริษัทต่างๆ ยังมีศักยภาพในการพัฒนาวิธีการในการรักษามะเร็งอีกมากในอนาคต เพราะ อัตราความสำเร็จของยาปัจจุบันยังไม่ถึง 90% ยังมีช่องว่างให้พัฒนาเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้การพัฒนาจะมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว แต่สุดท้ายแล้วขอเพียงมีหนึ่งตัวยาที่ประสบความสำเร็จนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ราคาหุ้นของบริษัทนั้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น อย่างเช่นในกรณีของบริษัท Merck และด้วยเทคโนโลยีพันธุกรรมที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ต่อจากนี้ไปจะยังคงมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

=======================================

เผยแพร่ครั้งแรกที่ Global Wealth Strategy  กรุงเทพธุรกิจ

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>