
รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล เผยนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียม เพิ่มความแม่นยำ
ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 75 | คอลัมน์ Health Focus
ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) พบได้บ่อยในประชากรชาวเอเชีย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น เพศหญิงหลังวัยหมดประจำเดือน น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรูปแบบการใช้งานข้อเข่าในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งยอง นั่งพับเพียบ หรือการงอเข่ามากสุดจนแนบพื้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องงอเข่าซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนมากขึ้นตามกาลเวลา เมื่อภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปวดจนเดินลำบาก ขึ้นลงบันไดไม่ได้ หรือนอนหลับไม่สนิทจากอาการปวด และการรักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วไม่ได้ผล การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจึงเป็นวิธีรักษาที่เหมาะสม ปัจจุบันนวัตกรรมการผ่าตัดข้อเข่าเทียมได้พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียม มีดีอย่างไร
นพ.ภานุวัฒน์ ศิลาวัชนาไนย ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ผู้ชำนาญการด้านการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด และเปลี่ยนสะโพกเทียมแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ การบาดเจ็บทางกระดูกและข้อ การผ่าตัดกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพก โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ได้ให้ข้อมูลเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมไว้ว่า
“การเปลี่ยนข้อเข่าเทียมโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เป็นแนวทางที่พัฒนาขึ้นจากพื้นฐานการผ่าตัดแบบดั้งเดิม ซึ่งใช้กันมายาวนานกว่า 20-30 ปี และถือเป็นมาตรฐานที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีในผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะด้านความแม่นยำของแนวกระดูก (Alignment) ที่ทำให้เข่าตรงตามเป้าหมายหลังจากผ่าตัด อย่างไรก็ตาม แม้ภาพเอกซเรย์หลังผ่าตัดจะจัดแนวกระดูกได้ดี แต่มีผู้ป่วยบางส่วนรู้สึกว่ารูปขาและการเคลื่อนไหวหลังผ่าตัด ยังไม่เป็นธรรมชาติตามสรีระเดิมของตัวเอง จึงเกิดแนวคิดใหม่ด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่เรียกว่า Personalized Alignment ซึ่งมุ่งเน้นการรักษามุมธรรมชาติของข้อเข่า ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล”
นพ.ภานุวัฒน์อธิบายว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนและปรับมุมการผ่าตัดให้ใกล้เคียงกับสรีระดั้งเดิมของผู้ป่วยมากขึ้น โดยข้อมูลทางกายวิภาคพบว่า ในประชากรมีเพียงประมาณ 2% เท่านั้นที่มีแนวเข่าตรงตั้งฉากกับพื้นโลกอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ส่วนใหญ่มีมุมโก่งตามธรรมชาติเล็กน้อยราว 1-3 องศา การผ่าตัดที่คงมุมตามธรรมชาติเหล่านี้ไว้ สามารถทำได้แม่นยำกว่าการประเมินด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว โดยอาศัยข้อมูลเชิงตัวเลขจากระบบหุ่นยนต์มาช่วยยืนยันตำแหน่งและองศาในระดับละเอียด
“หุ่นยนต์ทำหน้าที่เป็นแขนกลช่วยผ่าตัด โดยแพทย์ยังเป็นผู้ควบคุมการเจียรและตัดกระดูกเองทั้งหมด ระบบช่วยคำนวณมุมและระยะการตัดในระดับมิลลิเมตรและระดับองศา ทำให้วางแผนและดำเนินการผ่าตัดเป็นไปอย่างละเอียดและสอดคล้องกับสรีระของผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด อีกทั้งยังช่วยให้แพทย์ประเมินและจัดการเนื้อเยื่อได้อย่างเหมาะสม ด้วยข้อมูลเชิงตัวเลขที่แม่นยำเกี่ยวกับความตึงตัวของข้อเข่า ทั้งในระยะงอและเหยียดหลังการเตรียมผิวข้อ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกขนาดของข้อเข่าเทียมได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะข้อเข่าของผู้ป่วยแต่ละรายมากที่สุด ช่วยให้ความมั่นคงของข้อเข่าดีขึ้น ไม่หลวมหรือแน่นเกินไป”
นอกจากนี้ นพ.ภานุวัฒน์ยังบอกด้วยว่า การรักษามุมธรรมชาติไว้เล็กน้อยยังช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดที่ข้อต่ออื่น เช่น ข้อเท้าหรือสะโพก ซึ่งอาจเคยปรับตัวให้เข้ากับรูปขาที่โก่งมานาน นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดยังช่วยลดความจำเป็นในการเจียรหรือเลาะเนื้อเยื่อบางส่วนเพื่อบังคับให้เข่าตรง จึงลดอาการปวดหลังผ่าตัดและส่งผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เมื่อข้อเข่าถูกจัดให้อยู่ในมุมที่เป็นธรรมชาติของผู้ป่วยแต่ละราย การใช้งานจริงจึงให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น และช่วยลดโอกาสของความไม่พึงพอใจหลังผ่าตัด ทั้งยังมีส่วนช่วยให้วัสดุโดยเฉพาะชิ้นส่วนโพลิเมอร์สึกหรอช้าลง อายุการใช้งานข้อเข่าเทียมกว่า 95% อยู่ได้มากกว่า 15-20 ปี
“การผ่าตัดข้อเข่าเทียมหุ่นยนต์ ทำให้เราสามารถออกแบบการผ่าตัดให้สอดคล้องกับสรีระของแต่ละคนได้อย่างละเอียดมากขึ้น คล้ายกับงานช่างฝีมือที่ปรับรายละเอียดให้เข้ากับผู้สวมใส่แต่ละราย เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายกลมกลืนและสบายขึ้นเมื่อใช้งานจริงครับ”
ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. ข้อเข่าเสื่อมแบบปฐมภูมิ เกิดจากการเสื่อมตามวัยและสรีระ อายุวัยประมาณ 40 ปีขึ้นไป เริ่มพบสัญญาณข้อเข่าเสื่อม โดยกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พบได้มากขึ้นอย่างชัดเจน เพศหญิงพบมากกว่าเพศชาย2–3 เท่า เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงลดลงหลังวัยหมดประจำเดือน ส่งผลต่อสมดุลการสร้างและสลายของกระดูกอ่อน น้ำหนักตัวเกินมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสื่อมของข้อเข่า ทุกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม ทำให้แรงที่กระทำต่อข้อเข่าเพิ่มขึ้นราว 1-1.5 กิโลกรัมต่อก้าว การใช้งานข้อเข่าแบบมีแรงกดซ้ำ ๆ เช่น นั่งยอง นั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ รวมถึงกีฬากระแทกสูง เช่น กระโดด วิ่งเร็ว ฟุตบอล ความแข็งแรงของส่วนประกอบรอบข้อเช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้ข้อเข่ารับน้ำหนักมากขึ้น และกรรมพันธุ์ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวข้อเข่าเสื่อมอาจมีความเสี่ยงสูงกว่า
2. ข้อเข่าเสื่อมแบบทุติยภูมิ เกิดจากเหตุการณ์หรือโรคที่ส่งผลต่อข้อเข่าโดยตรง การบาดเจ็บของข้อเข่าในอดีตเช่น หมอนรองเข่าฉีก เอ็นไขว้หน้าขาด ทำให้โครงสร้างข้อไม่สมดุล โรคข้ออักเสบเรื้อรังเช่น รูมาตอยด์ โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคข้ออักเสบติดเชื้อ โรคเมตาบอลิกบางชนิดเช่น เกาต์ ที่มีผลต่อการอักเสบและความสึกหรอของข้อเข่า และความผิดรูปของขาเช่น ขาโก่งหรือขาแอ่นตั้งแต่กำเนิด ทำให้แนวการลงน้ำหนักไม่สมดุล และเกิดการเสื่อมเร็วกว่าปกติ
นอกจากนี้ พฤติกรรมและวิถีชีวิตที่ต้องงอเข่ามาก เช่น นั่งกราบ นั่งพับเพียบ หรือการงอเข่ามากสุดจนแนบกับพื้น ก็เป็นปัจจัยที่เร่งการสึกหรอภายในข้อเข่าได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อทำซ้ำเป็นเวลานานหลายปี นอกจากนี้ นพ.ภานุวัฒน์มีคำแนะนำว่า “กีฬาที่ช่วยลดแรงกระแทกและเหมาะสมกับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม เช่น การปั่นจักรยาน (ปรับอานให้สูงเพื่อลดการงอเข่า) และการว่ายน้ำ ช่วยให้ข้อเคลื่อนไหวโดยไม่รับน้ำหนักมากเกินไป”
ข้อเข่าเสื่อมแค่ไหน…แพทย์จึงจะแนะนำให้ผ่าตัด
การพิจารณาผ่าตัดข้อเข่าเทียมไม่ได้อาศัยภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินจากผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเป็นหลัก อาทิ อาการปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิต เช่น นอนหลับไม่สนิทจากอาการปวด ความสามารถในการเดินลดลง เดินไกลไม่ได้ หรือรู้สึกไม่มั่นคง ทำกิจกรรมที่ต้องงอเข่าเกิน 90 องศา เช่น ขึ้นลงบันได นั่งลุกลำบาก การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น ยา การฉีดยา หรือกายภาพบำบัดไม่ได้ผลหรือช่วยได้เพียงชั่วคราว หากมีสัญญาณเหล่านี้ร่วมกัน แพทย์จะเริ่มพิจารณาว่าการผ่าตัดอาจช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการผ่าตัดทันที แพทย์ยังคงพิจารณาข้อห้ามและภาวะเสี่ยงร่วม โดยเฉพาะการติดเชื้อในข้อเข่า (Active Infection) ซึ่งต้องรักษาให้หายสนิทก่อน โรคทางอายุรกรรมรุนแรง เช่น โรคหัวใจหรือโรคปอดที่ยังควบคุมไม่ได้ ต้องประเมินและรักษาให้มั่นคงก่อน และผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอ่อนแรงมาก อาจยังไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากข้อเข่าเทียม แพทย์จึงให้ความสำคัญกับการประเมินแบบองค์รวม เพื่อให้การผ่าตัดปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ผลลัพธ์และประสบการณ์การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียม
โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลได้เริ่มนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมรุ่นใหม่ Generation 4 มาใช้มากกว่าหนึ่งปี โดยมีผู้ป่วยสะสมกว่า 150 ราย รวมกว่า 220 ข้อเข่า ที่ได้รับการผ่าตัดด้วยระบบหุ่นยนต์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสบการณ์ของทีมแพทย์ และความเชื่อมั่นของผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เลือกเข้ารับการรักษา
“ผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมทั้งสองข้างและมีข้อบ่งชี้เหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดทั้งสองข้างภายในครั้งเดียว เพื่อช่วยให้การฟื้นฟูสมดุลของขาทั้งสองข้างเป็นไปอย่างสอดคล้อง ลดช่วงเวลาที่ข้อเข่าทั้งสองข้างทำงานไม่เท่ากัน และสนับสนุนให้กลไกการเดินกลับมาทำงานเป็นธรรมชาติได้เร็วขึ้น และประสบการณ์จากการใช้หุ่นยนต์ ทีมแพทย์สามารถวางแผนผ่าตัดได้อย่างละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งในด้านแนวกระดูกและความตึงตัวของเนื้อเยื่อรอบข้อ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวหลังผ่าตัดมีความมั่นคงและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวระยะสั้นและผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวของผู้ป่วย”
ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องผ่าตัดข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์
ก่อนการผ่าตัด สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมของร่างกาย โดยเฉพาะการเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) เพื่อช่วยให้การทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดเป็นไปได้ดีขึ้น ลดภาระที่ข้อเข่าต้องรับ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะน้ำหนักตัวที่มากขึ้นจะเพิ่มแรงกระทำต่อข้อเข่า และผู้ป่วยควรทราบว่า ยากลุ่มบรรเทาอาการอักเสบ หรืออาหารเสริมบางชนิด เช่น กลูโคซามีน อาจช่วยในกรณีข้อเข่าเสื่อมระดับเริ่มต้น แต่ไม่สามารถชะลอการเสื่อมที่รุนแรงได้
“สำหรับหลังการผ่าตัด แพทย์จะส่งเสริมให้ผู้ป่วยเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถลุกยืนและเริ่มเดินภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังผ่าตัด การเริ่มงอและเหยียดข้อเข่าอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรกเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันภาวะข้อเข่าติดแข็ง ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ผู้ป่วยอาจต้องใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดินเพื่อความปลอดภัย หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ กลับมาเดินปกติเมื่อกล้ามเนื้อเริ่มแข็งแรงขึ้น การทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่น”
ในช่วงท้ายการสนทนากับคำถามที่ว่า ‘ถ้ามีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด แพทย์จะยังจำเป็นอยู่หรือไม่’ นพ.ภานุวัฒน์ให้มุมมองว่า “หุ่นยนต์ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความละเอียดในการผ่าตัด แต่แพทย์ยังคงเป็นผู้วางแผน ควบคุมการผ่าตัด และตัดสินใจในทุกขั้นตอน หุ่นยนต์จึงเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมศักยภาพ ไม่ได้มาแทนที่แพทย์ครับ”




