ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนแรกของปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี Nicolas Maduro เพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลาใหม่ หรือการใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองกับสหภาพยุโรปจนบรรลุข้อตกลงเหนือทรัพยากรบนเกาะกรีนแลนด์ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณเตือนด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า “ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก” กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนมองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะตลาดน้ำมัน ที่นอกจากจะได้รับแรงสนับสนุนโดยตรงจากความตึงเครียดข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตของราคาผ่านปัจจัยเชิงกลยุทธ์ ดังนี้
Strong demand-Tight supply
ด้าน “อุปสงค์” น้ำมันโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดย EIA ประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นราว +1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (YoY) แตะระดับประมาณ 104.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากแรงสนับสนุนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค ทำให้การใช้พลังงานในภาคการผลิตและการขนส่งยังเดินหน้าต่อ
ขณะที่ฝั่ง “อุปทาน” ยังถูกจำกัดจากการที่กลุ่ม OPEC+ เดินหน้าควบคุมกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียที่มีแรงจูงใจชัดเจนในการรักษาระดับราคาน้ำมันให้อยู่เหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (Brent Oil) เพื่อช่วยให้ฐานะการคลังของประเทศสมดุล จึงทำให้โอกาสการเพิ่มกำลังผลิตเพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด
อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตรายสำคัญ แต่ต้นทุนการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ อยู่ในช่วง 55-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (WTI) ซึ่งใกล้เคียงกับราคาน้ำมัน WTI ในปัจจุบัน สะท้อนว่าการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ “ไม่ง่ายเหมือนในอดีต” ดังนั้นเมื่อเกิดช่องว่างระหว่าง “ความต้องการที่เพิ่มขึ้น” และ “การผลิตที่เริ่มชะลอตัว” จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ในมุมของการลงทุน หากต้องการสินทรัพย์ที่ “เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน” นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ 2 แนวทางหลัก คือ 1.ผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาน้ำมัน ที่มีโอกาสทำกำไรโดยใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ต้องแลกกับ ความผันผวนที่สูงมาก รวมถึงความเสี่ยงจาก ค่าเสื่อมเวลาของสัญญา และ 2.การลงทุนผ่านกองทุนหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่างขุดเจาะ สำรวจและผลิต ที่กำไรของบริษัทในกลุ่มนี้จะเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน (Correlation อยู่ที่ 0.7) รวมถึงมีความผันผวนที่ต่ำกว่าและมีการจ่ายปันผลตามผลประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารทิสโก้คาดว่าในปี 2026 ตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักกับ “น้ำมัน” ในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ เพราะเมื่อโลกเผชิญทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และสมดุลอุปสงค์-อุปทานที่ตึงตัว ราคาน้ำมันย่อมมีแนวโน้มสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าว และจะเป็นเกราะป้องกันความผันผวนชั้นดีให้กับพอร์ตของนักลงทุน
บทความโดย กิตติธัช เหล่าขจรบุญ AFPT™
Assistant Wealth Manager ธนาคารทิสโก้


