
ลูกจรรย์–บุญยวีร์: จาก Passion ในวัยเด็ก สู่เชฟรุ่นใหม่ที่กำลังสร้าง Signature รสชาติของตัวเอง
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 76 | คอลัมน์ New Generation
เส้นทางสู่การเป็นเชฟของ ลูกจรรย์-บุญยวีร์ ภาคย์วิศาล เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ยืนยันว่า ‘การค้นพบสิ่งที่ชอบตั้งแต่อายุน้อย’ และ ‘ความกล้าที่จะลุยไปให้สุดทางอย่างเชื่อฟังหัวใจตัวเอง’ เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่เป้าหมายตามที่ฝัน ทั้งจากการเข้าแข่งขัน Junior Masterchef Thailand Season 1 เมื่อ 13 ปีก่อน ทำให้เด็กหญิงลูกจรรย์ในวัย 11 ปี เริ่มเห็นสิ่งที่ชอบชัดเจน และเมื่อต้องเรียนต่อปริญญาตรีจึงมุ่งศึกษาต่อสายตรงด้านการทำอาหารที่ประเทศฝรั่งเศส หาโอกาสฝึกฝีมือในร้านระดับมิชลิน ก่อนตัดสินใจกลับมาสานฝันต่อที่เมืองไทย พร้อมก้าวสู่เวทีแข่งขันอีกครั้งในรายการ Hell’s Kitchen Thailand Season 1 เพื่อท้าทายตนเอง และแสดงศักยภาพด้วยการเป็นผู้เข้าแข่งขันอายุน้อยที่สุดในรายการ แต่สามารถเข้าไปถึงรอบ Semi Final ถือเป็นการเปิดตัว พร้อมปักหลักในอาชีพเชฟอย่างเป็นทางการ
และล่าสุด…นอกจากเป็น Chef de Partie ดูแลครัวเย็นประจำห้องอาหาร Anne-Sophie Pic Le’ Normandie โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลแล้ว เจ้าตัวยังจัดสรรเวลามาสร้างสรรค์งานผ่านโปรเจกต์ต่าง ๆ ในฐานะ Creative Chef & Consultant โดยไม่ทิ้งเป้าหมายในฝันที่อยากพาอาหารไทยไปโด่งดังเป็นที่รู้จักในระดับโลก
จากเชฟวัยเยาว์ก้าวสู่มืออาชีพ
“จริง ๆ แล้วทางเดินสายอาชีพของลูกจรรย์ไม่ได้เป็นเส้นตรงเสียทีเดียวตั้งแต่วันแรก ตอนอายุ 11 ขวบ เห็นประกาศรับสมัครเข้าแข่งขันในรายการแข่งทำอาหาร Junior Masterchef Season 1 ทางช่อง 3 ก็อยากลองไปแข่งขันดู และ ชอบทำอาหารอยู่แล้ว เพราะเป็นกิจกรรมวันหยุดในครอบครัวเรา แล้วพอได้ซ้อมทำอาหารบ่อย ๆ ก็รู้สึกว่าชอบสิ่งนี้ คิดว่าเราอาจจะไปได้ดีทางนี้”
ทั้งโอกาสได้เป็นพิธีกรรายการเกี่ยวกับอาหาร ‘หม้อข้าวหม้อแกง’ ของช่องไทยพีบีเอส ตั้งแต่อายุ 12-18 ปี ทั้งการพา ตัวเองไปลองฝึกงานในโรงแรม Sheraton Grand Sukhumvit ที่กรุงเทพฯ ล้วนตอกย้ำในแพสชันด้านการทำอาหารและเสริมประสบการณ์ เธอจึงไม่ลังเลที่จะไปต่อให้สุดทางด้วยการเลือกเรียนต่อที่ International Culinary Arts and Management, Institut Paul Bocuse, Écully เมืองลียงในประเทศฝรั่งเศส
“ตอนนั้นคิดว่าไม่มีอย่างอื่นที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นหรืออยากทำ ยกเว้นเรื่องอาหาร เหมือนทุกอย่างค่อย ๆ ส่งเป็น แรงผลักดันให้เดินไปในเส้นทางนี้ เพราะแพสชันของเราอยู่ตรงนั้น”
การเรียนทำอาหารในประเทศที่เป็นต้นตำรับของครัวฝรั่งเศสกับเชฟมืออาชีพตัวจริง เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสจริง ตามคำเตือนจากคนรอบตัว แต่ด้วยวัยเยาว์ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังทำให้เธอผ่านทุกอย่างมาได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยวิธีคิดง่าย ๆ “ถ้าเราคิดว่าเลือกมาทางนี้แล้ว ก็ต้องเต็มที่กับมัน เวลาที่เรารู้สึกเหนื่อยหรือท้อมาก เราก็ใช้เวลาวันหยุดออกไปใช้ชีวิตนอกครัว เที่ยวเล่นกับเพื่อน สนุกสนาน เฮฮา ตามปกติของเรา งานครัวเครียดที่สุดก็จริง แต่พอเสร็จคือจบ เราก็ไปฉลองกัน”
ถึงแม้จะสนุกกับชีวิตในต่างแดน ได้ฝึกงานกับเชฟชื่อดังในหลายร้านระดับมิชลินสตาร์ หากแต่การทำงานหนักในครัว ตลอดเวลาโดยไม่ได้ใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ ทำให้หญิงสาววัยต้น 20 เริ่มลังเลใจอีกครั้งในเส้นทางอาชีพ จึงตัดสินใจกลับเมืองไทย หลังเรียนจบเพื่อลองทำงานด้านอื่น ๆ ในวงการอาหารดูบ้าง โดยเป็นจังหวะพอดีกับรายการแข่งขัน Hell’s Kitchen Thailand Season 1 ที่เปิดรับสมัคร เธอซึ่งไม่เพียงเป็นผู้เข้าแข่งขันอายุน้อยที่สุดที่ผ่านการคัดเลือก แต่ยังสามารถพาตัวเองเข้าไปได้ถึงรอบ Semi Final ถือเป็นใบเบิกทางเริ่มต้นอาชีพเชฟอย่างเป็นทางการในบ้านเกิดตนเอง
ทุกการแข่งขันล้วนทำให้เติบโต
“ลูกจรรย์โตมากับการแข่งขันมาโดยตลอด คิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราเติบโตอย่างเร็วในระยะเวลาอันสั้น เหมือนการเทรน และผลักดันตัวเองให้ออกจาก Comfort Zone บังคับตัวเองให้ไปอยู่ในจุดที่เราไม่อยากอยู่ ซึ่งทุกการแข่งขันมักจะเป็น Growing Point ของเราเสมอ พร้อมเติบโตขึ้นจากความท้าทาย ทำให้เป็นคนที่สามารถทำงานได้ภายใต้ความกดดัน และต้องคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้มีคนรู้จักเรามากขึ้น สามารถต่อยอดไปเป็นธุรกิจหรืองานอื่น ๆ ได้ และยังทำให้เราค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวเองด้วยเหมือนกัน”
ลูกจรรย์บอกว่าจุดแข็งของตัวเองน่าจะเป็นความที่เป็นเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง เลยสามารถคิดสร้างสรรค์ และ Express ตัวเองได้อย่างไม่มีขีดจำกัดทางความคิด ส่วนจุดอ่อนมองเป็นเรื่องประสบการณ์ที่ยังต้องเก็บเกี่ยวเพิ่มเติม
“อย่างตอนไปแข่ง MasterChef: The Professionals Thailand ที่รวมเชฟ All Star รู้เลยว่าต้องทำงานในครัวเพิ่ม มากขึ้ึน ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เป็น Concrete Experience เพื่อเป็นเชฟที่สามารถยืนอยู่ได้ในสายอาชีพ”
อายุน้อย ร้อยประสบการณ์ พร้อมความเชี่ยวชาญ
ทั้งงานบริหารร้านอาหารและงานครัว
หากจัดทำเนียบเชฟอาชีพตามเกณฑ์อายุ วัย 24 ปีของเชฟลูกจรรย์ในวันนี้ย่อมถูกบรรจุในหมวดเชฟรุ่นใหม่อายุน้อย แต่หากลองวัดกันด้วยประสบการณ์ Range อันดับน่าจะกลับสวนทางกัน เนื่องจากเจ้าตัวสะสมความสามารถในการทำอาหารมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าแข่งขันทำอาหารตั้งแต่เด็ก ร่วมเป็นพิธีกรรายการด้านอาหารที่ได้เดินทางทั่วประเทศไทยเพื่อหาวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นเมนู ได้ฝึกงานในครัวฝรั่งเศสกับเชฟระดับตำนาน ฝึกทำงานภายใต้ความกดดัน เรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากการเข้าแข่งขันสองเวทีใหญ่ มีโอกาสได้ทำโปรเจกต์ Pop-Up ออกแบบเมนูเพื่อโปรโมตร้านชั่วคราวและร้านอาหาร Sanitwong ล่าสุดยังได้ทำงานประจำกับเชฟต้นแบบอย่าง Chef Anne-Sophie Pic เชฟหญิงชาวฝรั่งเศสที่ได้ดาวมิชลินมากที่สุดในโลก
“เรื่องที่เก่งขึ้นแน่นอน คือ การบริหาร ทั้งเวลาและผู้คน เพราะการเข้าไปอยู่ในครัวของ Chef Anne-Sophie Pic ต้อง เจอคนมากมายหลากนิสัยหลายประสบการณ์ ทำให้เราต้องรู้จักบริหารคน บริหารความรู้สึกและงานไปพร้อม ๆ กัน ต้องสร้าง ความสมดุล ระหว่างการบริหารคนและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ร่วมงานด้วยกัน แล้วยังต้องบริหารเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงานครัว”
เมื่อถามว่า…อะไรคือคุณสมบัติสำคัญสำหรับการจะเป็นเชฟที่ดี ‘ความอดทน’ คือคำตอบที่ได้รับจากเชฟ Gen Z ส่วนสไตล์เฉพาะตัวในการออกแบบสร้างสรรค์เมนูของเชฟลูกจรรย์ เห็นได้ชัดว่าความสนใจใน Local Ingredient และ Sustainable Food อยู่ในหัวใจเชฟรุ่นใหม่คนนี้เสมอมา
“เมนูที่ลูกจรรย์ทำในงานของตัวเองจะเลือกวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก ตั้งแต่ผัก สมุนไพร โปรตีน แอลกอฮอล์ที่ใช้ก็จะเป็นของท้องถิ่น ยกตัวอย่างเมนูล่าสุดที่ชื่อว่า ‘JARRED’ เกี่ยวกับการหมักดอง ก็จะใช้วัตถุดิบจากหลายภูมิภาคในไทย เช่น เหล้าอุจากสุราษฎร์ธานี สาโทจากสุรินทร์ ใบชะครามจากสมุทรสงคราม กระวานจากจันทบุรี มาจากประสบการณ์ที่เคยทำรายการตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเดินทางทั่วประเทศไทยขึ้นเหนือล่องใต้ ได้เห็นวัตถุดิบท้องถิ่นมากมาย ก็ใช้พวกประสบการณ์นี้มาสร้างสรรค์เมนู เป็นเทคนิคการทำอาหารแบบฝรั่งเศสแต่ใช้วัตถุดิบไทย ทำให้ได้เห็นอีกมุมหนึ่งที่มีจุดเด่นขึ้นมาในงานเชฟของเรา”
ก้าวต่อไปของชีวิต ขอพาครัวไทยไประดับโลก
สำหรับคนเป็นเชฟ การมีร้านอาหารหรือครัวของตนเองล้วนเป็นเหมือนหนึ่งหมุดหมายในใจ เชฟลูกจรรย์ก็เช่นกัน เพียงแค่ระหว่างนี้ขอเวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากทุกงานให้เต็มที่ รวมถึงค่อย ๆ ค้นหาแนวทางรูปแบบที่จะสะท้อนความเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจนที่สุด
“ปกติเป็นคนไม่ค่อยคิดล่วงหน้านาน โอกาสและจังหวะชีวิตของเรา เหมือนชื่อของเรา คือมันมหัศจรรย์ ดังนั้นจึงให้มันไปเรื่อยๆ ตามสเตป แต่สุดท้ายแล้วก็อยากมีอะไรเป็นของตัวเอง ถ้าไม่ใช่ร้านอาหาร ก็อาจเป็นโปรดักต์หรือธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ความฝันของเราคืออยากนำอาหารไทยไปไกลสู่ครัวโลกมากขึ้น ด้วยความที่เคยอยู่ต่างประเทศ จึงเห็นว่ายังมีช่องว่างที่อาหารไทยเราสามารถที่จะไปลงได้ในเวอร์ชันทันสมัย คิดว่าตัวเองมีแรง มี Energy มีความ Creative ที่สามารถทำให้คนเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอาหารไทยได้ ไม่เชยหรือล้าสมัย อยากนำอาหารไทยเข้าสู่ครัวที่เป็นอินเตอร์มากขึ้น แล้วก็พรีเซนต์ออกมาในเวอร์ชันที่ดูสนุก ดูเท่ เข้าถึงคนรุ่นใหม่
“เอาเข้าจริงก็อาจไม่ได้หยุดแค่อาหาร ทั้งการทูต วัฒนธรรม ไทยเรามีซัปพลายมากมาย แต่สิ่งที่จะช่วยต่อยอดให้ใปเผยแพร่ที่อื่นได้คือ เทคโนโลยีกับ Innovation ซึ่งถ้าเราได้แรงซัปพอร์ตจากคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มารวมกับความคิดสร้างสรรค์และความรู้เกี่ยวกับอาหาร ก็น่าจะส่งให้ไปถึงจุดที่สามารถสู้กับอาหารจากประเทศอื่น ๆ ได”
ไม่ต่างอะไรจาก ‘ต้มยำกุ้ง’ อาหารไทยที่คนทั่วโลกรู้จัก และเป็นเมนูที่เชฟลูกจรรย์เลือกใช้ในการอธิบายตัวตนของเธอ ด้วยเหตุผลที่ว่า “มีครบรส ทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ดลึก ๆ เหมือนช่วงชีวิตที่มีหลายมุม เผ็ด ร้อน ท้าทาย แต่สุดท้ายแล้ว ทุกรสชาติมันทำให้เราเป็นตัวเองในวันนี้ ใครกินก็รู้สึกถูกใจ เพราะความแซ่บ”




