
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์พุ่ง! ถึงเวลาปรับพอร์ตหุ้นไทย
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 76 | คอลัมน์ Smart Investing Strategy
โลกเดือด! หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน
การเริ่มปฏิบัติการทางอากาศโจมตีอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ หรืออาจขยายตัวในวงกว้างเป็นสงครามภูมิภาค เราจึงได้ประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็น 3 ฉากทัศน์ (กรณีฐาน กรณีดี และกรณีเลวร้าย) โดยมีประเด็นสำคัญ คือ
1. การตอบสนองของราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุน ในกรณีฐาน เราคาดว่าราคาน้ำมัน Brent จะแกว่งตัวขึ้นมาแถว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลชั่วคราว ก่อนปรับตัวลงมาแถว 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่หากสถานการณ์เลวร้าย มีโอกาสทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยกลุ่มที่คาดจะได้รับผลกระทบเชิงบวกมากที่สุด คือ กลุ่มพลังงานต้นน้ำ และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด คือ สายการบิน ขนส่ง และท่องเที่ยว
2. กำไรตลาดหุ้นไทย (SET EPS) มีความเสี่ยงจะถูกปรับลงราว 5% สำหรับกรณีฐาน และ 10% สำหรับกรณีเลวร้าย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลงและมีผลกระทบต่อตลาดมากที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก โรงแรม และสายการบิน แต่กลุ่มพลังงานจะช่วยพยุงกำไรตลาดได้บางส่วน 3. การประเมินมูลค่าหุ้นไทยอาจถูกปรับลง (De-Rate) จากความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประมาณการ SET Index ปีนี้ตามปัจจัยพื้นฐานในกรณีฐาน กรณีดี และกรณีเลวร้าย คาดที่ประมาณ 1450, 1380 และ 1200 ตามลำดับ
พฤติกรรมตลาดหุ้นหลังเกิดความขัดแย้งในอดีต
จากการศึกษาเหตุการณ์สงคราม-ความไม่สงบในต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 1939 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุดหรือประมาณ 3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน ส่วนตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกัน จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -6.6% และใช้เวลาประมาณ 18 วันแตะจุดต่ำสุดหรือประมาณเกือบ 4 สัปดาห์ แต่การฟื้นตัวกลับมาที่เดิมของตลาดหุ้นไทยใช้เวลาไม่แน่นอน ส่วนหนึ่งอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาผสมโรงและภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลัง COVID-19 มีความอ่อนแอลงมากขึ้
อย่างไรก็ดี เราขอตั้งข้อสังเกตการตอบสนองเชิงลบต่อเหตุการณ์ในระยะหลัง ๆ (หรือ 5 ครั้งล่าสุด) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงเฉลี่ยเพียง -3.3% และใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์แตะจุดต่ำสุด นอกจากนี้ ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่สงบในระยะหลังจะเป็นเหตุการณ์ที่จำกัดวง-ไม่ลุกลามบานปลายเป็นสงครามในวงกว้าง แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดหุ้น EM มักถูก ‘Sell off’ ก่อนเพื่อดึงเงินกลับภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น
หุ้นคุณภาพดี (เน้นพลังงานต้นน้ำ) และหุ้นปันผลสูงเป็นเกราะป้องกันรับมือความไม่แน่นอนของสงคราม ภายใต้ความเสี่ยงของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หุ้นที่เราคาดว่าจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดจะเป็นหุ้นคุณภาพดีที่แนวโน้มกำไรเติบโต และหุ้นปันผลสูง เพราะมีกระแสเงินสดมั่นคง มีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจต่ำ และมีการจ่ายปันผลที่น่าพอใจ เราแนะนำกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ค้าปลีก (MRDIYT) นิคมฯ(WHA) สื่อสาร (TRUE) และอื่น ๆ (PRM) หุ้นเด่นประจำไตรมาส 2/2026 แนะนำ MRDIYT, PRM, PTTEP, TRUE และ WHA
- MRDIYT : บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าประเภทอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยภายใต้ชื่อร้าน ‘MR. D.I.Y.’ แนวโน้มการเติบโตสดใสจากการขยายสาขาเชิงรุกและมาร์จินที่สูงจากประสิทธิภาพเครือข่ายในการจัดซื้อทั่วโลก ผสานกับดอกเบี้ยจ่ายคาดจะลดลงต่อเนื่องจากการจ่ายคืนหนี้ แนวโน้มยอดขายต่อสาขาเดิมยังเติบโตจากแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 500 รายการต่อเดือน จะปันผล 0.06 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 11 พฤษภาคม เป้าพื้นฐาน 10 บาท
- PRM : บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป และปิโตรเคมีเหลว ทางเรือให้กับลูกค้าตามความต้องการอย่างครบวงจร รวมถึงการให้บริการ
- เรือขนส่งที่ให้การสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล และการบริหารจัดการเรือ แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงคาดจะหนุนความต้องการเก็บน้ำมันมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มกำไรปี 2026F ยังเติบโตชัดเจนจากเรือใหม่ 5 ลำ และอัตราการใช้กำลังเรือที่เพิ่มขึ้น PER ปีนี้ราว 9 เท่า ปันผลปีละ 7% โดยจะปันผล 2H25 จำนวน 0.25 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 พฤษภาคม เป้าพื้นฐาน 9.1 บาท
- PTTEP : บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม และธุรกิจพลังงานสะอาด รวมทั้งพลังงานรูปแบบใหม่แห่งอนาคต เป้าพื้นฐาน 130 บาทของเราในปัจจุบันมีความเสี่ยงด้านสูง (Upside Risk) เนื่องจากอิงสมมติฐานราคาน้ำมัน Brent ในปี 2026F/2027F ที่ 65 และ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะมีผลต่อประมาณการกำไรปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 3% และมีผลต่อ NAV ของ PTTEP ประมาณ 3 บาท/หุ้น นอกจากนี้ หุ้นโภคภัณฑ์อย่าง PTTEP ยังป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้อีกด้วย แถมยังมีเงินปันผลสูงราว 5-6% ต่อปีในช่วง 2 ปีข้างหน้า
- TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม บริการด้านดิจิทัลครบวงจร และดิจิทัลคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ รายงานกำไร 4Q25 ที่ 4 พันล้านบาท ดีกว่าคาด +154% QoQ และพลิกจากขาดทุน 7.5 พันล้านบาท YoY พร้อมจ่ายปันผล 0.12 บาท/หุ้นที่สูงกว่าคาด ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 8 พฤษภาคม เป้าหมายของบริษัทปีนี้ยืนยันแนวโน้มกำไรฟื้นตัวก้าวกระโดด +149% และปีหน้าเติบโตต่อ +22% คาดให้ผลตอบแทนปันผลปีนี้เพิ่มขึ้นแตะ 3% จากแนวโน้มกำไรที่ดีขึ้น การควบคุมต้นทุน และปรับลด CAPEX ลง เป้าพื้นฐาน 15.8 บาท
- WHA : บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทเป็นผู้นำในการให้บริการแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าในธุรกิจโลจิสติกส์ นิคมฯ สาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัล บริษัทมีนโยบายในการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ (WHART WHAIR และ WHABT) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงการในอนาคตอย่างต่อเนื่อง และมีนโยบายลงทุนในกองทรัสต์เพื่อสร้างผลตอบแทนในรูปเงินปันผลสม่ำเสมอ โมเมนตัมการขายที่ดินปีนี้คาดจะดีขึ้นจากแรงหนุน ‘Thailand Fast Pass’ จะขึ้น XD 11 พฤษภาคม ปันผล 0.1438 บาท/หุ้น เป้าพื้นฐาน 4.90 บาท




