สร้างกำไรด้วยธีม Megatrends 3D ฝ่าวิกฤต Recession

บทความการลงทุนเชิงลึก ที่คุณไม่ควรพลาด

1666933144726 1

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 การลงทุนในปีนี้ยังคงมีความผันผวนสูงและท้าทายเป็นอย่างมาก ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ยังคงให้ผลตอบแทนติดลบนับจากต้นปี โดยได้รับแรงกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลกนำโดย Fed และ ECB ที่เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ทะยานสูงขึ้น แม้อาจจะต้องแลกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวลงก็ตาม

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ทุก ๆ ครั้งที่ตลาดหุ้นปรับฐานลงจากวิกฤตบางอย่างมักจะนำไปสู่โอกาสในการลงทุนเสมอ และทุกครั้งหลังจากวิกฤตได้ผ่านพ้นไป จะมีหุ้นผู้ชนะที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างงดงาม ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ธนาคารทิสโก้มองว่า การเลือกหุ้นลงทุนแบบ Selective ภายใต้ธีม “Megatrends 3D” จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมให้กับนักลงทุนได้ บนหลักการสำคัญ 2 ข้อ ได้แก่

1. หุ้นกลุ่ม/ประเทศนั้นจะต้องมีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่สูงและมี Runway ในการเติบโตที่ยาวนานตาม Megatrends

2.  หุ้นกลุ่ม/ประเทศนั้นจะต้องมีปัจจัยสนับสนุนจาก Event ในระยะสั้น ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนและทำให้ราคาหุ้น Outperform ตลาดในภาพรวม

โดยธีมการลงทุนแบบ “Megatrends 3D” สามารถแบ่งได้ ดังนี้

1. Demographics : หุ้นกลุ่ม Healthcare ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ตลอดจนนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ Recession และมีอัตราเงินเฟ้อที่สูง นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจะมองหาหุ้นกลุ่มที่รายได้และกำไรมีความสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนมีอำนาจในการปรับราคาสินค้าขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ (Pricing Power)

ซึ่งจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า หุ้นกลุ่ม Healthcare เป็นเพียง Sector เดียวที่ผลประกอบการสามารถเติบโตสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤต Dotcom ปี 2000 หรือ ในช่วง Recession ปี 2015 – 2016 ที่กำไรต่อหุ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare สามารถเติบโตได้ในระดับ 14.6% และ 14.2% ตามลำดับ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมย่อยในกลุ่ม Healthcare ที่ผลประกอบการสามารถเติบโตสวนสภาวะ Recession ได้อย่างแข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่ม Biotechnology และ Health Care Equipment & Services ซึ่งมีอัตราการเติบโตของกำไรในช่วง Recession โดยเฉลี่ยสูงถึง 11% และ 7% ตามลำดับ

2. Decarbonization : การแก้ปัญหาเรื่องมลพิษและการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ถือเป็นเป้าหมายที่บรรดาประเทศมหาอำนาจของโลก ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และจีน ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องมีการทำ Energy Transition จากพลังงานรูปแบบดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนในการผลิตพลังงานสะอาดได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 52% ในขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยังยืดเยื้อนับจากต้นปี จนก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานและนำไปสู่อัตราเงินที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้หลายประเทศหันมาทุ่มงบประมาณในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกประเทศ อีกทั้งยังมีการสนับสนุนจากภาครัฐในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือการให้เงินอุดหนุน เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตลงทุนทำธุรกิจพลังงานสะอาดและสนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมาใช้สินค้าและบริการที่เป็น Clean Energy มากขึ้น ประเด็นเหล่านี้ต่างสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของ Clean Energy เช่น ธุรกิจผู้ผลิตพลังงานสะอาดทั้งพลังงานลม น้ำ แสงอาทิตย์ ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจผู้ผลิตแบตเตอรี่ เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์ดังกล่าวและมีโอกาสที่จะ Outperform ตลาดได้

3. Deglobalization : ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่นำไปสู่สงครามการค้าตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แนวคิดการดำเนินนโยบาย ZERO-COVID ของจีนที่นำไปสู่การชะงักชะงันของห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าทั่วโลก ตลอดจนความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับไต้หวัน ได้ส่งผลให้บรรดาบริษัทชั้นนำของโลกเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงในการกระจุกตัวของฐานการผลิตในจีนและมีการกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเพื่อกระจายความเสี่ยง ภายใต้แนวคิด “China +1” ส่งผลให้ประเทศที่มีความได้เปรียบด้านค่าแรงที่อยู่ในระดับต่ำและมีการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มากที่สุดในอาเซียนอย่างเช่น เวียดนาม ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่างเช่น Apple Google Samsung Intel Panasonic LG Foxconn Sharp เป็นต้น ในขณะที่ประเทศอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีจำนวนประชากรมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนและอันดับ 4 ของโลก ก็ได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำจากสหรัฐฯ อย่าง Tesla และผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำจากจีนอย่าง CATL รวมถึงธุรกิจภาคการผลิตอื่น ๆ อย่างเช่น LG BAFS Sumitomo

ในระยะยาว การเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียยังอยู่ในระดับที่สูงถึง 7% และ 5.4% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ ตลาดหุ้นของทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียยังมี Valuation ที่น่าสนใจในการลงทุนระยะยาว โดยมีค่า Forward PE ปี 2023 อยู่ในระดับเพียงแค่ 9.3 เท่าและ 14.27 เท่า ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กันยายน 2022)

จะเห็นได้ว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นมีความผันผวนรุนแรงเพียงใด แต่โอกาสในการลงทุนยังคงมีอยู่เสมอ และหุ้นกลุ่มที่นักลงทุนควรเลือกเข้าไปสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว คือ ธุรกิจหรือประเทศที่อยู่ใน Megatrends มีการเติบโตที่ชัดเจนในระยะยาวและมีตัวเร่งจากเหตุการณ์ในระยะสั้นที่ทำให้ตลาดหันมาให้ความสนใจ เราเชื่อมั่นว่า ธีมการลงทุนแบบ “Megatrends 3D” จะสามารถฟันฝ่าวิกฤต Recession ในรอบนี้และกลับมาสร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมให้กับนักลงทุน

======================

 

บทความโดย ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT

Wealth Manager ธนาคารทิสโก้  

เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ Make Money Make Healthy ของ TNN

บทความล่าสุด

ปรับบ้านให้พร้อมรับวัยเกษียณ ด้วยแนวคิด Universal Design

แนวคิด Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกวัย จึงไม่ได้หมายถึงการทำบ้านสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือการทำให้บ้านสามารถ “แก่ไปพร้อมกับเรา” หรือที่เรียกว่า Aging in Place เพื่อให้เรายังใช้ชีวิตในบ้านเดิมได้อย่างปลอดภัย สะดวก และพึ่งพาตัวเองได้นานที่สุด

อ่านต่อ >>

วางแผนบ้านหลังเกษียณ กับค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรมองข้าม

การผ่อนบ้านหมดก่อนเกษียณเป็นเป้าหมายที่ดี เพราะช่วยลดภาระหนี้และทำให้กระแสเงินสดหลังหยุดทำงานคล่องตัวขึ้น แต่การไม่มีค่างวด ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนเรื่องที่อยู่อาศัยจะหายไปทั้งหมด สิ่งที่หมดลงคือ “ต้นทุนทางการเงิน” จากเงินต้นและดอกเบี้ย ขณะที่ “ต้นทุนการถือครองและอยู่อาศัย” ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ่านต่อ >>

3 ที่อยู่อาศัยวัยเกษียณ กับค่าใช้จ่ายที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

วางแผนที่อยู่อาศัยหลังเกษียณให้พร้อมทุกช่วงชีวิต รู้จัก 3 ทางเลือก ทั้งบ้านเดิม Wellness Residence และ Nursing Home พร้อมค่าใช้จ่ายและเรื่องสำคัญก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ >>

ปรับบ้านให้พร้อมรับวัยเกษียณ ด้วยแนวคิด Universal Design

แนวคิด Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกวัย จึงไม่ได้หมายถึงการทำบ้านสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือการทำให้บ้านสามารถ “แก่ไปพร้อมกับเรา” หรือที่เรียกว่า Aging in Place เพื่อให้เรายังใช้ชีวิตในบ้านเดิมได้อย่างปลอดภัย สะดวก และพึ่งพาตัวเองได้นานที่สุด

อ่านต่อ >>

วางแผนบ้านหลังเกษียณ กับค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรมองข้าม

การผ่อนบ้านหมดก่อนเกษียณเป็นเป้าหมายที่ดี เพราะช่วยลดภาระหนี้และทำให้กระแสเงินสดหลังหยุดทำงานคล่องตัวขึ้น แต่การไม่มีค่างวด ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนเรื่องที่อยู่อาศัยจะหายไปทั้งหมด สิ่งที่หมดลงคือ “ต้นทุนทางการเงิน” จากเงินต้นและดอกเบี้ย ขณะที่ “ต้นทุนการถือครองและอยู่อาศัย” ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ่านต่อ >>

3 ที่อยู่อาศัยวัยเกษียณ กับค่าใช้จ่ายที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

วางแผนที่อยู่อาศัยหลังเกษียณให้พร้อมทุกช่วงชีวิต รู้จัก 3 ทางเลือก ทั้งบ้านเดิม Wellness Residence และ Nursing Home พร้อมค่าใช้จ่ายและเรื่องสำคัญก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ >>
Scroll to Top
ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า