mRNA Vaccines, New S-curve of Healthcare Industry

file

ในปี ค.ศ. 1796 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ Edward Jenner ได้สร้างวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ หรือ ฝีดาษ ซึ่งถือว่าเป็นวัคซีนชนิดแรกของโลก โดยมีวิธีคือการนำเชื้อไวรัสที่ตายแล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค ซึ่งวัคซีนเชื้อตายนั้นเป็นวัคซีนที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาตลอด 200 ปี 

จนถึงปี 2020 เกิดการระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้โลกได้รู้จักวัคซีนเชื้อเป็น เป็นครั้งแรก โดยใช้เทคโนโลยีการใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral Vector) ซึ่งจะใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรมและนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ เมื่อนํามาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีต่อไวรัส ตัวอย่างของบริษัทผู้ผลิตวัคซีน COVID-19 โดยวิธี Viral Vector คือ AstraZeneca, Johnson & Johnson และ CanSinoBIO ซึ่งมีความแตกต่างจากวัคซีนเชื้อตายของ Sinovac ที่ถึงแม้จะมีจุดเด่นด้านความปลอดภัย เพราะเป็นเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว แต่ผลิตได้ช้าและมีราคาสูงกว่าวัคซีนเชื้อเป็น เพราะการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวัง 

นอกเหนือจากวัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ถือว่าเป็นการเปิดประตูสู่โลกใหม่ของการพัฒนาวัคซีน คือ วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม mRNA ซึ่งถูกผลิตโดย Moderna และ Pfizer/BioNTech ปัจจุบันวัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพในการป้องกัน COVID-19 ที่สูงถึงระดับ 90% 

จุดเริ่มต้นนวัตกรรม mRNA

เทคโนโลยีการสังเคราะห์พันธุกรรม mRNA มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์หญิงชาวฮังการี            ดร.เคทลิน คาริโก ผู้มีความปรารถนาที่จะสร้างวัคซีนต้านเชื้อไวรัส HIV โดยมีวิธีการ คือ ใช้สารพันธุกรรมสังเคราะห์ที่จำลองมาจากสารพันธุกรรมของไวรัสแทนการใช้เชื้อตายทั้งตัวของไวรัสในการผลิตวัคซีนแบบเดิม ด้วยการใช้วิธีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ เมื่อฉีดเฉพาะส่วนของโปรตีนหนามของไวรัสเข้าไปในเซลล์ ร่างกายก็จะสั่งให้เซลล์สร้างโปรตีนหนาม (Spike-Protein) ที่หน้าตาเหมือนกับโปรตีนหนามของไวรัส เสมือนเป็นการจำลองภาพของไวรัสให้ร่างกายจดจำและสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา เมื่อไวรัสตัวจริงเข้าสู่ร่างกายก็จะถูกระบบภูมิคุ้มกันกำจัดก่อนที่โปรตีนหนามของไวรัสจะเข้าไปจับกับเซลล์ร่างกายและก่อโรคแก่มนุษย์ 

วัคซีน mRNA ในอดีตยังเป็นเพียงวัคซีนทางเลือกและไม่ได้รับการสนับสนุนเงินลงทุน เนื่องจากบริษัทยาและนักวิจัยยังไม่มีความเชื่อในเทคโนโลยีดังกล่าวเท่าไรนัก จนกระทั่งเกิดการระบาดของ COVID-19 ทำให้รัฐบาล นักวิทยาศาสตร์  บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ไปจนถึงกลุ่มที่สนับสนุนด้านเงินทุน ต่างอัดฉีดงบประมาณมหาศาลในการหาวิจัยและผลิตวัคซีนเพื่อที่จะรับมือกับการระบาดของไวรัสให้ได้เร็วที่สุด เมื่อนักวิจัยชาวจีนสามารถถอดลำดับพันธุกรรมของโคโรนาไวรัสได้สำเร็จ บริษัท Moderna ซึ่งเป็นบริษัท Biotech ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี mRNA  โดยเฉพาะ ได้นำรหัสพันธุกรรมไปสร้างเป็นวัคซีนได้ภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมง หากรวมเวลาทั้งหมดตั้งแต่การคิดค้นวัคซีน การทดลองทางคลินิก และการผลิตใช้เวลาเพียง 9 เดือนเท่านั้น จัดว่าเป็นการพัฒนาวัคซีนได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์   

บริษัทผู้ผลิตวัคซีน mRNA อย่าง Pfizer มียอดขายวัคซีนใน Q1 2021 ทั้งสิ้น 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 25% จากรายได้ทั้งหมดของบริษัท และคาดว่าตลอดทั้งปี 2021 นั้น Pfizer จะมียอดขายของวัคซีนแตะ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ Moderna มียอดขายวัคซีนใน Q1/2021 ทั้งสิ้น 1.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้บริษัท Biotech ผู้นำด้าน mRNA สามารถสร้างผลกำไรให้กับบริษัทได้เป็นไตรมาสแรก เนื่องจากก่อนหน้านั้น Moderna ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในตลาด ราคาหุ้นของ Moderna จึงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากต้นปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการระบาดของ COVID-19 สูงถึง +984%  

mRNA ทำได้มากกว่าวัคซีนโควิด

เรื่องราวของ mRNA จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ COVID-19 เพราะหลังจากประสบความสำเร็จในการรับมือกับ COVID-19 แล้ว Moderna มีแผนนำเทคโนโลยี mRNA ไปใช้ในการพัฒนาวัคซีนโรคมาเลเรียซึ่งคร่าชีวิตประชากรโลกปีละกว่า 400,000 ราย ซึ่งวัคซีนในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอ ถึงแม้จะต้องฉีดถึง 4 เข็มก็ตาม ขณะที่ Pfizer จะนำไปพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และ BioNTech กำลังพัฒนาการรักษาแบบเฉพาะบุคคลที่จะช่วยให้สามารถสร้างโปรตีนที่ตรงกับกลุ่มอาการที่จะช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ mRNA ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับไวรัส HIV ตามแนวคิดของ ดร.เคทลิน คาริโก เพราะ mRNA สามารถปรับเปลี่ยนการสร้างโปรตีนหนามในรูปแบบที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ในอนาคตสามารถสร้างวัคซีนที่มีโปรตีนหนามตรงกับไวรัส HIV ที่มักจะมีการกลายพันธ์ุอย่างรวดเร็วจนวัคซีนที่ผลิตจากการเพาะเชื้อแบบในอดีตไม่สามารถรับมือได้

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยี mRNA เป็นการเปิดประตูสู่โลกใหม่ในอุตสาหกรรมการแพทย์ที่นอกจากจะเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ (Defensive) แล้ว ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง (High Growth)  และในอนาคตต่อจากนี้อุตสาหกรรมการแพทย์ได้ค้นพบ S-curve ใหม่จากวัคซีน mRNA ที่นอกจากจะช่วยพัฒนาโลกใบนี้ให้ดีขึ้น ยังช่วยเพิ่มโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในระยะยาวอีกด้วย 

 

===================================

 

เผยแพร่ครั้งแรกที่ Money Talk  Business Today 

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>

จับ 4 ธีมสร้างกำไรใน China Megatrends

โพสต์เมื่อ 25 สิงหาคม 2564

การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จากความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดจากธนาคารกลางจีน รวมถึงการที่ภาครัฐได้เข้ามากำกับดูแลบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีหลายบริษัทของจีน เพื่อลดการผูกขาดทางการค้า ได้ส่งผลให้ Valuation ดัชนีของตลาดหุ้นจีนยังคงซื้อ-ขายในระดับ Fwd PE เพียงแค่ประมาณ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ที่มีค่า Fwd PE สูงถึงราว 22 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า Valuation ของดัชนีตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกยัง “มีส่วนลด” อย่างมาก เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐฯ

อ่านต่อ >>