สูตรบำนาญ CARE ประกันสังคม คืออะไร? วางแผนเกษียณให้เงินพอใช้หลังปี 2569
สูตรบำนาญ CARE ประกันสังคม คืออะไร
หลังจากปีนี้ คณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบ การปรับสูตรบำนาญชราภาพใหม่ สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 ภายใต้ชื่อว่า CARE (Career-Average Revalued Earnings) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
วัตถุประสงค์หลักของสูตรบำนาญ CARE คือ
- เพิ่มความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตนที่มีเส้นทางอาชีพหลากหลาย
- ทำให้เงินบำนาญชราภาพสูงขึ้น เมื่อเทียบกับสูตรคำนวณเดิม
- ปรับฐานค่าจ้างให้สะท้อน มูลค่าเงินในปัจจุบัน มากขึ้น
แม้การปรับสูตรใหม่นี้จะช่วยเพิ่มเงินบำนาญจากประกันสังคม แต่ในเชิงการเงินส่วนบุคคล ยังอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ผู้ประกันตนจึงยังจำเป็นต้องมีการออมเพิ่มเติมควบคู่กันไป
สูตรบำนาญ CARE ปรับอะไรบ้าง
การปรับสูตรบำนาญ CARE มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. เปลี่ยนฐานเงินเดือนเฉลี่ยที่ใช้คำนวณบำนาญ
- สูตรเดิม: ใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ก่อนเกษียณ
- สูตร CARE: ใช้ค่าเฉลี่ยค่าจ้าง ตลอดอายุการทำงาน ที่เป็นผู้ประกันตน
ผลลัพธ์คือ สูตรใหม่จะนำประวัติเงินเดือนทุกช่วงเวลามาคำนวณ ทำให้สะท้อนภาพรวมรายได้จริงมากขึ้น ไม่อิงเฉพาะช่วงท้ายของการทำงาน
2. ปรับมูลค่าเงินให้สอดคล้องกับปัจจุบัน
สูตร CARE จะมีการ ปรับค่าเงินย้อนหลังให้เป็นมูลค่าในปัจจุบัน (Revalued Earnings) ซึ่งช่วยลดปัญหาเงินเดือนในอดีตที่มีมูลค่าต่ำกว่าปัจจุบัน
ใครบ้างที่ได้ประโยชน์จากสูตรบำนาญ CARE มากที่สุด
ผู้ประกันตนที่เปลี่ยนจากมาตรา 33 เป็นมาตรา 39 ก่อนอายุ 55 ปี
กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด เนื่องจาก
- สูตรใหม่จะนำฐานเงินเดือนจาก ทั้งสองมาตรา มาคำนวณรวมกัน
- ลดผลเสียจากการที่มาตรา 39 มีฐานเงินเดือนสูงสุดเพียง 4,800 บาท
- เงินบำนาญที่ได้รับจะสูงกว่าสูตรเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ประกันตนมาตรา 33 ต่อเนื่องจนเกษียณ
ผู้ที่คงสถานะมาตรา 33 จนถึงอายุ 55 ปี และมีฐานเงินเดือนเต็มเพดานเดิมที่ 15,000 บาท อาจ ไม่ได้ประโยชน์จากสูตรคำนวณใหม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จาก การปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มบำนาญในอนาคต
การปรับเพดานค่าจ้างใหม่ ส่งผลต่อเงินบำนาญอย่างไร
เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบจะถูกปรับเพิ่มแบบขั้นบันได ดังนี้
- ปี 2569 – 2571: เพดาน 17,500 บาท
- ปี 2572 – 2574: เพดาน 20,000 บาท
- ปี 2575 เป็นต้นไป: เพดาน 23,000 บาท
แม้ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเพดานจะต้อง จ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่ก็จะได้รับ สิทธิเงินบำนาญชราภาพที่สูงขึ้นตามไปด้วย
เงินบำนาญประกันสังคม เพียงพอหลังเกษียณหรือไม่
หากพิจารณาด้วยตัวอย่างในทางปฏิบัติ
- ผู้ประกันตนมาตรา 33 ส่งเงินสมทบครบ 35 ปี
- ได้รับการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ 23,000 บาท
จะได้รับเงินบำนาญชราภาพประมาณ 11,500 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2568 เท่านั้น
ในขณะที่ค่าครองชีพหลังเกษียณมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ และเงินบำนาญประกันสังคมเป็นรายได้แบบคงที่ จึงอาจไม่เพียงพอในระยะยาว
ทางเลือกเสริมรายได้หลังเกษียณ นอกจากประกันสังคม
เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดหลังเกษียณ ผู้ประกันตนควรพิจารณาออมเพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น เช่น
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ
โดยเฉพาะ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นวางแผนเกษียณ
ทำไมประกันชีวิตแบบบำนาญเหมาะกับการวางแผนเกษียณ
ประกันชีวิตแบบบำนาญมีข้อดีสำคัญ ได้แก่
- วางแผนจำนวนเงินบำนาญล่วงหน้าได้ชัดเจน
- รู้ระยะเวลาและจำนวนเงินที่ได้รับตามกรมธรรม์
- ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจเหมือนการลงทุน
- มีความคุ้มครองชีวิตควบคู่
ปัจจุบันสามารถเลือกระยะเวลาชำระเบี้ยได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่
- ชำระครั้งเดียวจบ
- ผ่อนชำระต่อเนื่องจนถึงอายุ 60 ปี
หลังจากนั้นจะได้รับเงินบำนาญรายปีไปจนถึงอายุประมาณ 80–99 ปี ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เลือก
บางแบบยังมี เงินปันผลเพิ่มเติม และเงินคืนให้ผู้รับผลประโยชน์โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดก
สรุป สูตรบำนาญ CARE กับการวางแผนเกษียณ
การปรับสูตรบำนาญ CARE ช่วยเพิ่มความเป็นธรรมและเพิ่มเงินบำนาญให้กับผู้ประกันตน โดยเฉพาะผู้ที่เปลี่ยนสถานะระหว่างมาตรา 33 และ 39 แต่เงินบำนาญจากประกันสังคมยังเป็นเพียง การออมภาคบังคับ ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ
ดังนั้น การวางแผนเกษียณที่ดีควรมี ประกันบำนาญหรือการออมลงทุนเพิ่มเติม เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่แน่นอน ครอบคลุมค่าใช้จ่าย และช่วยให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมั่นคง
บทความโดย ศิวกร ทองหล่อ CFP®
Wealth Manager


