เจาะลึกเหตุผล Molnupiravir ถูกวางเป็น Game Changer

file

 

เมื่อไม่นานนี้บริษัท Merck และ Ridgeback Biotherapeutics ได้ประกาศผลเบื้องต้นสำหรับการทดลองยา Molnupiravir เพื่อรักษาผู้ป่วยโรค COVID-19 ในระยะที่ 3 ซึ่งกระแสของโลกตอบรับว่า เป็นข่าวดีของมนุษยชาติ และยาตัวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์การโรคระบาดที่ทุกอย่างจะกลับมาสู่สถานการณ์ปกติ หลังจากที่โลกเผชิญโรคระบาดนี้มาเกือบ 2 ปี หรือเป็น Game Changer เลยก็ว่าได้

ที่จริงแล้ว ยา Molnupiravir ไม่ได้เป็นยาตัวแรกที่ช่วยรักษาโรค COVID-19 ได้ จากข้อมูลที่ The New York Times เผยแพร่ล่าสุด ณ วันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2021 ระบุว่า ยาที่ใช้รักษาอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) มีเพียงตัวเดียว คือ ยา Remdesivir โดยบริษัท Gilead Sciences รวมถึงยากลุ่ม Monoclonal Antibodies (mAb) ซึ่งใช้แอนติบอดี้สกัดจากผู้ที่หายป่วยจาก  COVID-19 แล้ว และยังมียาตัวอื่นๆ เช่น ยา Favipiravir ที่มีบางประเทศนำมาเป็นยาหลักสำหรับการรักษาผู้ป่วยที่อาการน้อย เช่น ญี่ปุ่น เคนย่า รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย และ ไทย เป็นต้น เพราะเป็นยาที่มีอยู่เดิมสำหรับการรักษาไข้หวัดใหญ่ ซึ่งช่วงแรกที่เชื้อระบาดและยังไม่มียารักษาและวัคซีนใดๆ ผลิตออกมา ยา Favipiravir เป็นหนึ่งในยาที่ทดลองใช้ทดแทนแล้วได้ผลลัพธ์ที่พอจะใช้ในการรักษาผู้ป่วย COVID-19 ได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่ Molnupiravir ถูกวางให้เป็น Game Changer คือ ประเด็นแรก ประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับยารับประทานด้วยกัน โดย Molnupiravir ช่วยลดโอกาสที่ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง จะมีอาการแย่ลงถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตลงได้ประมาณ 50% โดยไม่พบผู้เสียชีวิตเลยในช่วงการรักษา 29 วัน ขณะที่ผู้ที่ได้รับยาหลอก (Placebo) เสียชีวิตหลังจากผ่านการรักษาไปแล้ว 29 วัน ถึง 8 ราย หากเปรียบเทียบกับผลการทดลอง Favipiravir นั้น หากอ้างอิงจากวารสารวิชาการ European Journal of Clinical Microbiology & Infectious Diseases ซึ่งศึกษาด้วยวิธีการรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ (Meta-analysis) ซึ่งเน้นศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของยา Favipiravir เปรียบเทียบกับวิธีการรักษาอื่น แม้ผลการทดลองจะระบุว่า สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แต่ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับวิธีการรักษาแบบทั่วไป หรือการใช้ Placebo

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ผู้ป่วยเข้าถึงได้ง่าย โดยหากนำ Molnupiravir เปรียบเทียบกับ Remdesivir จะพบว่า แม้ประสิทธิภาพการใช้ Remdesivir จะสูงมากพอที่ US FDA อนุมัติให้ใช้เพื่อการรักษา COVID-19 อย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเป็นยาแบบฉีด ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเท่านั้นถึงจะได้รับยา Remdesivir เช่นเดียวกับยากลุ่ม (mAb) เช่น ยา Ronapreve™ ของบริษัท Regeneron ที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้รักษาตัว แม้จะช่วยลดโอกาสการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและเสียชีวิตลงได้กว่า 70% แต่ยังจำเป็นต้องฉีดโดยบุคลากรทางการแพทย์ แตกต่างจาก Molnupiravir ที่เป็นยารับประทาน ซึ่งแพทย์สามารถจ่ายยาให้ไปรับประทานเองที่บ้านได้ทันที และมีราคาถูกกว่ายา (mAb) โดยเฉลี่ย 3 เท่า หรืออยู่ที่ราว 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคอร์สเท่านั้น อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ติดเชื้อระยะแรกลดโอกาสป่วยหนักมากขึ้นและส่งผลให้ลดการใช้ทรัพยากรในสถานพยาบาลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะการค้นคว้ายารักษาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือเกิดภาวะปอดอักเสบขึ้นแล้วเพิ่มเติม ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการทดลองยา Molnupiravir เพื่อรักษาผู้ป่วย COVID-19 นั้นแยกออกมาเป็น 2 โครงการ คือ MOVe-IN และ MOVe-OUT ซึ่งโครงการที่ Merck ประกาศผลการทดลอง Phase 3 เบื้องต้นนี้ คือ MOVe-OUT หรือเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่ได้รักษาที่โรงพยาบาลซึ่งมีอาการน้อยถึงปานกลางเท่านั้น แต่ Merck ยกเลิกโครงการ MOVe-IN ไปในการทดลองระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการทดลองเฉพาะผู้ป่วยหนักที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนอื่นไปแล้ว เนื่องจากผลการทดลองสรุปได้ว่า ยา Molnupiravir ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัสนี้ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังไม่ได้วัคซีน หรือ มีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกัน จะช่วยปิดช่องว่างที่วัคซีนไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ โดยลดโอกาสที่จะเสียชีวิตได้อย่างมาก

จากผลการทดลองยา Molnupiravir นั้นสรุปได้ว่า เป็นยา Game Changer ตัวหนึ่งของสถานการณ์การระบาดนี้เลยก็ว่าได้ และเป็นการตอกย้ำว่าธุรกิจ Biotechnology มีบทบาทอย่างมากต่อความสำเร็จในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส นอกจากนี้ ยังมียาตัวอื่นที่กำลังรอคอยผลการทดลองอีกกว่า 100 ตัว ซึ่งอาจเป็นการต่อยอดจากจุดเปลี่ยนของสถานการณ์นี้ สู่ขั้นตอนการลดความสูญเสียให้มากที่สุดระหว่างการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในอนาคต

แผนภาพที่ 1 : ค่าใช้จ่ายยาเพื่อรักษา COVID-19 แต่ละยี่ห้อ

file

ที่มา: Quartz, Gilead Science, BBC, ฐานเศรษฐกิจ

 

==========================================================

 

เผยแพร่ครั้งแรกที่คอลัมน์ Health is wealth ของ กรุงเทพธุรกิจ

บทความล่าสุด

เศรษฐกิจโลกฟื้น หุ้นกลุ่ม EM มาแรง แซงหุ้นโลก

โพสต์เมื่อ 24 มิถุนายน 2567

เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มกลับทิศเป็นขาลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นกลุ่มหุ้นที่มักให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าหุ้นโลก

อ่านต่อ >>

4 เหตุผลที่ตลาดหุ้น Emerging Markets กำลังเป็นขาขึ้นรอบใหญ่

โพสต์เมื่อ 24 มิถุนายน 2567

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของไตรมาส 2 ปี 2024 ตลาดหุ้นโลกยังคงเดินหน้าทำ New high อย่างต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงแข็งแกร่ง

อ่านต่อ >>

4 สัญญาณบวกหนุนผลตอบแทนหุ้นทั่วโลกไปต่อ

โพสต์เมื่อ 24 มิถุนายน 2567

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ดัชนี MSCI World ที่เป็นตัวแทนของราคาหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ +7% แต่ก็มีเหตุการณ์สำคัญหลักๆ ที่ทำให้นักลงทุนยังมีความกังวลกับการลงทุนในตลาดหุ้น เช่น อัตราเงินเฟ้อจากค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกาที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (Core PCE) ยังลดลงช้ากว่าคาดจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างประเทศระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลง -5% ภายใน 3 สัปดาห์เท่านั้น

อ่านต่อ >>