ปัจจัยเบื้องหลัง ความแข็งแกร่งของหุ้น Healthcare

file

“10.3% เฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น” คืออัตราผลตอบแทนที่หุ้นกลุ่ม Global Healthcare มอบให้กับนักลงทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2013-2023) โดยสามารถฟันฝ่ามรสุมทางด้านเศรษฐกิจและตลาดหุ้นต่างๆนานามาได้อย่างแข็งแกร่ง และยังเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในดัชนีหุ้นทั่วโลก (MSCI ACWI Index) ซึ่งอยู่ที่เพียง 8.2% เฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นเท่านั้น

แน่นอนว่า Megatrends ของสังคมผู้สูงอายุและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ถือเป็นลมใต้ปีกสำคัญที่พัดหนุนให้อุตสาหกรรม Healthcare มีผลประกอบการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ผันผวนไปตามสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึง แต่มีส่วนสำคัญต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มนี้ ก็คือ “ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน” ของบริษัทในอุตสาหกรรม Healthcare เอง ซึ่งประกอบไปด้วย สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน ความได้เปรียบทางด้านต้นทุน ขนาดที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนต้นทุนในการเปลี่ยนย้าย โดยแต่ละกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการแพทย์จะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน ดังนี้

บริษัทกลุ่มแรก คือ Pharmaceuticals ซึ่งหมายถึงบริษัทยาขนาดยักษ์ใหญ่ที่มีการวิจัย พัฒนา ผลิตและขายสินค้ากระจายไปทั่วโลก ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทยาส่วนใหญ่มักเกิดมาจาก “สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน” อย่าง “สิทธิบัตร” ซึ่งช่วยกีดกันการลอกเลียนแบบจากคู่แข่งและทำให้บริษัทมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้า (Pricing Power) ได้ยาวนานในระดับ 10 – 20 ปี

ส่งผลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจยามีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและมีความสามารถในการทำกำไรที่สูง นอกจากนี้ เมื่อสิทธิบัตรของยาได้หมดอายุลง พลังของ “แบรนด์” ที่แข็งแกร่งจะทำหน้าที่รักษาฐานลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำและทำให้บริษัทยาเหล่านี้รักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ได้ บริษัทยาที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และมีแหล่งรายได้กระจายทั่วโลก จึงเป็นเป้าหมายที่น่าลงทุนในฐานะหุ้นแข็งแกร่ง

กลุ่มต่อมา คือ Biotechnology เป็นบริษัทยาขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา “นวัตกรรม” ที่ซับซ้อนมากกว่า ทำให้กลุ่ม Biotech มีทั้งโอกาสในการเติบโตที่มากกว่าและความเสี่ยงที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับบริษัทกลุ่มยา ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพมักจะอยู่ที่ “ขนาดที่มีประสิทธิภาพ” เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะมุ่งเน้นไปที่ตลาดเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ซึ่งเหมาะสมที่จะมีผู้เล่นเพียงไม่กี่รายในตลาดจากขนาดตลาดที่จำกัด เมื่อสามารถกีดกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาแข่งขันในตลาดได้ บริษัท Biotech เหล่านี้จึงสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายได้อย่างรวดเร็วและทำอัตรากำไรได้สูงลิบลิ่ว อีกทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเข้ามาควบคุมราคายาของภาครัฐได้อีกด้วย หุ้นกลุ่ม Biotech จึงมักเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนในฐานะหุ้นเติบโต โดยความสำเร็จของบริษัท Biotech จะขึ้นอยู่กับการได้รับอนุมัติยาตัวใหม่และการถูกควบรวมจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาเสริมทัพ ทั้งนี้ สิทธิบัตรและแบรนด์ยังคงมีความสำคัญเช่นเดียวกันกับกรณีของบริษัทกลุ่มยา

อีกกลุ่มหนึ่งคือ Healthcare Equipment หรือกลุ่มผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ จุดเด่นของหุ้นกลุ่มนี้จะอยู่ที่ “ต้นทุนในการเปลี่ยนย้าย” เนื่องจากอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ภายในโรงพยาบาล เช่น เครื่องตัดต่อพันธุกรรม เครื่องมือผ่าตัดส่องกล้อง หุ่นยนต์ผ่าตัด ต้องอาศัยการฝึกฝนและทำความคุ้นเคยจากศัลยแพทย์เป็นระยะเวลานาน ดังนั้น เมื่อเกิดความคุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือแพทย์ที่มีความซับซ้อนแล้ว ผู้ใช้จึงมักไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงไปใช้เครื่องมือชนิดอื่นหรือแบรนด์อื่น แม้จะมีราคาที่ถูกกว่าก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวจึงช่วยสนับสนุนให้ยอดขายและกำไรของบริษัทในกลุ่มเครื่องมือแพทย์มีความมั่นคง นักลงทุนจึงมักมีมุมมองต่อหุ้นกลุ่มนี้ในฐานะหุ้นแข็งแกร่ง ในขณะที่โอกาสในการเติบโตของหุ้นกลุ่มเครื่องมือแพทย์จะอยู่ในบริษัทที่เป็นกลุ่ม “Digital Health” ซึ่งเป็นอุปกรณ์การแพทย์รูปแบบใหม่ที่มีการเชื่อมต่อการใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ต

กลุ่มสุดท้ายคือ Healthcare Services ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทยเป็นจำนวนมาก ความได้เปรียบในการแข่งขันที่มักจะพบในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลก็คือ “ต้นทุนในการเปลี่ยนย้าย” เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้ามักจะเลือกใช้บริการโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้าน ใกล้สถานที่ทำงานและกลับมาใช้บริการแพทย์ประจำอย่างต่อเนื่อง โดยที่ลูกค้ามักจะไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยน ถ้าต้นทุนและค่าใช้จ่ายไม่แตกต่างกันมากพอ นอกจากนี้ ด้วยโครงสร้างต้นทุนของหุ้นโรงพยาบาลซึ่งมีต้นทุนคงที่เป็นส่วนใหญ่ ทำให้เมื่อจำนวนคนไข้ที่เข้ามารักษามีจำนวนมากขึ้น ธุรกิจโรงพยาบาลจะเกิด “ความได้เปรียบทางด้านต้นทุน” จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) ส่งผลให้กำไรของหุ้นโรงพยาบาลสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องและสร้างอัตรากำไรที่สูงได้ นอกจากนี้ ธุรกิจโรงพยาบาลยังสามารถสร้างการเติบโตด้วยการขยายสาขาหรือควบรวมกิจการเพื่อขยายฐานลูกค้าเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อีกด้วย นักลงทุนจึงมักมองหุ้นโรงพยาบาลในฐานะหุ้นเติบโต สะท้อนผ่านค่า PE ที่อยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน คือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังผลกำไรที่แข็งแกร่งของหุ้นกลุ่ม Healthcare เปรียบเสมือน “ป้อมปราการทางเศรษฐกิจ (Economic moat)” ที่ช่วยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มธุรกิจการแพทย์สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare สร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยม เหนือกว่าดัชนีตลาดหุ้นโลกได้ต่อเนื่องยาวนาน

 

บทความโดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา  AFPTTM Wealth Manager ธนาคารทิสโก้

เผยแพร่ครั้งแรก Facebook TNN Wealth

บทความล่าสุด

เศรษฐกิจโลกฟื้น หุ้นกลุ่ม EM มาแรง แซงหุ้นโลก

โพสต์เมื่อ 24 มิถุนายน 2567

เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มกลับทิศเป็นขาลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นกลุ่มหุ้นที่มักให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าหุ้นโลก

อ่านต่อ >>

4 เหตุผลที่ตลาดหุ้น Emerging Markets กำลังเป็นขาขึ้นรอบใหญ่

โพสต์เมื่อ 24 มิถุนายน 2567

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของไตรมาส 2 ปี 2024 ตลาดหุ้นโลกยังคงเดินหน้าทำ New high อย่างต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงแข็งแกร่ง

อ่านต่อ >>

4 สัญญาณบวกหนุนผลตอบแทนหุ้นทั่วโลกไปต่อ

โพสต์เมื่อ 24 มิถุนายน 2567

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ดัชนี MSCI World ที่เป็นตัวแทนของราคาหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ +7% แต่ก็มีเหตุการณ์สำคัญหลักๆ ที่ทำให้นักลงทุนยังมีความกังวลกับการลงทุนในตลาดหุ้น เช่น อัตราเงินเฟ้อจากค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกาที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (Core PCE) ยังลดลงช้ากว่าคาดจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างประเทศระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลง -5% ภายใน 3 สัปดาห์เท่านั้น

อ่านต่อ >>