
‘KOON’ โรงพยาบาลเฉพาะทาง Palliative Care แห่งแรกของไทย พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร
สร้างความสำเร็จที่ถูกจังหวะและเวลา
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 75 | คอลัมน์ New Generation
‘Palliative Care’ กำลังกลายเป็นแนวทางรักษาที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีความเข้าใจในทางเลือกของแนวทางนี้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ทำให้ ‘โรงพยาบาลคูน (KOON Palliative Care Specialist Hospital)’ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Palliative Care หรือการดูแลรักษาแบบประคับประคอง ถูกสร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยได้อย่างถูกจังหวะและถูกเวลาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ด้วยเสียงตอบรับจากทั้งกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปและผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต ภายใต้การบริหารของ พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร หรือหมอแนต อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต และผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ ผ่านแนวคิด Be near, be around, be with โดยมุ่งหวังไม่เพียงแค่รักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังหวังให้ ‘KOON’ สร้างองค์ความรู้ของ Palliative Care ที่สามารถต่อยอดขยายวงกว้างเพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
‘KOON’ เติบโตสอดรับเมกะเทรนด์โลก
จากเรื่องราวความเชื่อมั่นในแนวทางการรักษาแบบ Palliative Care ของหมอแนตที่ได้เล่าผ่านสื่อต่าง ๆ ถึงการเดินหน้าในบทบาทของแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางของกระบวนการดูแลผู้ป่วยนั้น ไม่เพียงกำลังสร้างองค์ความรู้เฉพาะทางด้าน Palliative Care ที่มีศักยภาพในการขยายผลต่อยอดในวงกว้างขึ้น แต่ยังสามารถนำโรงพยาบาลคูนเข้าร่วมขับเคลื่อนในอุตสาหกรรม Health Care ของเมืองไทยไปในทิศทางสอดรับกับเมกะเทรนด์โลกได้อย่างถูกจังหวะและลงตัว
“ที่นี่ก่อตั้งขึ้นมาหลังจากผ่านวิกฤต COVID-19 ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่ ‘KOON’ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยด้วยวิธีจัดการอาการต่าง ๆ ที่ไม่สุขสบาย ควบคู่ไปกับการดูแลทั้งจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ”
หมอแนตยังบอกด้วยว่า ตัวเธอโชคดีที่มีบุคลากรร่วมทำงานเป็นทีม Support ที่ดีมาก โดยเฉพาะด้านการสื่อสารสู่มวลชนเพื่อให้ทุกคนรู้จัก ‘KOON’ อย่างเข้าใจ และเปิดใจถึงแนวทางการรักษาที่ถือเป็นอีกทางเลือกใหม่ จึงเป็นอีกเหตุผลให้ธุรกิจไปต่อได้ภายใต้โรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ที่ห้องผู้ป่วยให้บริการเต็มทั้ง 30 ห้องตลอดมา
“เป็นระยะเวลา 3 ปีที่เราเติบโตขึ้น สังคมพร้อมรับแนวทางการรักษาแบบ Palliative Care แนตเชื่อว่า หากย้อนไป 10 ปีที่แล้วคงยังทำธุรกิจนี้ไม่ได้ แต่วันนี้ ‘เราพูดถึงความตายเป็นเรื่องปกติมากแล้ว’ ทุกคนเห็นความทุกข์ทรมานของเจเนอเรชันหนึ่งมาเยอะแยะหลายเคส เห็นความทุกข์ทรมานในระยะสุดท้ายของชีวิตก่อนจากไป
ส่วนเหตุผลว่า ‘ทำไมต้อง Palliative Care’ หมอแนตได้เล่าว่า มีความชอบและสนใจแนวทางการรักษานี้โดยไม่รู้ตัวมาตั้งแต่ยังทำงานเป็นหมอรักษาผู้ป่วยวิกฤตในหออภิบาลคนป่วยหรือที่เจ้าตัวเรียกว่า ‘หมอไอซียู’
“การอยู่ไอซียูทำให้เราเห็นเคสคนไข้ทั้งรอดและไม่รอดชีวิต โดยเฉพาะเคสไม่รอดชีวิตแม้จะสู้กันเต็มที่เพื่อให้มีโอกาสแล้วก็ตาม แต่ช่วงเวลาก่อนตายและความตายสำคัญพอกับการมีชีวิตอยู่ แนตอยากเป็นหมอที่มีส่วนรับผิดชอบกับเคสแบบนี้ แต่ด้วยชุดความรู้ที่เรามีตอนนั้น มีแค่การส่งตรวจเลือด การเอกซเรย์ การดูค่าเครื่องช่วยหายใจต่าง ๆ ไม่มีความรู้มิติอื่นของชีวิตเลย จึงเป็นเหตุผลทำให้ตัดสินใจไปเรียนด้าน Palliative Care จากประกายความคิดอย่างเดียวเลยว่า ต้องมีอะไรที่สามารถช่วยคนไข้ในกลุ่มที่เขาไม่รอดชีวิตสิ ไม่ใช่ให้เขานอนอยู่ไอซียู เพื่อรอวันสุดท้ายของชีวิตไปเรื่อย ๆ”
ความสนใจนี้เอง นำไปสู่จุดเริ่มต้นของโรงพยาบาลคูนนั่นเอง โดยหลังลาออกจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้เข้าทำงานเป็นแพทย์ Full Time และเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการของโรงพยาบาลเอกชัย (ธุรกิจของครอบครัว) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอแนตสร้าง Mindset ใหม่ สู่ความเป็นผู้หญิงผู้นำที่ต้องมองในมุมการเติบโตของธุรกิจ มองเห็นเมกะเทรนด์โลกที่ชัดเจน
“จุดเริ่มต้นครั้งแรกจริง ๆ คือ โมเดลธุรกิจ Nursing Home แต่แนตอยากทำงานที่ท้าทายยิ่งกว่า และสร้างอิมแพ็กแก่สังคมในวงกว้าง นั่นทำให้ ‘Palliative Care’ กลายเป็นเสียงในหัวของตัวเอง” และความมุ่งมั่นเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรม ‘โรงพยาบาลคูน’ จึงเกิดขึ้นในปี 2565 และเดินหน้าเรื่อยมาถึงวันนี้
ยึดมั่นกับวิสัยทัศน์ขององค์กร
สำหรับธุรกิจ SF Cinema เริ่มต้นก่อตั้งในปี 2545 โดยเริ่มจากการบริหารและเนรมิตพื้นที่ชั้น 7 ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง (MBK) ภายใต้คอนเซปต์ ‘One Floor Entertainment’ ซึ่งมีทั้งโรงภาพยนตร์ ร้านคาราโอเกะ โบว์ลิง ร้านอาหาร และร้านค้าต่าง ๆ และในปัจจุบันได้ขยายสาขาไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย พร้อมการยึดถือคุณค่าดั้งเดิมตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ
“ตั้งแต่เริ่มต้นในยุคของคุณปู่ (สมาน ทองร่มโพธิ์ ผู้ก่อตั้ง SF Cinema) ท่านชอบดูภาพยนตร์มาก ๆ เมื่อเริ่มทำธุรกิจนี้ หัวใจทั้งหมดของท่านก็คือ ‘Giving People Great Time.’ แล้วก็คือวิสัยทัศน์ของเราที่อยากจะมอบความสุข พร้อมประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทุกคนเมื่อเข้ามาใช้บริการของ SF Cinema ซึ่งยังคงเป็นเช่นนี้ตลอดมา เพราะนี่คือคุณค่าหลักที่พวกเราต่างก็ยึดถือ ในขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาพื้นที่ที่มีอยู่ให้ไปไกลยิ่งกว่าการเป็นโรงภาพยนตร์ นั่นคือการเป็น ‘Entertainment Destination’ ดังที่เล่าไว้ก่อนหน้านี้ครับ”
สำหรับยุคนี้ที่ผู้คนต่างก็สามารถเปิดชมคอนเทนต์ได้จากหน้าจอที่บ้าน คุณบอสในฐานะนักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงแห่ง SF Cinema กลับมีมุมมองด้านบวกว่า การเข้ามาของสตรีมมิงสามารถช่วยส่งเสริมธุรกิจโรงภาพยนตร์ให้ขยายเติบโตได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน
“ผมมองว่าสตรีมมิงเป็นทั้งคู่แข่งที่เป็นพาร์ตเนอร์ไปในตัวด้วย เพราะเขาก็ช่วยทำตลาด ช่วยสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภค อย่าง Demon Slayer คือทุบสถิติการเปิดตัวภาพยนตร์ ซึ่งสตรีมมิงคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อานิเมะเรื่องนี้เป็นที่รู้จักทั่วโลก เมื่อมีกระแสความนิยมก็ทำให้ผู้คนต่างรอคอยให้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ โดยถ้าเป็นเมื่อก่อนคอนเทนต์แบบนี้ เรามองว่าทำการตลาดยาก แต่สตรีมมิงสามารถทำให้เป็นที่รู้จัก เมื่อมาสร้างเป็นภาพยนตร์ คนก็อยากดู แล้วพอกลับไปสร้างในรูปแบบซีรีส์ คนก็กลับไปดูสตรีมมิง ผมก็เลยมองว่ามันเป็น Win-Win Situation”
Palliative Care ของ ‘KOON’ ไม่ใช่การจากลาและความเศร้า
ตลอดเวลากว่า 3 ปีของโรงพยาบาลคูนได้สื่อสารแก่สังคมเสมอมาว่า Palliative Care ของ ‘KOON’ ไม่ใช่การจากลาและความเศร้า แต่เป็นแนวทางการรักษาที่มอบช่วงเวลาที่สวยงามแก่ผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา
“เราไม่ได้เป็น Palliative Care ที่ไปเน้นแค่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น แต่อยากสร้างให้เป็นช่วงเวลาที่สวยงามในความสัมพันธ์ของครอบครัวด้วย วันนี้แนตดีใจและภูมิใจมากที่ตัดสินใจทำ ‘KOON’ ถ้าต้องเทียบว่าอะไรที่ Success ในชีวิต คำตอบคือที่นี่เป็นสิ่งที่ภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่ง โดยภาพลักษณ์ของ ‘KOON’ วันนี้ หลายคนอาจมองเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Palliative Care ที่ดูลักเชอรี ซึ่งจริง ๆ แรกเริ่มแนตก็อยากเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม แต่ด้วยมีความคิดในอีกมิติหนึ่งของตัวเองที่เชื่อว่า ถ้าเราดึงความเข้าใจของกลุ่ม Middle to High ได้ สังคมส่วนอื่นจะเข้าใจเอง ก็ถูกมองเหมือนกัน ที่ว่าทำธุรกิจนี้เพราะเรื่อง Economic ซึ่งแนตมองว่ามันไม่แฟร์สำหรับคนไข้ทุกคนเลย เลยบอกตัวเองใหม่ งั้นก็สร้าง Awareness ก่อนว่า Palliative Care คือความรักนะไม่ใช่ฐานะ ให้เข้าใจกระบวนการรักษาของแนวทางนี้ ซึ่งเมื่อสังคมมองมาแล้วเข้าใจ เราก็จะสื่อสารได้ง่ายขึ้น”
ด้วยความตั้งใจให้ ‘KOON’ สร้างองค์ความรู้แนวทางการรักษา Palliative Care อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้วันนี้ ‘KOON’ สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับคนไข้หลากหลายกลุ่ม รวมถึงโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในหลายแห่ง
“แนตอยากเป็นคนหนึ่งที่กระจายเรื่องนี้ออกไปในวงกว้างที่สุดเท่าที่ความสามารถตัวเองจะทำได้ อนาคตถัดไปยังมีความฝันของตัวเองเลยว่า วันหนึ่งเมื่อตรงนี้นิ่งมาก ๆ และสามารถไปต่อด้วยตัวมันเองได้ แนตอยากเดินหน้าแนวทางการรักษา Palliative Care ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม”
ปักธง ‘KOON’ หวังให้คนไทยทุกคนเข้าถึงได้
“คนไข้หลักที่เข้ามารักษากับ ‘KOON’ เป็นคนไข้ที่ช่วงประมาณ 3-6 เดือนสุดท้ายของชีวิตของอาการเจ็บป่วย ซึ่งหากคนไข้กลุ่มนี้ต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาล ย่อมไม่ส่งผลดีกับอาการป่วยหนัก ดังนั้น การเข้ามาอยู่ที่ ‘KOON’ เซฟตัวเขาได้มากกว่า สบายตัวกว่า ซึ่งเคสของคนไข้กลุ่มนี้มีจำนวนเยอะ แต่เรามีแค่ 30 ห้อง ทรมานใจเหมือนกันที่ไม่สามารถรับทุกเคสได้ แนตจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการแนะนำให้เข้าไปใช้บริการ Palliative Care ที่มีอยู่แล้ว พร้อมให้คำปรึกษาต่าง ๆ ไปด้วยกัน”
สำหรับทิศทางของการบริหารธุรกิจเพื่อขับเคลื่อน ‘KOON’ นั้น หมอแนตเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ตัวเธอมองเป็น 2 แนวทางที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น โดยแนวทางแรกให้ที่นี่เป็น ‘Training Center’ เป็นศูนย์ที่สร้างทั้งองค์ความรู้ด้าน Palliative Care ด้วยทีมงานที่มีความพร้อมในการส่งต่อความรู้ให้กับสังคมหรือหน่วยงานต่าง ๆ
“แนตมองให้เราเป็น Plug-in Service ที่โรงพยาบาลอาจอยากมีแผนกนี้ในกระบวนการรักษาก็สามารถมาคุยกับ ‘KOON’ ได้ มาเป็นพาร์ตเนอร์กับเราแล้วเอา Know How ของเราไปใช้ในองค์กร ร่วมกันเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในโรงพยาบาลรัฐมีแผนก Palliative Care อยู่เกือบทุกโรงพยาบาล แต่อาจจะแตกต่างไปตามบริบทสถานที่นั้น ๆ สิ่งที่ ‘KOON’ จะเข้าไป Support ได้ คือการเข้าไปเติมเต็มกระบวนการรักษาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนอีกแนวทาง คือ ผลิตบุคลากรมาดูแลเรื่องนี้ สำหรับหมอไทยมีความรู้เรื่องนี้กันอยู่ เพียงแต่ไม่ได้โฟกัสด้วย Carrier Path ของหมอที่ทำงานกันหนัก สำหรับในกรุงเทพฯ มีโรงพยาบาล 3 แห่งที่เป็น ‘Training Center’ ผลิตบุคลากรทางด้านนี้ ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช ส่วนต่างจังหวัดก็มีที่เชียงใหม่ และศรีนครินทร์”
ปัจจุบัน โรงพยาบาลคูนให้บริการดูแลรักษาในแนวทาง Palliative Care สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด รวมทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือรักษาไม่หายขาด สามารถเข้ารับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลคูนได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่กับการรักษาหลัก พร้อมวางแผนการรักษาล่วงหน้าเฉพาะบุคคล ดูแลผู้ป่วยเฉพาะทางด้านประคับประคองพร้อมด้วยคลินิกผู้สูงอายุทั่วไป การดูแลผู้ป่วยฟื้นฟูระหว่างการรักษา เช่น เคมีบำบัด ฉายแสง รวมไปถึงออกแบบกิจกรรมบำบัดที่หลากหลายเพื่อดูแลทั้งผู้ป่วยและครอบครัวรายบุคคล เช่น Aroma Lab House of Plant ห้องสมาธิ ศิลปะบำบัด และดนตรีบำบัด ฯลฯ โดยผู้ป่วยสามารถใช้ประกันสุขภาพที่โรงพยาบาลคูนได้เช่นกัน
“สำหรับการรักษาของ ‘KOON’ ในวันนี้ คนไข้ที่เข้าข่ายควรได้รับการดูแล Palliative Care เราดูแลได้หมดนะคะ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน สโตรก ถุงลมโป่งพอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ตับวาย ฯลฯ เรียกว่าเป็นกลุ่มคนไข้ที่ไปต่อไม่ได้แล้ว และนอกจากมี IPD แล้ว เรามี OPD ด้วย แต่ก็ Walk-in ไม่เยอะ และตอนนี้ยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านคนไข้บางคนที่ไม่อยากนอนโรงพยาบาล แต่อยากให้ดูแลเขาที่บ้าน แนตมีทีมหมอและพยาบาลเข้าไปดูแลได้เช่นกัน นอกจากนี้ โรงพยาบาลคูนยังได้คนไข้มาจากการ Refer ของโรงพยาบาลอื่น ๆ เป็นส่วนใหญ่ด้วยเหมือนกัน ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนจากทั่วประเทศ คนไข้บางคนบินมาจากเชียงใหม่ บางคนมาจากภูเก็ต จากสมุยก็มีมาเช่นกัน”
เดินหน้าแผนธุรกิจ ‘KOON’ แห่งที่สอง
ใกล้เปิดตัว ณ อ่าวนาง เมืองกระบี่
ด้วยความมุ่งหวังอยากให้คนไทยทุกกลุ่ม ทุกคน เข้าถึงการรักษาแบบ Palliative Care นอกจากโรงพยาบาลคูน ณ ย่านพระราม 2 ในกรุงเทพฯ แล้ว หมอแนตใกล้เปิดตัว ‘KOON’ แห่งที่สองในจังหวัดกระบี่
“เนื่องจากแผนธุรกิจของเรา คือ อยากเปิดที่อื่น ๆ ด้วย จากเหตุผลสำคัญที่อยากให้คนได้เข้าถึงเยอะที่สุด ฉะนั้นแนวทางหนึ่งที่จะโตไปได้ คือ เปิดให้บริการเพิ่ม ซึ่งสำหรับแนตจะเป็นกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด หัวเมืองต่าง ๆ ก็ได้ อยากทำให้คนไทย ไม่ได้เน้นต่างชาติ ซึ่งโปรเจกต์แรกที่เป็นรูปธรรมแล้วคือที่อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ เราร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่อยากทำและเข้าใจเรื่องนี้ ด้วยมีคนมาคุยกับเราเยอะมากนะคะ อยากให้ ‘KOON’ ไปทำที่โน่นที่นี่ แต่คนเข้าใจจริง ๆ ไม่เยอะ รวมถึงหมอที่อยากทำแนวนี้จริง ๆ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน นี่จึงเป็นอีกความท้าทายของแนตค่ะ”




