
บล.ทิสโก้พลิกเกม ส่ง AI คุมพอร์ต ครบหุ้นโลก ชูวิจัยแกร่ง
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 76 | คอลัมน์ Exclusive
กว่าครึ่งศตวรรษที่บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งมั่นในการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนแก่ลูกค้าบุคคลและสถาบัน โดยให้ความสำคัญกับงานวิจัยเชิงคุณภาพที่มีมาตรฐานสากล ยึดมั่นในหลักการทำงานอย่างมืออาชีพ และดำเนินธุรกิจภายใต้มาตรฐานจริยธรรมตามหลัก ‘บรรษัทภิบาล’ จึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาคมาโดยตลอด
เมื่อผนวกกับความร่วมมือจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง Jefferies (เจฟฟรีส์) โบรกเกอร์ชั้นนำระดับ Top 10 ของสหรัฐฯ และการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแอปพลิเคชัน InvestiFi+ แอปพลิเคชันซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ออนไลน์ ภายใต้การบริหารของ ‘คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (บล.ทิสโก้) ทำให้มั่นใจได้ว่า ‘ลูกค้า’ ของ บล.ทิสโก้จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่การสร้างความมั่งคั่งบนกระดานหุ้นทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน
ปรัชญา ‘Research Driven’ รากฐานความมั่งคั่งที่ไม่มีทางลัด
หัวใจสำคัญที่ทำให้ บล.ทิสโก้แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาดอย่างชัดเจน คือความเชื่อมั่นในอำนาจของข้อมูลและการวิจัยที่หยั่งรากลึกมานาน คุณไพบูลย์เน้นย้ำว่า บทบาทหลักของ บล.ทิสโก้ คือ การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ให้คำแนะนำผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีที่สุด ไม่ใช่คำแนะนำที่ฉาบฉวยหรือคิดไปเอง ‘ทีมวิจัยของ บล.ทิสโก้’ ถือเป็นทีมขนาดใหญ่ที่มีระบบตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด โดยบริษัทเป็นเจ้าแรก ๆ ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยหุ้นอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้งานวิจัยของ บล.ทิสโก้ได้รับการยอมรับอย่างสูง และเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทุกกลุ่ม
ความลุ่มลึกของงานวิจัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการสะสมองค์ความรู้และ Big Data ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัทในปี พ.ศ. 2518 ทำให้ บล.ทิสโก้เติบโตมาจากการให้บริการกลุ่มลูกค้านักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพงานวิจัยระดับสูงมาก ส่งผลให้ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากกลุ่มลูกค้าสถาบันสูงกว่าโบรกเกอร์เจ้าอื่น ๆ ในประเทศที่เน้นลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก สิ่งนี้เองที่เป็นหลักประกันว่า คำแนะนำที่นักลงทุนรายย่อยได้รับจาก บล.ทิสโก้ คือคุณภาพเดียวกับที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกเลือกใช้
“งานวิจัยของ บล.ทิสโก้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนไทย แต่ยังก้าวไกลสู่ระดับสากลผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Jefferies (เจฟฟรีส์)’ โบรกเกอร์ชั้นนำระดับ Top 10 ของสหรัฐฯ ความสัมพันธ์นี้ทำให้งานวิจัยหุ้นไทยของ บล.ทิสโก้ ถูกส่งต่อไปยังนักลงทุนทั่วโลกภายใต้แบรนด์ ‘TISCO-Jefferies’ ในขณะเดียวกัน บล.ทิสโก้ก็ได้รับข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ระดับ Global จากเจฟฟรีส์ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่เจฟฟรีส์มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ทำให้ที่ปรึกษาของ บล.ทิสโก้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลหุ้นไทยกับคู่แข่งระดับโลกได้อย่างลึกซึ้งและทันเหตุการณ์”
‘InvestiFi+’ นวัตกรรม AI ที่เป็นมากกว่าแค่แอปฯ เทรดหุ้น
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน บล.ทิสโก้ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน ‘InvestiFi+’ เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น แอปพลิเคชันนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นเพียงแพลตฟอร์มสำหรับกดซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ออนไลน์เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ InvestiFi+ โดดเด่นคือการบรรจุ ‘สมอง’ ของที่ปรึกษาทางการเงินเข้าไปในแอปฯ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘Pocket IC’ หรือที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัวที่ติดตัวลูกค้าไปทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดย บล.ทิสโก้จะใช้ระบบอัลกอริทึมในการวิเคราะห์รูปแบบการลงทุนของลูกค้าเพื่อค้นและแนะนำหุ้นที่ตรงใจมากที่สุด
หนึ่งในฟีเจอร์ที่สร้างความฮือฮาคือ ‘Portfolio Clinic’ หรือคลินิกตรวจสุขภาพพอร์ตการลงทุน ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถ ‘ตรวจสุขภาพพอร์ตการลงทุน’ ได้ทุกวัน เสมือนการตรวจสุขภาพประจำปี ระบบจะทำการวิเคราะห์พอร์ตของลูกค้าพร้อมให้คะแนนและจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำในการปรับสมดุลพอร์ตอย่างละเอียด เช่น หากพอร์ตลงทุนมีแต่หุ้นที่มีการเคลื่อนไหวของราคาที่ผิดปกติ โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ หรือมีหุ้นที่ควรตัดขาดทุน รวมถึงหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน AI จะทำหน้าที่เป็นเหมือนคุณหมอที่เข้ามาแนะนำการปรับปรุงพฤติกรรมการลงทุนให้เหมาะสม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
“ความพิเศษของ AI ในแบบฉบับ บล.ทิสโก้ คือการเป็น ‘Customized AI’ ที่ได้รับการเทรนจากฐานข้อมูลงานวิจัยของบริษัทเอง ไม่ใช่ General AI หรือ ChatGPT ทั่วไปที่มักให้ข้อมูลกว้าง ๆ หรืออาจให้ข้อมูลที่ผิดพลาด AI ของ บล.ทิสโก้จะเรียนรู้พฤติกรรมและสไตล์การลงทุนของลูกค้าแต่ละรายอย่างละเอียด หากนักลงทุนชอบหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปันผล ระบบจะนำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกับความต้องการนั้น หรือหากชอบหุ้นที่มีความผันผวนสูงเพื่อทำกำไรระยะสั้น AI ก็จะคัดสรรบทวิเคราะห์ที่เหมาะสมมาให้ โดยทุกคำแนะนำต้องผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานของ บล.ทิสโก้ก่อนเสมอ”
ยุทธศาสตร์ Global Diversification: เปิดประตูสู่หุ้นชั้นนำระดับโลก
ปัจจุบันการลงทุนในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่งคั่งอีกต่อไป เนื่องจากโลกการเงินไม่มีพรมแดน บล.ทิสโก้จึงเดินหน้าสนับสนุนให้นักลงทุนไทยกระจายความเสี่ยงออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีทางเลือกที่หลากหลายตั้งแต่การลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นระดับโลกอย่าง Apple, Tesla หรือ Alibaba ได้ด้วยเงินบาท โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินตราหรือค่าธรรมเนียม Global Trade ที่ซับซ้อน
“สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น แอปพลิเคชันของ บล.ทิสโก้ยังรองรับการลงทุนตรงในหุ้นต่างประเทศในหลายสกุลเงิน ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์สหรัฐ, ฮ่องกงดอลลาร์ หรือเยน ซึ่งความท้าทายของการลงทุนต่างประเทศคือการมีหุ้นให้เลือกนับหมื่นตัว การเลือกหุ้นโดยไม่มีข้อมูลวิเคราะห์ที่ถูกต้องถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะหุ้นต่างประเทศมีความผันผวนสูงและอาจร่วงลงได้ถึง 30% ทันที หากผลประกอบการผิดคาด บล.ทิสโก้จึงนำงานวิจัยระดับโลกมาทำหน้าที่เป็นเข็มทิศคอยคัดเลือกหุ้นที่ ‘ดีจริง’ มาให้นักลงทุนได้ตัดสินใจ”
อีกทั้งการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างเจฟฟรีส์ ทำให้ บล.ทิสโก้สามารถดึงบทวิเคราะห์เชิงลึกของหุ้นระดับโลกเกือบทุกตัวมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของนักลงทุนไทยได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่กำลังร้อนแรงจากการเติบโตของ AI หรือหุ้นในตลาดที่กำลังมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างญี่ปุ่น เป้าหมายสูงสุดคือการพานักลงทุนไทยออกไปสัมผัสโอกาสทั่วโลกอย่างมีคุณภาพ โดยมีที่ปรึกษาที่ไว้วางใจได้คอยประคองพอร์ตไปตลอดเส้นทาง
“เป้าหมายของเราคือการทำให้คุณมี Investment Consultant ส่วนตัวอยู่ในกระเป๋าตลอด 24 ชั่วโมง โดย AI ตัวนี้จะถูกเทรนด้วยองค์ความรู้ของ บล.ทิสโก้เพื่อให้คำแนะนำที่แม่นยำและสอดคล้องกับพฤติกรรมของคุณอย่างแท้จริง”
ปราการเหล็กธรรมาภิบาล: ความเข้มงวดที่ทำให้ บล.ทิสโก้แตกต่าง
ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยจากคดีหุ้น MORE และ STARK ที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับวงการโบรกเกอร์รวมกว่า 4,500 ล้านบาท แต่ บล.ทิสโก้กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ ‘ไม่ได้รับผลกระทบ’ และไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในฝั่งซื้อหรือฝั่งขาย คุณไพบูลย์ระบุว่า สิ่งนี้สะท้อนถึงตัวตนของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) และความไว้วางใจ (Trust) เป็นอันดับหนึ่ง การมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดทำให้กลุ่มคนที่คิดจะทำสิ่งไม่ดี มักไม่เลือกเดินเข้ามาใช้บริการ
คุณไพบูลย์ย้อนเล่าการทำงานของ บล.ทิสโก้ในช่วงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “ในกรณีของหุ้น STARK ทีมวิจัยของ บล.ทิสโก้เลือกที่จะ ‘ไม่ทำการวิเคราะห์’ หรือไม่ Cover หุ้นตัวนี้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากมองเห็นความผิดปกติบางอย่างและไม่มั่นใจในตัวเลขบัญชีที่ปรากฏ แม้ในขณะนั้น STARK จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ต้องมีบทวิเคราะห์ก็ตาม”
การเลือกที่จะ ‘ไม่แนะนำ’ ในสิ่งที่ตัวเองไม่สบายใจ แม้จะดูเหมือนเป็นการเสียโอกาสในช่วงเวลาที่หุ้นตัวนั้นกำลังร้อนแรง คือหัวใจของความเป็นมืออาชีพที่ บล.ทิสโก้ยึดถือมาโดยตลอด คุณไพบูลย์กล่าวอย่างชัดเจนว่า บริษัทดูแลเงินของลูกค้าเสมือนดูแลเงินของตัวเอง ความปลอดภัยของเงินลงทุนในระยะยาวมีความหมายมากกว่าผลกำไรฉาบฉวยจากการปั่นกระแส วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความรับผิดชอบต่อลูกค้านี้เองที่กลายเป็นโล่ป้องกันให้ บล.ทิสโก้รอดพ้นจากทุกวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย
มุมมองเศรษฐกิจไทย: ความหวังใหม่และการตั้งเป้า GDP 4%
คุณไพบูลย์มองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หลังจากผ่านพ้นยุค ‘ติดหล่ม’ มายาวนาน “ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลงานของตลาดหุ้นไทยถือว่ารั้งท้ายของโลก โดยในขณะที่ตลาดโลกปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 60% แต่ไทยกลับติดลบเกือบ 30% สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความมั่นคงและได้รับความชอบธรรมมากขึ้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังครั้งใหม่ที่อาจทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสู่ประเทศไทย”
การที่ประเทศไทยจะกลับมามีความน่าสนใจในสายตาชาวโลกได้อีกครั้ง รัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การแจกเงินเพื่อกระตุ้นระยะสั้น คุณไพบูลย์เสนอว่ารัฐบาลควรตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ให้ถึงระดับ 4% เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสมศักดิ์ศรี เนื่องจากปัจจุบันเวียดนามโตปีละ 8% อินโดนีเซีย 6% และมาเลเซีย 5% หากไทยยังโตเพียง 1-2% ก็จะถูกตัดออกจากตัวเลือกในการลงทุนของบริษัทข้ามชาติและกองทุนระดับโลกอย่างแน่นอน
สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ แม้จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะสั้น แต่หากรัฐบาลใหม่สามารถบริหารจัดการให้ผลกระทบอยู่ในวงจำกัดและรักษาสมดุลอำนาจของทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เชื่อว่าต่างชาติจะมองไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนที่ดีเพื่อกระจายความเสี่ยง
“บล.ทิสโก้มีความเชื่อมั่นว่าหากประเทศไทยสามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในแง่ของที่ตั้ง ความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ และนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนอย่างแท้จริง ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นอีกครั้ง ในฐานะโบรกเกอร์สัญชาติไทย บล.ทิสโก้พร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมโอกาสเหล่านี้ให้กับนักลงทุน โดยใช้ความเชี่ยวชาญในประเทศเป็นฐานที่แข็งแกร่ง และใช้เทคโนโลยีเป็นปีกเพื่อพานักลงทุนโบยบินไปสู่ความสำเร็จในระดับสากล” คุณไพบูลย์กล่าวทิ้งท้าย




