
Morocco: The Imperial Escape เยือนดินแดนมหัศจรรย์แห่งทวีปแอฟริกาเหนือ
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 75 | คอลัมน์ Horizon
‘โมร็อกโก (Morocco)’ ตั้งอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือสุดของทวีปแอฟริกา เป็นเพียงประเทศเดียวในทวีปที่มีชายฝั่งทั้งมหาสมุทรแอตแลนติกซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งอยู่ฝั่งเหนือ มี ‘ช่องแคบยิบรอลตาร์ (Strait of Gibraltar)’ กั้นระหว่างโมร็อกโกกับสเปน โดยจุดที่แคบที่สุดมีระยะทางเพียง 13 กิโลเมตร พรมแดนทางทิศใต้จรดทะเลทรายซาฮาราฝั่งตะวันตก และมีแอลจีเรียเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดพรมแดนทางฝั่งตะวันออก และด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์นี้เอง ทำให้โมร็อกโกเปรียบเสมือนสะพานธรรมชาติเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างชาติระหว่างแอฟริกา ยุโรป และโลกอาหรับ ก่อเกิดเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวจนกลายเป็นแรงบันดาลใจต่อการสร้างสรรค์ผลงานแก่คนดังระดับโลกมากมาย ทั้ง ‘ยูจีน (เออแฌน) เดอลาครัวซ์ (Eugène Delacroix)’ และ ‘อองรี มาทิส (Henri Matisse)’ ศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศส รวมถึง ‘อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent)’ แฟชั่นดีไซเนอร์คนดังที่หลงรักโมร็อกโกจนตัดสินใจซื้อบ้านพักไว้ที่นี่ และได้เดินทางมาพำนักหลายต่อหลายครั้งในช่วงชีวิตของเขา
Horizon ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเดินทางสู่โมร็อกโก เริ่มจากการลัดเลาะจากทางใต้สู่ตอนเหนือก่อนที่จะปิดท้ายการเดินทางอย่างอลังการด้วยการตั้งแคมป์ในทะเลทรายซาฮารา เพื่อสัมผัสโมร็อกโกอย่างถ่องแท้ในทุกแง่มุม
Marrakech: Land of Colors and Passion
อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ได้กล่าวถึงเมืองมาราเกช (Marrakech) ไว้ว่า ‘ก่อนมาที่มาราเกช ทุกอย่างเป็นสีดำ เมืองนี้สอนให้รู้จักสีสัน ผมได้เปิดรับแสงสี การผสมผสานที่โดดเด่น และการสร้างสรรค์อันเร่าร้อน’ ดีไซเนอร์ชื่อดังผู้นี้ได้เดินทางมายังมาราเกชครั้งแรกในปี 1966 เขาและ ‘ปิแอร์ แบร์เช (Pierre Bergé)’ ผู้เป็นทั้งคนรักและหุ้นส่วนธุรกิจต่างก็ประทับใจเมืองนี้มาก จนในปี 1980 ได้เป็นตัดสินใจซื้อบ้านซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณ ‘สวนมาจอเรล (Jardin Majorelle)’ ที่สร้างโดยจิตรกรชาวฝรั่งเศส ‘จาค มาจอเรล’ เพื่อรักษาไว้จากการถูกรื้อทำลาย และตั้งชื่อว่า ‘วิลล่า โอเอซิส (Villa Oasis)’ ที่นี่คือบ้านพักที่อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ได้ค้นพบแรงบันดาลใจอันไม่มีสิ้นสุด และได้ถ่ายทอดออกมาอย่างวิจิตรผ่านคอลเลกชันเสื้อผ้าของเขา
ในปัจจุบันทั้งวิลล่า โอเอซิสและสวนมาจอเรลเปิดให้เข้าชม และที่อยู่ไม่ไกลกันยังเป็นที่ตั้งของ ‘พิพิธภัณฑ์อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ มาราเกช (Musée Yves Saint Laurent Marrakech)’ ซึ่งเปิดในปี 2017 อาคารขนาด 4,000 ตารางเมตรนี้ โดดเด่นด้วยผนังอิฐเทอราคอตต้าที่จัดเรียงเป็นลวดลายคล้ายการทอผ้า สะท้อนถึงงานออกแบบของแซงต์ โลรองต์ ภายในจัดแสดงคอลเลกชันอันล้ำค่าจาก ‘มูลนิธิปิแอร์ แบร์เช-อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (The Foundation Pierre Bergé – Yves Saint Laurent)’ ประกอบด้วยเสื้อผ้าโอตกูตูร์เครื่องประดับ และภาพสเก็ตช์มากมาย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดนิทรรศการชั่วคราว หอประชุม ห้องสมุดวิจัยที่รวบรวมหนังสือกว่า 5,000 เล่มเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ แฟชั่น และวัฒนธรรมเบอร์เบอร์ (Berber Culture) ของชนพื้นเมืองในแอฟริกาเหนือซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณ รวมถึงร้านหนังสือและคาเฟ่บนดาดฟ้า
หลังตามรอยแซงต์ โลรองต์ ในเขตเมืองใหม่แล้ว ก็ได้เวลาไปเยือนเขตเมืองเก่าหรือที่เรียกว่า ‘เมดินา (Medina)’ ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1062 โดยมีกำแพงสีส้มขนาดใหญ่ล้อมรอบ ความยาวของกำแพงทั้งหมดวัดได้ 18 กิโลเมตร มีประตูเมืองทางเข้าออกถึงกว่า 20 ประตู อาคารต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเขตเมืองเก่านั้นได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บ้านเรือนแบบดั้งเดิมคุมโทนด้วยสีส้มแดงเป็นส่วนแทบทั้งหมด นั่นจึงที่มาของฉายา ‘นครสีแดง (Red City)’ ซึ่งวิถีชีวิตดั้งเดิมภายในกำแพงเมืองจะทำให้เราต้องมนตร์ราวกับเดินทางย้อนอดีต นอกจากนี้ ‘เมืองเก่าแห่งมาราเกช (Medina of Marrakech)’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโก (UNESCO) ในปี 1985
มาถึง ‘จัตุรัสเมืองเก่า (Jemaa el-Fnaa)’ ที่คลาคล่ำด้วยผู้คนและเต็มเปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวา เพราะเป็นที่ตั้งของตลาดท้องถิ่นที่เรียกว่า ‘ซุก (Souk)’ ที่แปลว่าตลาด ซึ่งมีทั้งโซนตลาดนัดกลางแจ้งจำหน่ายสินค้าจำพวกอาหารท้องถิ่น และโซนร้านรวงต่าง ๆ ที่แทรกตัวอยู่ตามซอกซอยให้นักเดินทางได้เพลิดเพลินกับการจับจ่าย และไม่ไกลจากนั้นคือที่ตั้งของ ‘มัสยิดกุตุบียะฮ์ (Kutubiyya Mosque)’ ตระหง่านด้วย ‘หอคอยมีนาเรต (Minaret)’ ประดับด้วยลวดลายโค้งทรงเรขาคณิตที่หลากหลาย แถบเซรามิกเคลือบสี และมียอดแหลมประดับด้วยโลหะทรงกลมสีทอง 4 ลูก สูง 77 เมตร มองเห็นได้จากระยะไกลถึง 25 กิโลเมตร โดยกฎหมายท้องถิ่นได้ห้ามไม่ให้มีอาคารใดสูงเกินมีนาเรตแห่งนี้ เพื่อรักษาความโดดเด่นของสัญลักษณ์แห่งเมือง ที่นี่ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมอัลโมฮัด และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับสิ่งก่อสร้างชื่อดังอื่น ๆ เช่น ‘หอคอยฮัสซัน (Hassan Tower)’ ในราบัต รวมทั้งยังมีอิทธิพลต่อหอคอย โบสถ์นับพันแห่งในสเปนและยุโรปตะวันออก
‘พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace)’ ที่มีความหมายว่าพระราชวังที่เปล่งประกาย ตั้งอยู่ห่างจากมัสยิดออกมาไม่มาก คือจุดเช็กอินสำคัญที่เป็นดั่งเพชรเม็ดงามของเมือง โดดเด่นด้วยการผสานวัฒนธรรมอิสลามกับศิลปะท้องถิ่นสไตล์โมร็อกโกเข้าด้วยกัน โดยสร้างขึ้นตามหลักพื้นฐานของ ‘ริยาด (Riad)’ บ้านแบบท้องถิ่นที่มีพื้นที่โล่งอยู่กลางบ้านและสวนเล็ก ๆ ที่งดงามอยู่ภายในบริเวณอาคาร เราจะได้เห็นความวิจิตรของงานฝีมือที่แทรกตัวอยู่ทุกพื้นที่ ตั้งแต่พื้นทางเดินทั้งด้านในและด้านนอก ผนัง ซุ้มประตูหน้าต่าง ไปจนถึงเพดาน ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ เช่น ‘กระเบื้องโมเสกเซลิจ (Zellige)’ งานแกะสลักปูนปั้น และเพดานไม้ซีดาร์แกะสลักและลงสีอย่างงดงาม
Casablanca: A City of Contrasts and Endless Energy
ห่างจากมาราเกชขึ้นไปทางเหนือคือที่ตั้งของ ‘คาซาบลังกา (Casablanca)’ เมืองท่าที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่มีวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ แต่ก็ยังคงรักษาไว้ทั้งขนบธรรมเนียมแบบอาหรับมุสลิม และร่องรอยของยุคอาณานิคม
‘มัสยิดฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque)’ เพชรยอดมงกุฎของเมือง คือ สัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนท้องถิ่น ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นหนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีหอคอยมีนาเรตที่สูงเป็นอันดับสองของโลกที่ความสูง 210 เมตร โดยมีความสูงรองจากหอคอยมีนาเรตของ ‘มัสยิดใหญ่แห่งอัลเจียร์ (Djamaa el Djazaïr Mosque)’ ในแอลจีเรียที่มีความสูง 265 เมตร
คาซาบลังกายังมีชื่อเสียงเรื่องสถาปัตยกรรมใจกลางเมืองในรูปแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่เฟื่องฟูในยุคการปกครองของฝรั่งเศสในทศวรรษ 1920 และ 1930 เกิดเป็นการผสมผสานหลักการออกแบบที่เรียบหรูของยุโรปเข้ากับอิทธิพลอันเข้มข้นของโมร็อกโก หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ อาทิ ‘อดีตอาสนวิหารพระหฤทัย (Former Sacred Heart Cathedral)’ ปัจจุบันใช้เป็นศูนย์วัฒนธรรมของเมือง หรือจะเป็น ‘โรงภาพยนตร์ริอัลโต (Cinema Rialto)’ ที่ยังเปิดให้บริการ รวมถึง ‘พิพิธภัณฑ์มูลนิธิอับเดอร์เราะห์มาน สลาวี (Abderrahman Slaoui Foundation Museum)’ ที่ด้านในจัดแสดงเครื่องประดับและศิลปะตกแต่งตามแบบฉบับโมร็อกโกและเบอร์เบอร์ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์เป็นพิเศษ แนะนำการเดินชมเมืองพร้อมมัคคุเทศก์ส่วนตัว เพื่อทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของภูมิทัศน์เมืองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคาซาบลังกา
Rabat: The Capital of Timeless Elegance
จากคาซาบลังกาเดินทางขึ้นเหนือสู่ ‘ราบัต (Rabat)’ เมืองหลวงของโมร็อกโกที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในนาม ‘ราบัต เมืองหลวงสมัยใหม่และเมืองประวัติศาสตร์: มรดกร่วม (Rabat, Modern Capital and Historic City: a Shared Heritage)’ เนื่องจากเป็นเมืองที่ผสมผสานมรดกอาหรับ-มุสลิมเข้ากับความทันสมัยแบบตะวันตกได้อย่างลงตัว
กรุงราบัตประกอบด้วยสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครอง เป็นที่ตั้งของพื้นที่ราชการและส่วนบริหาร ย่านที่อยู่อาศัย และพาณิชย์ รวมทั้ง ‘สวนจาร์แด็ง เดส์เซ (Jardins d’Essais)’ สวนพฤกษศาสตร์อันสวยงาม เมืองใหม่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาในศตวรรษที่ 20 และน่าจะเป็นโครงการที่สมบูรณ์ที่สุดในประเภทนี้
ส่วนที่สองคือ ‘เขตเมืองเก่า (Rabat Old Town หรือ Medina)’ ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 12 ‘หอคอยฮัสซัน (Hassan Tower)’ ที่เริ่มสร้างในปี 1184 สัญลักษณ์ของเมืองซึ่งเป็นหอคอยมีนาเรตของมัสยิดที่ไม่เคยสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ของราบัต ตั้งอยู่ติดกับ ‘สุสานโมฮัมเหม็ดที่ 5 (Mausoleum of Mohammad V)’ ซึ่งเป็นสุสานพระราชาที่เป็นกษัตริย์องค์แรกของโมร็อกโก โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามตระการตาและรายละเอียดที่ประณีตวิจิตร
‘กัสบาห์ เดส์ อูดายาส (Kasbah des Oudaias)’ ป้อมปราการประวัติศาสตร์ที่มีเสน่ห์ด้วยถนนสีน้ำเงินและขาว ตั้งอยู่บนเนินสูงริมแม่น้ำบูเรเกร็ก (Bou Regreg River) มองเห็นวิวแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ภายในมี ‘พิพิธภัณฑ์อูดายา (Oudaya Museum)’ และ ‘สวนอันดาลูเซีย (Andalusian Gardens)’ ที่เป็นจุดพักผ่อนยอดนิยม
เมืองเก่าราบัตผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิถีชีวิตประจำวัน สะท้อนให้เห็นการเดินร่วมทางกันระหว่างการอนุรักษ์อดีตและการดำเนินปัจจุบันที่ต่อยอดไปสู่การสร้างอนาคต
Fez: Living Medieval Masterpiece
ห่างจากชายฝั่งทางตะวันออกของราบัตไปทางตะวันออกราว 200 กิโลเมตร คือที่ตั้งของ ‘เฟซ (Fez)’ หัวใจทางวัฒนธรรมของโมร็อกโก ก่อตั้งขึ้นในปี 789 มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,200 ปี เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอด และยังคงรักษาสภาพของเมืองยุคกลางที่ปราศจากรถยนต์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในโลกในย่านเมืองเก่า ‘เฟซ เอล-บาลี (Fes el-Bali)’ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก
ภาพคุ้นตาของบรรยากาศเมืองเก่า คือ การทำงานของช่างฝีมือท้องถิ่นที่สืบทอดทักษะอายุหลายศตวรรษ ทั้งช่างแกะสลักหิน ช่างทองแดง ช่างทอผ้า และช่างฟอกหนัง ที่ยังคงประกอบอาชีพในร้านเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามซอกซอยต่าง ๆ ท่ามกลางเขาวงกตของถนนแคบคดเคี้ยวกว่า 9,000 สาย นอกจากความวิจิตรงดงามแล้ว ความซับซ้อนของทางเดินเหล่านี้ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวโมร็อกโกอีกด้วย
เฟซยังเป็นที่ตั้งของ ‘มหาวิทยาลัยอัล-กอเราวียิน (Al-Qarawiyyin University)’ ก่อตั้งขึ้นในปี 859 ได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สถาบันการศึกษาแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังคงเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้และศาสนาที่สำคัญของเมืองมาจนถึงทุกวันนี้
Chefchaouen: The Blue Pearl of Morocco
‘เชฟชาอูเอน (Chefchaouen)’ เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากเฟซไปทางทิศเหนือราว 200 กิโลเมตร ณ กลาง ‘เทือกเขาริฟ (Rif Mountains)’ ซึ่งโดดเด่นด้วยอาคารบ้านเรือนและถนนที่ทาสีฟ้าและน้ำเงินเป็นส่วนใหญ่ จึงได้สร้างบรรยากาศที่ไม่เหมือนเมืองใดในโมร็อกโกที่ทำให้ที่นี่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เมืองสีฟ้า (The Blue City)’ อาคารบ้านเรือน กำแพง และถนนหนทางที่ทาโทนสีฟ้าที่มีน้ำหนักของเฉดสีแตกต่างกันทำให้เมืองนี้ดูราวกับเป็นภาพในจินตนาการที่ปรากฏอยู่จริง
การตั้งอยู่ในเทือกเขาริฟทำให้เชฟชาอูเอนล้อมรอบด้วยทิวทัศน์อันน่าประทับใจ และให้ความรู้สึกเหมือนแยกตัวออกจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย เมืองนี้เป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งชาวเบอร์เบอร์ (Berber People) ชาวอาหรับ และชาวยิว ซึ่งก่อให้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ท่ามกลางธรรมชาติตระการ
‘เมดินา (Medina)’ หรือเขตเมืองเก่าของเชฟชาอูเอนเป็นเขาวงกตของซอกซอยแคบคดเคี้ยว สร้างสภาพแวดล้อมที่งดงาม ทุกมุมของเมืองต่างมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง จึงเหมาะทั้งการเดินเที่ยวชมและการเก็บภาพความทรงจำ ‘พิพิธภัณฑ์กัสบาห์ (Kasbah Museum)’ ป้อมปราการประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า จัดแสดงคอลเลกชันสิ่งของโบราณและมีสวนที่สวยงาม เป็นจุดที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมือง และแน่นอนว่ามีตลาดท้องถิ่นเต็มไปด้วยงานฝีมือท้องถิ่น สินค้าต่าง ๆ และอาหารให้ลิ้มลอง
สิ่งที่ทำให้เชฟชาอูเอนแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในโมร็อกโกคือบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลาย จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
Erg Chigaga: Sahara's Ultimate Desert Adventure
การเดินทางสู่โมร็อกโกจะไม่สมบูรณ์หากไม่ได้สัมผัสทะเลทรายซาฮารา และ ‘เอิร์ก ชิกากา (Erg Chigaga)’ คือจุดหมายปลายทางที่จะทำให้ประสบการณ์นี้น่าจดจำที่สุด ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลทรายซาฮาราในโมร็อกโก โดย ‘เอิร์ก’ หมายถึงทะเลทรายที่พื้นที่กว้างใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยทรายที่พัดพาโดยลมเป็นหลัก มีพืชพรรณปกคลุมน้อยมากหรือไม่มีเลย ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทรายที่มีทรายพัดพาโดยลมคลุมพื้นที่รวมกันมากกว่า 125 ตารางกิโลเมตร มีทรายปกคลุมพื้นผิวมากกว่าร้อยละ 20
เอิร์ก ชิกากาเป็น ‘ทะเลเนินทราย (Sea of Sand Dunes)’ ที่ใหญ่ที่สุดของโมร็อกโก มีพื้นที่กว้าง 40 กิโลเมตร ยาว 15 กิโลเมตร และอยู่ห่างไกลจากเส้นทางท่องเที่ยวหลัก มีเนินทรายสูงตั้งแต่ 50 ถึง 300 เมตร จึงสร้างทัศนียภาพซาฮาราที่แสนงดงาม และการเข้าถึงเอิร์ก ชิกากาเริ่มต้นจากเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ‘เอ็มฮามิด เอล กีซลาน (M’Hamid El Ghizlane)’ จากจุดนี้ ผู้มาเยือนสามารถเลือกเดินทางด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือเดินทางด้วยอูฐ ซึ่งทั้งสองวิธีต่างเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัยที่ทำให้ประสบการณ์นี้พิเศษยิ่งขึ้น
เอิร์ก ชิกากาตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกล ยังมีคาราวานเร่ร่อนที่ยังคงใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่นี่เต็มไปด้วยดวงดาวนับล้านที่ปรากฏชัดเจน ตลอดทั้งวัน เนินทรายจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีและแสงไปตามแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่สีทองอ่อนในตอนเช้า ไปจนถึงสีส้มและแดงเข้มในยามพระอาทิตย์ตกดิน ภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่และเนินทรายที่ลอนลูกคลื่นสร้างความรู้สึกถึงความอลังการท่ามกลางความสงบ
พื้นที่นี้เป็นบ้านเกิดของ ‘ชนเผ่าเร่ร่อน อาอิต อัตตา (Aït Atta Nomads)’ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับทะเลทราย ภูมิภาคนี้ยังเคยเป็นจุดพักสำคัญสำหรับคาราวานการค้าข้ามทะเลทรายซาฮารา ซึ่งเชื่อมต่อแอฟริกาเหนือกับแอฟริกาใต้มาตั้งแต่สมัยโบราณ
และท่ามกลางความเงียบงันของทะเลทราย มีเพียงเสียงลมพัดผ่านเนินทราย ใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว นักเดินทางจะได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและได้ทำความรู้จักกับซาฮาราที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมาตลอดหลายศตวรรษ แต่การมาเยือนเอิร์ก ชิกากาไม่เพียงแต่เป็นการสัมผัสทะเลทราย ทว่ายังเป็นการเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเบอร์เบอร์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในหัวใจของทะเลทรายแห่งนี้ การตั้งแคมป์ในทะเลทรายคือการปิดท้ายการเดินทางสู่โมร็อกโกอย่างสมบูรณ์




