
Rare Earth Elements: กับอำนาจเชิงทรัพยากรของจีน
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 74 | คอลัมน์ Smart Investing
Rare Earths หัวใจสำคัญของนวัตกรรม-เทคโนโลยีสมัยใหม่
ธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REEs) คือกลุ่มของธาตุทั้งหมด 17 ธาตุ ประกอบด้วยธาตุแลนทาไนด์ 15 ธาตุ และธาตุโลหะทรานซิชันอีก 2 ธาตุ ได้แก่ สแกนเดียม และอิตเทรียม ซึ่งแม้ว่าธาตุเหล่านี้จะพบในเปลือกโลกในปริมาณมาก เช่น ซีเรียมที่มีปริมาณเทียบเท่ากับทองแดง แต่เนื่องจากความเข้มข้นในแหล่งแร่มักต่ำและต้องผ่านกระบวนการแยกที่ซับซ้อน ทำให้ REEs กลายเป็นแร่หายากในทางปฏิบัติไปโดยปริยาย อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจของ REEs อยู่ที่คุณสมบัติพิเศษทางเคมี แม่เหล็ก และไฟฟ้า ที่ทำให้มันกลายเป็นวัตถุดิบจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม จอ LCD อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน การทหาร และอวกาศ REEs จึงนับว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ในนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่
The Middle East has Oil, China has Rare Earths.
จากบทบาทสำคัญของแร่หายากตามที่กล่าว ความต้องการ REEs ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าการเข้าถึงกลับกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเปรียบดั่งศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยจากข้อมูลของ United States Geological Survey (USGS) ชี้ว่า จีนมีปริมาณสำรองแร่หายากที่ถูกค้นพบมากถึง 44 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของสำรองทั่วโลก ส่งผลให้จีนครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งในด้านปริมาณสำรองของแร่หายากและการผลิต โดยการขุดเจาะแร่หายากจากเหมืองในจีนกว่า 270,000 ตันต่อปี คิดเป็นกว่า 69% ของการผลิตโลก
ขณะที่ สหรัฐฯ ผลิตได้เพียง 45,000 ตันเท่านั้น ยังไม่รวมถึงความสามารถด้านการสกัดและกลั่น ซึ่งองค์กร International Energy Agency (IEA) ระบุว่า จีนครองสัดส่วนสูงถึง 92% จากทั้งโลก ล้วนแสดงให้เห็นว่า จีนไม่เพียงเป็นผู้ผลิตต้นน้ำ แต่ยังควบคุมกระบวนการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าทั้งหมด ส่งผลให้โลกต้องพึ่งพาจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความได้เปรียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากยุทธศาสตร์ระยะยาวที่เริ่มชัดเจนตั้งแต่ปี 1992 เมื่อ เติ้ง เสี่ยวผิง นักการเมืองและอดีตผู้นำนักปฏิรูปที่ยิ่งใหญ่ของจีน กล่าวว่า ‘The Middle East has Oil, China has Rare Earths.’ หลังจากนั้น จีนได้ลงทุนมหาศาลในเหมืองแร่ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายากอย่างเบ็ดเสร็จในทุกขั้นตอน
ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 21 แร่หายากกลายเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงอาวุธล้ำสมัย ด้วยเหตุนี้ จีนในฐานะประเทศที่ครอบครองห่วงโซ่อุปทาน REEs จึงมีอำนาจในการใช้ทรัพยากรนี้เป็น ‘เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์’ ที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยปรากฏให้เห็นชัดเจนในเหตุการณ์สำคัญสามช่วง ได้แก่ ปี 2010, 2019 และ 2025
2010: ใช้ REEs กดดันญี่ปุ่น กรณีพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ
จุดเริ่มต้นของการใช้แร่หายากเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจของจีน เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2010 จากกรณีความขัดแย้งกับญี่ปุ่น เมื่อเรือประมงจีนถูกจับกุมใกล้หมู่เกาะเซนกากุ และญี่ปุ่นปฏิเสธการปล่อยตัวตามที่จีนเรียกร้อง ความตึงเครียดทางการทูตจึงทวีความรุนแรง จีนตอบโต้ด้วยการหยุดส่งออกแร่หายากไปญี่ปุ่นโดยไม่เป็นทางการ ซึ่งกระทบอุตสาหกรรมญี่ปุ่นอย่างหนัก เนื่องจากต้องพึ่งพา REEs จากจีนกว่า 80% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ จนส่งผลให้ราคานำเข้า REEs พุ่งสูงกว่า 20 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี
แรงกดดันดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจปล่อยกัปตันเรือในวันที่ 24 กันยายน หรือเพียงสามวันหลังจีนระงับการส่งออก ทว่าจีนยังคงมาตรการระงับการส่งออกไว้อีกหลายเดือน แสดงให้เห็นว่าจีนไม่ได้มุ่งเพียงต่อรองเพื่อปล่อยตัวกัปตัน แต่ถือโอกาสใช้ REEs เป็นกลยุทธ์ระยะยาว กดดันให้ประเด็นหมู่เกาะเซนกากุกลายเป็นปัญหานานาชาติ และทดสอบท่าทีของญี่ปุ่น เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งแรกของจีนในการใช้แร่หายากเป็นเครื่องต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ และสร้างอิทธิพลในเวทีเศรษฐกิจการเมืองโลก โครงสร้างระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุด วิกฤตการณ์ครั้งนี้ยุติลงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2010 เมื่อทั้งสองประเทศสามารถฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตได้อย่างเต็มรูปแบบ และมาตรการตอบโต้ต่าง ๆ ก็ได้รับการลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญ
2019: ส่งสัญญาณใช้ REEs ต่อรองในสงครามการค้ากับสหรัฐฯ
ในช่วงกลางปี 2019 ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้น หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัท Huawei โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ส่งผลให้จีนเริ่มส่งสัญญาณตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ อย่างเช่นการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไปยังโรงงานผลิตแม่เหล็กถาวร JL MAG Rare-Earth Co. ในมณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตแร่หายากของประเทศ การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังสั่งแบน Huawei และถูกตีความโดยนักวิเคราะห์ทั่วโลกว่าเป็น ‘คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์’ ว่าจีนสามารถใช้อำนาจในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายากเป็นเครื่องมือในการตอบโต้เชิงเศรษฐกิจได้ทุกเมื่อ
ท่าทีดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากคำแถลงของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) ที่ระบุว่า แร่หายากอาจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธตอบโต้ หากสหรัฐฯ เดินหน้าจำกัดเทคโนโลยีจีนต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงของสหรัฐฯ ล้วนต้องพึ่งพา REEs จากจีนเป็นหลัก แม้ในทางปฏิบัติจีนยังไม่ได้ออกมาตรการจำกัดการส่งออกอย่างเป็นทางการ แต่การแสดงท่าทีที่ชัดเจนและแข็งกร้าวดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งกังวลต่อความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน
ท่าทีของจีนในการใช้แร่หายากเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ส่งผลกระทบจนถึงการเก็งกำไรในตลาดทุน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นจีนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแร่หายาก หุ้นของบริษัทในกลุ่ม REEs ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสคาดการณ์ว่า จีนอาจใช้แร่หายากเป็นเครื่องมือกดดันสหรัฐฯ นักลงทุนจำนวนมากแห่เข้าซื้อหุ้นในกลุ่มนี้อย่างคึกคัก เกิดภาวะเก็งกำไรตามความเชื่อว่าหากมีการจำกัดการส่งออกจริง ราคาตลาดโลกของ REEs จะพุ่งสูงขึ้นในทันที แม้อุปสงค์จากฝั่งสหรัฐฯ อาจลดลงก็ตาม
ท้ายที่สุด จีนเลือกที่จะยังไม่ใช้แร่หายากเป็นอาวุธเชิงนโยบายอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2019 โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และแสดงความยืดหยุ่นเพื่อเปิดช่องการเจรจาการค้า ซึ่งในเวลาต่อมาทั้งสองประเทศจึงบรรลุข้อตกลงการค้า Phase One ในต้นปี 2020 ซึ่งถือเป็นการประนีประนอมชั่วคราวท่ามกลางสงครามภาษี การใช้ REEs เป็นเพียง ‘คำขู่ที่มีพลัง’ มากกว่าจะเป็นมาตรการที่นำมาใช้จริงในช่วงเวลานั้น แสดงให้เห็นว่าจีนตระหนักถึงความสำคัญของ REEs ไม่เพียงในฐานะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือเจรจาที่ทรงพลัง ซึ่งจะถูกหยิบมาใช้ด้วยความระมัดระวังภายใต้การคำนวณทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างถี่ถ้วน
2025: ควบคุมการส่งออก REEs อย่างเป็นทางการเพื่อกดดันสหรัฐฯ
ในช่วงเดือนเมษายน 2025 ท่ามกลางความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงหนึ่งมีการเก็บภาษีสูงถึง 145% การตอบโต้ของจีนในครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเก็บภาษีสินค้านำเข้าคืนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการชะลอและเพิ่มความเข้มงวดในการอนุญาตส่งออกแร่หายาก โดยจีนเลือกใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ยานยนต์ และอาวุธของสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาแร่หายากในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ชิปคอมพิวเตอร์และแม่เหล็กถาวร
โดยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2025 จีนได้ออกประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากอย่างเป็นทางการแก่สหรัฐฯ โดยครอบคลุมทั้งวัตถุดิบตั้งต้นจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ อาทิ แม่เหล็กถาวร แร่ธาตุ โลหะผสม โดยเฉพาะ REEs สำคัญ 7 ชนิด ได้แก่ แซมาเรียม, แกโดลิเนียม, เทอร์เบียม, ดิสโพรเซียม, ลูทีเทียม, สแกนเดียม และอิตเทรียม แม้ไม่ได้ระงับการส่งออกโดยสมบูรณ์ แต่มาตรการควบคุมใบอนุญาตก็ได้สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานแก่สหรัฐฯ อย่างยิ่งยวด
กระทั่งวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา การเจรจาระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน โดยการควบคุมการส่งออกแร่หายากได้กลายเป็นประเด็นศูนย์กลางของการเจรจาการค้า จีนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพร้อมผ่อนคลายมาตรการบางส่วน หากสหรัฐฯ ลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่มีต่อจีน ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของแร่เหล่านี้ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงความรุนแรงของอำนาจควบคุมที่จีนมีต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เป็นอีกครั้งที่จีนใช้แร่หายากเป็น ‘เครื่องมือทางการเจรจา’ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้าในระดับระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางทรัพยากรที่จีนครอบครองในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าในสงครามการค้าสมัยใหม่ การควบคุมทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์สามารถใช้เป็นกลไกที่ทรงพลัง ในการสร้างแรงกดดันและต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ
บทเรียนจากทั้งสามเหตุการณ์ชี้ให้เห็นว่า การควบคุมทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์อย่างแร่หายาก หรือ Rare Earths ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในนโยบายต่างประเทศของจีน ซึ่งถูกใช้ทั้งเพื่อการลงโทษ การข่มขู่ หรือเพื่อสร้างอำนาจต่อรองเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ในโลกที่เทคโนโลยีและทรัพยากรเป็นหัวใจของการแข่งขันระหว่างรัฐ แร่หายากจึงถูกยกระดับเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนวางรากฐานและสะสมศักยภาพมาหลายทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเพิ่มบทบาทและอิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศ




