
รติรัตน์ เหล่าวิวัฒน์วงศ์ กับภารกิจขับเคลื่อนยูเอ็มไอสู่องค์กรร้อยปี ด้วยหัวใจที่ยั่งยืน
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 76 | คอลัมน์ All Around Me
หากเอ่ยถึงอุตสาหกรรมกระเบื้องเซรามิกของไทย ชื่อของ 'ดูราเกรส (Duragres)’ และ ‘เซอเกรส (Cergres)’ ภายใต้กลุ่มสหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือยูเอ็มไอกรุ๊ป (UMI Group) เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายสำคัญที่ดำเนินธุรกิจเคียงคู่สังคมไทยมานานกว่าห้าทศวรรษ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1973 จนถึงวันนี้ โดยมีโรงงานถึง 3 แห่ง ในจังหวัดสระบุรี และพนักงานอีกเกือบ 1,000 ชีวิต ภายใต้เส้นทางการบริหารธุรกิจต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่น
หนึ่งในผู้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนคนสำคัญในด้านดิจิทัลและโปรเจกต์ใหม่ ๆ ขององค์กรแห่งนี้ คุณรติรัตน์ เหล่าวิวัฒน์วงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ได้มาร่วมบอกเล่าถึงเบื้องหลังพันธกิจของยูเอ็มไอกรุ๊ปที่นอกจากจะเป็นหนึ่งในผู้นำของการผลิตยังถือเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นสร้าง ‘ความยั่งยืน‘ รอบตัวให้เกิดขึ้นจริงมาอย่างยาวนาน ก่อนที่การพัฒนาบริษัทหรือองค์กรด้วยหลักความยั่งยืน (ESG) จะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติขององค์กรทั่วโลก เรียกว่าสร้างเส้นทางเติบโตเพื่อก้าวสู่องค์กรร้อยปีด้วยหัวใจที่ยั่งยืนตลอดมา
“สำหรับ ‘ยูเอ็มไอ’ เริ่มจากการดูแลคนรอบข้าง สู่นวัตกรรมกระเบื้องเพื่อสุขภาพ และวิสัยทัศน์องค์กรร้อยปีที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจของยูเอ็มไอ บริษัทเชื่อมั่นเสมอว่า ‘การเติบโตที่ยั่งยืน’ เริ่มต้นจากการดูแลผู้คนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ตลอดจนชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่บริษัทเป็นส่วนหนึ่ง ยูเอ็มไอจึงให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงจากภายในองค์กร ด้วยการดูแลพนักงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่า พนักงานที่มีความสุขและมีความภาคภูมิใจในงานของตน คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า”
ในขณะเดียวกัน ‘ยูเอ็มไอ’ ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ความร่วมมือเหล่านี้ทำให้เกิดเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแรง และช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
พัฒนางานออกแบบและเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต
จากพื้นฐานของการใส่ใจผู้คน ‘ยูเอ็มไอ’ จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมกระเบื้องที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านความสวยงามและการใช้งานเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้งาน เราให้ความสำคัญกับการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องที่ช่วยยับยั้งการสะสมของเชื้อโรค ลดการลื่นล้ม หรือวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกพื้นที่ของบ้านและอาคารเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย สะอาด และอยู่สบายสำหรับทุกคนในครอบครัว
“นอกจากนี้ ‘ยูเอ็มไอ’ ยังตระหนักถึงบทบาทขององค์กรในฐานะสมาชิกของสังคม บริษัทจึงมุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนรอบโรงงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและความยั่งยืนของสังคม”
ด้วยแนวคิดที่เริ่มต้นจากการดูแลคนรอบข้าง สู่การพัฒนานวัตกรรมที่ใส่ใจผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ยูเอ็มไอมุ่งมั่นเดินหน้าสู่วิสัยทัศน์ของการเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว พร้อมก้าวไปสู่การเป็น ‘องค์กรร้อยปี‘ ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และโลกใบนี้ไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ความยั่งยืนที่ไม่ได้เกิดจากตำรา แต่เกิดจากการ 'ทำจริง'
ผู้บริหารของ UMI Group กล่าวย้ำว่า จุดเริ่มต้นของเส้นทางความยั่งยืนของยูเอ็มไอไม่ได้เกิดจากทฤษฎีในตำรา แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ “พอมาดูบริบทของ ESG ก็พบว่านี่ไม่ใช่สิ่งไกลตัวเลย มันคือสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว” พร้อมกับขยายความต่อไปว่า
“พื้นฐานของ ESG คือเรื่องความยั่งยืน เราเป็นโรงงานที่ผลิตและขาย ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอดในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุดิบ พลังงาน การลดต้นทุน หรือการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ ที่ผ่านมาก็ทำ เพราะค่าแก๊สที่ใช้ในการเผาเป็นต้นทุนสูงมาก เราก็ทำทุกวิถีทางเพื่อลดการใช้พลังงาน”
เมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไป สิ่งที่ ‘ยูเอ็มไอ’ ทำอยู่แล้วจึงถูกเรียงร้อยอย่างเป็นระบบมากขึ้นภายใต้กรอบ ESG โดยมีคณะกรรมการด้านความยั่งยืนตั้งแต่ระดับบอร์ดผู้บริหาร ลงมาถึงคณะทำงานย่อยเพื่อวางแผน ติดตามผล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
Zero Waste: เมื่อโรงงานไม่ทิ้งอะไรให้เป็นภาระของโลก
ความภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของ ‘ยูเอ็มไอ’ คือการเป็นองค์กร Zero Waste ในกระบวนการผลิต โดยใช้หลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle) อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการนำเศษกระเบื้องกลับมาบดย่อยเป็นวัตถุดิบใหม่ การบำบัดน้ำเสียเพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ และการนำความร้อนจากการเผาไหม้ให้เป็นพลังงานในกระบวนการผลิตใหม่ แต่ยูเอ็มไอไม่ได้หยุดแค่ในโรงงาน ยังขยายแนวคิดเรื่องความยั่งยืนไปสู่พฤติกรรมประจำวันของพนักงาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนดำเนินการเรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกัน
“สำหรับ ‘ยูเอ็มไอ’ เรามีแคมเปญลดการใช้จานและแก้วพลาสติก เชิญชวนให้พนักงานคัดแยกขยะ ทั้งบริจาคและขาย เงินที่ได้จากการขายขยะรีไซเคิลก็กลับมาเป็นสวัสดิการให้พนักงาน มันก็เป็นแรงจูงใจที่ดี ทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน”
วันนี้ ‘ยูเอ็มไอ’ จึงก้าวไปข้างหน้าด้วยเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 และ Carbon Neutrality ในปี 2050 โดยมีการวัดผลอย่างเป็นระบบผ่าน Carbon Footprint Organization (CFO) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวขององค์กรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
จากโรงงานสู่ชุมชน: ความร่วมมือที่เกื้อกูลกันทุกก้าว
นอกจากความรับผิดชอบในโรงงานแล้ว ยูเอ็มไอยังขยายความปรารถนาดีออกสู่สังคมรอบข้างในฐานะ ‘เพื่อนบ้านที่ดี‘ ของชุมชนสระบุรี พนักงานส่วนใหญ่ก็มาจากชุมชนใกล้โรงงาน ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้นตั้งแต่แรกเริ่ม และองค์กรก็ดูแลใส่ใจความสัมพันธ์นี้อย่างจริงจังมาตลอด
“พวกเรามีตู้แดงอยู่หน้าโรงงาน ใครมีปัญหายื่นเรื่องได้ แต่ไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนจากชุมชนเลย เพราะเราอาศัยความใกล้ชิด คุยกันบ่อย ๆ ทำกิจกรรมกันบ่อย ๆ เปิดให้ชุมชนเข้าเยี่ยมชมโรงงาน พอมีอะไร ชุมชนก็มาคุยกับเราก่อน แทนที่จะปล่อยให้เป็นปัญหา”
นอกจากนี้ ยูเอ็มไอยังมีโครงการ ‘ดูราเกรส เราช่วยกัน‘ ครอบคลุมตั้งแต่การบริจาคกระเบื้อง การสร้างโรงเรียน ไปจนถึงการช่วยเหลือชุมชนในช่วงวิกฤตอย่างการแจกถุงยังชีพในช่วง COVID-19 รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมในชุมชน ทั้งงานวันเด็ก งานผู้สูงอายุ และการปรับปรุงถนนรอบโรงงาน และสิ่งที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ คือ การส่งต่อวัสดุเหลือใช้อย่างที่ใช้รัดพาเลตกระเบื้องให้ชุมชนนำไปสานเป็นตะกร้า แล้วรับซื้อกลับมาทั้งหมดเพื่อใช้ในโรงงานและแจกลูกค้า สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่กลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ ทำให้เกิดความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างองค์กรกับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน
'บ้านหลังที่สอง' ที่พนักงานทุกคนเติบโตไปด้วยกัน
คุณรติรัตน์มองว่าพนักงานเกือบ 1,000 ชีวิตที่ใช้เวลาอยู่กับองค์กรวันละ 8-10 ชั่วโมงนั้น โรงงานจึงเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของทุกคนที่ต้องดูแลกันและกัน “การที่เราจัดสรรให้ที่ทำงานเป็นบ้านหลังที่สองของทีมงาน เพราะเขาต้องอยู่กับเรา วันละถึง 8-10 ชั่วโมง จึงต้องดูแลกัน มีอุปกรณ์ความปลอดภัยในจุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นที่อุดหูในจุดที่เสียงดัง แมสก์หรือหน้ากากในจุดที่มีฝุ่น หรือเครื่องทุ่นแรงในจุดที่ต้องยกของหนัก นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมพัฒนาทักษะต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งสำหรับองค์กรและพนักงาน
วัฒนธรรมองค์กรของยูเอ็มไอยังเปิดกว้างให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน ผ่านการนำเสนอความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใด ใครอยากทำอะไรมาคุยกัน และหากต้องใช้เงิน กลุ่มผู้บริหารคือมีหน้าที่หา ขอแค่บอกว่าต้องการใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร แนวทางนี้เองทำให้พนักงานกล้าคิดโปรเจกต์ใหม่ ๆ มากขึ้น และหากโครงการใดได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ คุณรติรัตน์จะส่งตัวแทนพนักงานไปรับรางวัลต่าง ๆ เพื่อให้ทีมงานได้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่พวกเขาลงมือทำ
“ทุกวันนี้พนักงานเขาก็ภูมิใจนะคะ เพราะพวกเราเดินหน้าทำกันเยอะจริง ๆ แล้วพอได้ใบประกาศฯ ก็ให้เขานี่แหละเป็นคนไปรับเลย ให้พวกเขาได้มีความสุขกับผลงานที่ทำมากับมือของตัวเองกันจริง ๆ”
นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนรอบข้าง
ยูเอ็มไอพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิดที่ต้องการส่งมอบความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Living Green หรือ Healthy Tiles
‘Living Green’ เป็นซีรีส์ที่ใช้วัตถุดิบรีไซเคิลสูงถึง 85% เพื่อลดการรบกวนทรัพยากรธรรมชาติ “ซีรีส์นี้เป็นเรื่องท้าทายเพราะวัตถุดิบรีไซเคิลแต่ละล็อต สเปกไม่เหมือนกัน ต้องอาศัยความละเอียดทุกขั้นตอน แต่เราก็ทำสำเร็จตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สิ่งที่ Living Green สื่อออกไป คือ กระบวนการผลิตที่ค่อนข้างนิ่งและมีมาตรฐาน แม้จะใช้วัตถุดิบรีไซเคิลก็ยังสามารถควบคุมคุณภาพได้ ซึ่งได้เสียงตอบรับดีจากลูกค้าในกลุ่มงานโปรเจกต์และร้านค้าโมเดิร์นเทรด”
ส่วน ‘Healthy Tiles’ คือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องกันลื่น (Anti-Slip) ที่ช่วยลดอุบัติเหตุสำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ และกระเบื้องต้านแบคทีเรียและไวรัส (Anti-Bacteria & Anti-Virus) ที่ใส่สารฆ่าเชื้อโรคไว้ในชั้นสีเคลือบเพื่อการปกป้องที่ยาวนานตลอดอายุการใช้งาน
สำหรับ Anti-Slip เป็นกระเบื้องกันลื่นที่มีค่าความกันลื่น (R-Value) ตั้งแต่ R9 ถึง R13 เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและเด็กเล็ก โดยทีมวิจัยพัฒนาให้ผิวหน้ากระเบื้องยังเรียบเนียน ใช้งานสะดวก และมี Anti-Bacteria & Anti-Virus กระเบื้องที่ใส่สารฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสไว้ในชั้นสีเคลือบ เมื่อผ่านการเผาที่อุณหภูมิกว่า 1,200 องศาเซลเซียสพร้อมกับตัวกระเบื้อง คุณสมบัติจึงคงอยู่ตลอดอายุการใช้งานจนกว่าผิวหน้ากระเบื้องจะสึกหรอ นอกจากนี้ ยูเอ็มไอยังมีนวัตกรรม Negative Ion ที่ช่วยคืนอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นละออง ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความใส่ใจที่องค์กรมีต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนรอบตัว
การเติบโตสู่ ‘องค์กรร้อยปี’ ที่ก้าวไปพร้อมกับโลกที่น่าอยู่
แม้วิสัยทัศน์การนำพาองค์กรสู่ ‘องค์กรร้อยปี‘ จะมาพร้อมความท้าทายในการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและการบริหารพนักงานต่างรุ่น แต่ด้วยคุณรติรัตน์เป็นคนที่ชอบทำงานและคิดอย่างแตกต่างด้วยความไม่ชอบทำงานซ้ำ ๆ จนทีมงานต่างตั้งฉายาประจำตัวให้ว่า ‘เจ้าโปรเจกต์‘ ซึ่งตลอดมานั้น ผู้บริหารหญิงแห่งยูเอ็มไอก็ยังคงยึดมั่นในคติพจน์นี้ของตัวเอง
“คิดการใหญ่ไม่ยากแต่ทำให้สำเร็จนั้นยากค่ะ และหากต้องทำให้ยั่งยืนยิ่งยากกว่าไปอีก ดังนั้น ถ้าคิดว่าจะทำเรื่องพวกนี้ก็ต้องหาแนวทางไปต่อให้ได้ แม้ว่าโปรเจกต์นี้อาจไม่สำเร็จในแนวทางนี้ ก็ลองแนวทางใหม่ด้วยวิธีอื่น พวกเราใจสู้ค่ะ เพราะสุดท้ายไม่ใช่แค่บริษัทที่ได้ พนักงานก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ หากทำแล้วได้ความสำเร็จ ‘ความภาคภูมิใจ’ ก็จะเกิดขึ้นด้วยตัวของเขาเอง ก็มีความหวังว่าอีก 10-15 ปี ตัวเองก็ยังคงทำงาน แม้รูปแบบอาจเปลี่ยนไปจากวันนี้ก็ตาม”
ในสายตาของ ‘ผู้บริหารเจ้าโปรเจกต์’ มองความสำเร็จที่แท้จริงของยูเอ็มไอในวันนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขผลกำไรและความก้าวหน้าขององค์กร แต่คือการได้เห็นพนักงานทำงานอย่างมีความสุขในบริษัทที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ได้เห็นชุมชนรอบโรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้เห็นผลิตภัณฑ์ภายใต้การสร้างสรรค์ขององค์กรเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยมากขึ้น
“สำหรับ ‘ยูเอ็มไอ’ ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์หรือข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตาม แต่คือ DNA ขององค์กรภายใต้การขับเคลื่อนของผู้นำเปี่ยมวิสัยทัศน์ และวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘การเติบโตทางธุรกิจ‘ กับ ‘การทำดีเพื่อโลก‘ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง”




