
เจาะโมเดลธุรกิจ ‘เช่าลูก Buddy Homecare’ ของ ทศวรรษ บุญมา กับบริการลูก-หลานชั่วคราว
ดูแลผู้สูงวัย
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 75 | คอลัมน์ All Around Me
‘เช่าลูก’ เป็นบริการของบัดดี้โฮมแคร์ (Buddy Homecare) ที่กำลังถูกพูดถึงผ่านสื่อต่าง ๆ มาตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา เป็นไอเดียที่ถูกปั้นใหม่ให้กลายเป็นโปรเจกต์ที่คุณแบงค์-ทศวรรษ บุญมา หนึ่งในผู้บริหารของที่นี่เล็งเห็นถึงช่องว่างจากการทำงานลงพื้นที่ชุมชนในเมืองเชียงใหม่ที่สะท้อนความต้องการการดูแลผู้สูงอายุว่า ‘ไม่ได้จำกัดแค่ผู้ยากไร้’ แต่ในกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ ‘พร้อมจ่าย!’ ยังขาดคนดูแลในจำนวนไม่น้อยเช่นกัน โมเดลธุรกิจ ‘เช่าลูก...เพื่อนแท้สำหรับผู้สูงวัยที่ต้องการใครสักคนเคียงข้าง’ จึงเกิดขึ้น ด้วยการดำเนินงานภายใต้รูปแบบบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ซึ่งขยายการให้บริการดูแลผู้สูงอายุในทุกระดับด้วยราคาที่เข้าถึงได้
หากคุณยังนึกภาพไม่ออกว่า ‘บริการเช่าลูก’ ของบั๊ดดี้โฮมแคร์ช่วยดูแลสร้างความสุขให้กลุ่มผู้สูงวัยได้อย่างไรบ้าง ลองนึกภาพลูกหลานมาช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดในบ้าน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า มานั่งเป็นเพื่อนคุยคลายเหงา นั่งเป็นเพื่อนกินข้าว สอนเล่นโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok LINE Facebook นอกจากนี้ ยังช่วยตรวจสุขภาพต่าง ๆ ทั้งการวัดความดัน และบริการพาไปทำธุระส่วนตัวนอกบ้าน อาทิ พาไปหาหมอ (เดินเรื่องรับยา ทำเอกสาร ฯลฯ) ไปติดต่อธนาคาร สถานที่ราชการ รวมถึงพาเดินเที่ยวตลาด ไปวัด เป็นต้น โดยคุณแบงค์บอกว่า อัตราค่าเช่าลูกราคา 350 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่แค่รับ–ส่ง แต่เสมือน ‘ลูกหลานชั่วคราว’
ธุรกิจ ‘เช่าลูก’ เข้าร่วม IMET MAX X
“สำหรับบริการ ‘เช่าลูก’ มีคอนเซปต์จากสารตั้งต้นที่ว่า ผู้คนยุคนี้ไม่ค่อยแต่งงาน ไม่ค่อยอยากมีลูก อยากโสด แต่ผมมองว่า สุดท้ายเมื่อแก่ตัวลง คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ยังต้องมีคนพึ่งพา หรือบางคนมีลูกหลานอยู่ด้วย แต่บางวันก็อาจไม่ว่าง ดังนั้น จึงเกิดความต้องการอยากจ้างคนดูแล ไอเดียโมเดลธุรกิจ ‘เช่าลูก’ แบบชั่วคราว คิดเป็นรายชั่วโมง เป็นรูปเป็นร่างขึ้น เพราะผู้สูงอายุบางคนก็ไม่ได้ต้องการรับบริการแบบเต็มวันหรือเป็นรายเดือน ส่วนราคาก็ทำให้เข้าถึงได้ ปรากฏว่า…ได้เสียงตอบรับดีมาก ๆ”
จากราคาที่เข้าถึงได้นี้เอง ทำให้คุณแบงค์ได้รับการติดต่อจากลูกค้าทั้งจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรี รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ แต่ด้วยข้อจำกัดที่อยู่ในเฉพาะพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และข้อจำกัดด้านบุคลากร ทำให้บั๊ดดี้โฮมแคร์ยังไม่สามารถขยายการให้บริการในต่างพื้นที่ได้ แต่ก็เป็นโจทย์ที่เจ้าตัวต้องการต่อยอดธุรกิจให้กระจายสู่จังหวัดอื่น ๆ นอกเหนือจากการให้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยอย่างเต็มตัวนั่นเอง อีกทั้งโมเดลธุรกิจ ‘เช่าลูก’ ยังชนะเลิศในรายการ Win Win WAR Thailand ที่คุณแบงค์บอกว่า ได้คำแนะนำด้านพัฒนาความเข้าใจในเชิงธุรกิจมากยิ่งขึ้น
“บั๊ดดี้โฮมแคร์เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2558 ภายใต้ ‘มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ’ ซึ่งเน้นให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุยากไร้ในเมืองเชียงใหม่ แต่บั๊ดดี้โฮมแคร์ขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เน้นการบริการดูแลผู้สูงอายุตามบ้าน โดยส่งผู้ดูแลไปดูแลลูกค้าผู้สูงอายุที่มีกำลังจ่าย มีทั้งแบบรายวันและรายเดือน เนื่องจากเราทำงานเพื่อสังคม ดังนั้น เงินทุกบาทที่ได้จากการให้บริการ ‘เช่าลูก’ ก็จะเอาไปบริจาคให้ผู้สูงอายุยากไร้ในชุมชนด้วย”
ขับเคลื่อน ‘บั๊ดดี้โฮมแคร์’ ด้วยแพสชัน ‘เพื่อช่วยเหลือสังคม’
ปัจจุบันคุณแบงค์อายุ 31 ปี ทำงานเป็นอาสาสมัครให้กับมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุมาตั้งแต่ตอนเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ทำงานด้านนี้มาโดยตลอด ทำงานตามแพสชันของตัวเองเพื่อช่วยเหลือสังคม
“ผมให้เวลากับการทำงานของมูลนิธิฯ โดยเป็นจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์การรักษาได้ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์เลย แล้วลงเรียนการศึกษาภาคพิเศษในวันเสาร์–อาทิตย์ ซึ่งด้วยเราเป็นเด็กที่คุณยายเลี้ยง เพราะแม่ไปทำงานต่างจังหวัด เลยสนิทกับคุณยาย พาไปหาหมอ ไปวัด ทำโน่นทำนี่ พอไปทำงานจิตอาสาลงชุมชนเจอผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ไม่มีคนดูแล หรือบางคนลูกหลานอยู่แต่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน กลายเป็นตัวเองรู้สึกสงสาร เห็นใจ คุณตาคุณยายกลุ่มนี้ อยากเข้าไปช่วย ไปดูแล ไปเยี่ยม จึงเป็นที่มาให้เริ่มต้นทำงานกับมูลนิธิฯ”
กระทั่งมูลนิธิฯ ก่อตั้งบั๊ดดี้โฮมแคร์ วิสาหกิจเพื่อสังคม โดยให้คุณแบงค์นั่งตำแหน่งผู้บริหารขับเคลื่อนธุรกิจนี้ มาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน โดยบั๊ดดี้โฮมแคร์ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสังคมใน 2 มิติ คือ ช่วยเหลือผู้สูงอายุยากไร้ นำกำไรจากการให้บริการผู้สูงอายุที่มีกำลังจ่ายไปช่วยเหลือผู้สูงอายุยากไร้ในชุมชนของเมืองเชียงใหม่ ส่วนอีกมิติ คือ ให้โอกาสเด็กและเยาวชน ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้เด็กขาดโอกาสได้เรียนต่อในหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง โดยทุกคนจะต้องร่วมทำงานกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำงานเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุของบั๊ดดี้โฮมแคร์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองต่อไป
“ทางมูลนิธิฯ เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย ได้เรียนและอบรมเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ โดยพออบรมเสร็จได้ครบตามชั่วโมงการเรียนการสอนก็จัดหางานของมูลนิธิฯ ให้ทำ นั่นคือการเข้าไปดูแลผู้สูงอายุผู้ยากไร้ในความรับผิดชอบของมูลนิธิฯ เหมือนเรียนจบก็ทำงานใช้ทุนในสัญญาการทำงาน 2 ปี โดยได้ค่าตอบแทนการทำงานด้วย หลังจากสองปี ใครอยากทำต่อก็ทำได้เรื่อย ๆ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ระหว่างที่อยู่กับเรา หลายคนก็สามารถเก็บเงินส่งให้พ่อแม่ได้ ยังได้วิชาความรู้ที่ประกอบอาชีพได้ติดตัวไปด้วย”
ลงพื้นที่ชุมชน ดูแลผู้สูงอายุยากไร้กว่า 35 ชุมชน
ชุมชนที่ทางมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุลงพื้นที่มีกว่า 35 ชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีผู้สูงอายุที่ต้องดูแลจำนวน 200 กว่าราย เจ้าหน้าที่ลงดูแลแต่ละชุมชนกันทั้งปีจนครบทั้งหมด ส่วนเฉลี่ยต่อเดือนอาสาสมัครของมูลนิธิฯ จะเข้าไปดูแลผู้สูงอายุได้ประมาณ 30 กว่าราย
“จำนวนผู้สูงอายุยากไร้ที่ต้องดูแลกว่า 200 ราย ถือว่าเยอะครับ แต่เราทำงานแบบสองส่วน อันแรก คือ ใช้อาสาสมัครของมูลนิธิฯ โดยตรง ซึ่งมีประมาณกว่า 100 คน ลงพื้นที่ ส่วนอีกส่วน คือ ใช้กลไกอาสาสมัครที่เป็น อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ผ่านการอบรมจากบุคลากรทางการแพทย์ตามหลักสูตรของกระทรวงสาธารณสุข) ของชุมชนมาร่วมทำงานกับบั๊ดดี้โฮมแคร์”
สำหรับงานดูแลผู้สูงอายุยากไร้ตามบ้าน คุณแบงค์เล่าว่า เป็นการดูแลในลักษณะที่เรียกว่า Day Care “แต่ละรายให้การดูแลไม่เหมือนกัน บางรายอาจต้องมีการให้อาหารทางสาย บางรายอาจต้องมีเปลี่ยนแพมเพิร์ส ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของมูลนิธิฯ ส่วนอีกภารกิจใหม่ คือ การขับเคลื่อนธุรกิจวิสาหกิจ ‘เช่าลูก’ ที่ให้บริการเสมือนเป็นลูกหลานของกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่”
คุณแบงค์อธิบายรูปแบบการให้บริการ ‘เช่าลูก’ เพิ่มเติมว่า นอกจากมีแบบเช่าเป็นรายชั่วโมง 350 บาทต่อชั่วโมงแล้ว ยังแบบไปเช้าเย็นกลับ และแบบให้บริการเป็นรายเดือน ค่าบริการเริ่มต้นต่อหนึ่งคนที่เดือนละราว ๆ 12,000-25,000 บาท เป็นบริการทั้งสำหรับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ต้องการคนดูแลอยู่ด้วยที่บ้าน ซึ่งอัตราค่าบริการดูแลดังกล่าวขึ้นอยู่กับความยากง่ายในรายละเอียดของงาน โดยก่อนเข้ารับบริการแต่ละเคสนั้น ผู้สูงอายุแต่ละคนต้องผ่านการประเมินเบื้องต้น เช่น สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แค่ไหน ป่วยติดเตียงหรือไม่ จากนั้นทีมบั๊ดดี้โฮมแคร์ก็จะออกแบบแผนการดูแลเพื่อเป็นแนวทางที่เข้าใจและรับทราบตรงกันระหว่างศูนย์บั๊ดดี้โฮมแคร์ พนักงาน และญาติหรือครอบครัวของผู้สูงอายุ
“สำหรับรายเดือน เราให้บริการทั้งคนไข้ติดเตียง หรือบางเคสผู้สูงอายุยังช่วยเหลือตัวเองได้แต่ต้องการคนดูแล มีทั้งให้อยู่ด้วย 24 ชั่วโมง สามารถนอนค้างกับผู้สูงอายุได้ บางเคสก็เช้าไปเย็นกลับ บางเคสดูแลเฉพาะช่วงกลางคืน ส่วนเคสคนไข้ติดเตียงที่อาจต้องดูแลการเปลี่ยนแพมเพิร์ส การพลิกตัวผู้ป่วยทุก ๆ 2 ชั่วโมง หรือการต้องพาเดินออกไปทำกิจวัตร ทำกายภาพบำบัด ให้ช่วยออกกำลังกาย ช่วยอาบน้ำ ฯลฯ ทั้งหมดก็ต้องประเมินอาการกันก่อนแล้วค่อยดำเนินการไปตามข้อตกลง”
‘Buddy Village’ คอมมิวนิตีเพื่อผู้สูงอายุแห่งอนาคต
สำหรับงานของมูลนิธิพัฒนาผู้สูงอายุอุปสรรคสำคัญของบั๊ดดี้โฮมแคร์ในฐานะวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ไม่ใช่แค่การบริหารจัดการ แต่ด้วยเรื่องข้อจำกัดทางการเงินของธุรกิจที่ยังสร้างกำไรได้ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือทั้งหมด
“เนื่องจากเราตั้งราคาไม่ได้แพงมาก ทำให้ต้องเปิดช่องทางการรับบริจาคจากประชาชนทั่วไป รวมไปถึงองค์กรต่าง ๆ ที่อยากให้การสนับสนุนเพื่อเพิ่มรายได้ รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่น มีคำถามบ่อยมากว่า ‘เราคัดกรองดีแค่ไหน’ รับมือกับปัญหาเรื่อง ‘มิจฉาชีพ’ อย่างไร ในการส่งผู้ดูแลเข้าไปให้บริการผู้สูงอายุที่ถือเป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ถูกหลอกให้เสียเงินเสียทรัพย์สิน เราจึงต้องใช้สถานะการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมมาเป็นตัวยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า”
นอกจากนี้ บั๊ดดี้โฮมแคร์ยังให้บริการ ‘เช่าเตียง’ (เตียงผู้ป่วย) ‘เช่าห้องประชุม’ ของ Buddy Space ซึ่งเป็นร้านกาแฟตั้งอยู่ในโครงการรวมโชค เมืองเชียงใหม่ มีห้องประชุมเปิดให้บริการชั่วโมงละ 150 บาท ได้ทั้งจัดเวิร์กช็อป จัดประชุม หรือมานั่งทำงานนอกสถานที่ในพื้นที่แห่งนี้
แผนธุรกิจต่อไปในอนาคตของบั๊ดดี้โฮมแคร์ คือ การสร้าง ‘Buddy Village’ ให้เป็นคอมมิวนิตีในการทำกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ “ธุรกิจตอนนี้เน้นให้บริการตามบ้าน แต่ต่อจากนี้ เรามีแผนปรับเปลี่ยนให้มี ‘Buddy Village’ ซึ่งอยู่ระหว่างหาพื้นที่กันอยู่ นอกจาก Buddy Village จะเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมแล้ว ยังมีบริการรับฝากผู้สูงอายุได้อีกด้วย ให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับ Nursing Home โดยค่าบริการอยู่ในระดับที่จับต้องได้เช่นเดิม แม้จะมีแผนธุรกิจมากขึ้น แต่บัดดี้โฮมแคร์ก็จะยังคงความเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเช่นเดิม”
‘ธุรกิจเช่าลูก’ ไม่ใช่ Nursing Home หรือบ้านพักคนชราทั่วไป แต่เป็นธุรกิจตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุในสังคมเมือง และนี่คือ ‘โมเดลธุรกิจเช่าลูก’ ที่คุณแบงก์บอกว่า สามารถนำไปคิดต่อยอดสู่ธุรกิจที่เติบโตได้ไกลขึ้นภายใต้เมกะเทรนด์โลก ‘สังคมผู้สูงอายุ’ สำหรับ ‘บั๊ดดี้โฮมแคร์’ เป็นการจ่ายเพียงแค่ชั่วโมงละ 350 บาท ก็สามารถมีลูกหลานทันใช้เป็นของตัวเองได้ง่าย ๆ
- ทำ Research ในพื้นที่ให้บริการ ‘เช่าลูก’ มีความต้องการของผู้ขอรับบริการเช่าลูกมากน้อยแค่ไหน (คุณแบงค์แนะนำว่า ‘สังคมเมืองจะเหมาะกับธุรกิจนี้มากกว่า’)
- บุคลากรผู้ทำหน้าที่ ‘ลูก-หลาน’ จำนวน 10-20 คน (สามารถจ้างเป็นลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว) โดยผ่านการอบรมจากบุคลากรหรือผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุที่ต้องสามารถช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปฐมพยาบาล ความเข้าใจทั้งในเรื่องของร่างกายและจิตใจผู้สูงอายุ จิตวิทยาการอยู่กับผู้สูงอายุ เรียนรู้เรื่องการเป็นผู้สูงอายุ เป็นต้น




