คุยเรื่องกฎหมายกับ รศ. ดร.ชนิสา งามอภิชน เมื่อเจ้าของทรัพย์สิน ‘ขาดความสามารถในการจัดการสินทรัพย์’ ใครมีสิทธิจัดการแทน

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 77 | คอลัมน์ Holistic Advisory

Tisco อ.ชนิสา 00057 scaled

รู้ไหมว่า...ตามหลักกฎหมายแล้ว หากบุคคลใดที่ ‘ขาดความสามารถในการจัดการทรัพย์สิน’ ของตัวเอง รวมไปถึงกรณี ‘เสียชีวิต’ ไปแล้ว ไม่ใช่ว่าคนใกล้ชิด คนในครอบครัว หรือคนสนิทชิดเชื้อ จะสามารถเข้าไปจัดการทรัพย์สินหรือมรดกนั้นได้ในทันที แต่ต้องมี ‘คำสั่งศาล’ ก่อน ถึงจะได้สิทธิเป็น ‘ผู้จัดการทรัพย์สิน’ หรือ ‘ผู้จัดการมรดก’ ตามกฎหมาย และด้วยรายละเอียดในประเด็นนี้ มีเรื่องเล่าอีกมากมาย คอลัมน์ Holistic Advisory จึงเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ ดร.ชนิสา งามอภิชน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรืออาจารย์บีของนิสิตจุฬาฯ มาร่วมพูดคุย คลายข้อสงสัยถึงสิทธิต่าง ๆ
ครั้งนี้

เมื่อใดถือว่า ‘ขาดความสามารถดูแลทรัพย์สิน’ จากสาเหตุความเจ็บป่วย

       เพราะการเจ็บป่วยจน ‘ขาดความสามารถดูแลทรัพย์สิน’ ยังไม่มีกฎหมายระบุว่า เป็นโรคอะไรแล้วครอบครัวจะสามารถเข้ามาจัดการทรัพย์สินแทนผู้ป่วยได้ทันทีเลย โดยหากเป็น ‘การด้อยความสามารถ’ หรือ ‘ไร้ความสามารถ’ จากความเจ็บป่วย กฎหมายมีกำหนดบุคคลไว้เป็นอันดับแรก ให้เรียกว่า ‘คนวิกลจริต’ หมายถึง บุคคลที่มีจิตใจผิดปกติ ป่วยเป็นโรคจิต จิตฟั่นเฟือน หรือสมองพิการ จนไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดี หรือควบคุมตนเองได้ ในทางกฎหมายบุคคลกลุ่มนี้จะถูกจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามกฎหมายไม่ได้ระบุว่าบุคคลใดสามารถเข้ามาจัดการงานแทนเจ้าตัวได้

       ลำดับต่อมาทางกฎหมาย บุคคลที่ ‘ขาดความสามารถจัดการทรัพย์สิน’ จะมีอีก 2 คำเรียกเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคคลที่ถูกเรียกว่า ‘คนไร้ความสามารถ’ กับ ‘คนเสมือนไร้ความสามารถ’ ที่แตกต่างจาก ‘คนวิกลจริต’ ด้วยที่ว่าเป็นกรณีที่ศาลสั่งให้บุคคลวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว โดยญาติใกล้ชิดตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด ผู้สืบสันดาน กล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อ ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ หรือพนักงานอัยการจะต้องร้องขอคำสั่งต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาและตั้งบุคคลให้เข้ามาจัดการงานต่าง ๆ แทนบุคคลเหล่านั้นได้ ซึ่งจะรวมถึงการจัดการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินด้วย

       เมื่อบุคคลถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลจะกำหนดให้มีบุคคลที่เรียกว่า ‘ผู้อนุบาล’ หรือ ‘ผู้พิทักษ์’ ซึ่งในขั้นตอนนี้ ไม่ใช่ว่าใครจะแต่งตั้งตัวเองขึ้นมา แต่จะเป็นเรื่องที่ตั้งขึ้นโดยคำสั่งศาล ในทางปฏิบัติแนะนำให้พูดคุยกันภายในครอบครัวเพื่อกำหนดบุคคลที่เหมาะสมและไปร้องขอต่อศาล ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทหรือความขัดแย้งกันในครอบครัว  โดยการที่ศาลจะมีคำสั่งให้บุคคลเป็น ‘คนไร้ความสามารถ’ ย่อมจำเป็นต้องมีหลักฐานทางการแพทย์ รวมถึงพยานหลักฐานอื่น ๆ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งและกำหนดบุคคลในครอบครัว หรือตัวแทนเข้าไปจัดการทรัพย์สิน หรือกระทำการต่าง ๆ แทนบุคคลดังกล่าวได้

       เช่นเดียวกับ ‘คนเสมือนไร้ความสามารถ’ ที่ต้องถูกสั่งจากศาลด้วยเช่นกัน “แต่คนเสมือนไร้ความสามารถตามหลักกฎหมายยังสามารถจัดการ หรือตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เว้นแต่การกระทำที่กฎหมายกำหนดไว้ 11 กรณีซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบถึงทรัพย์สิน และเรื่องสำคัญ ๆ เช่น นำทรัพย์สินไปลงทุน กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ และมีผลต่อทรัพย์สินของผู้เสมือนไร้ความสามารถเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องให้ผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมก่อนแล้วจึงจะทำการดังกล่าวได้ ทั้งนี้หากผู้เสมือนไร้ความสามารถไม่ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน การนั้นจะมีผลเป็นโมฆียะ”

       ดังนั้น กรณี ‘การขาดความสามารถดูแลทรัพย์สิน’ ตามกฎหมายได้จัดเป็นบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ คนวิกลจริต คนไร้ความสามารถ และคนเสมือนไร้ความสามารถ ซึ่งจะสามารถจัดการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตนในระดับที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสามารถ การนั้นย่อมตกเป็นโมฆียะ

กระบวนการแต่งตั้ง ‘ผู้ดูแลทรัพย์สิน’ หรือ ‘ผู้อนุบาล’ หรือ ‘ผู้พิทักษ์’

       สำหรับกระบวนการแต่งตั้ง ‘ผู้ดูแลทรัพย์สิน’ หรือ ‘ผู้อนุบาล’ หรือ ‘ผู้พิทักษ์’ ในกรณีที่บุคคลนั้นเจ็บป่วยจนไม่มีคุณสมบัติเพียงพอจะทำการใดด้วยตัวเอง แต่ยังไม่เสียชีวิต ตามหลักกฎหมายต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่า บุคคลนี้เป็น ‘คนไร้ความสามารถ’ หรือ ‘คนเสมือนไร้ความสามารถ’ อันใดอันหนึ่ง เพื่อให้มีความชัดเจนในสถานะของบุคคลนั้น และเมื่อมีคำสั่งแล้ว ศาลจะกำหนดเลยว่า ‘ใครจะเป็นคนช่วยบริหารจัดการ’ โดยกฎหมายระบุว่า ‘เป็นผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ’ หรือ ‘ผู้พิทักษ์ของคนเสมือนไร้ความสามารถ’ อย่างใดอย่างหนึ่งเช่นกัน

       “ถ้าให้เข้าใจกันง่าย ๆ คือ คนไร้ความสามารถจะมีสภาพเป็นคนวิกลจริตที่จัดการงานไม่ได้เลย โดยการใด ๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นเป็นโมฆียะ จำเป็นต้องอยู่ในความอนุบาลของผู้อนุบาลทุกเรื่อง ต่างจากคนเสมือนไร้ความสามารถ คือ บุคคลที่กายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น จนไม่สามารถจะจัดทำการงานโดยตนเองได้ หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว กฎหมายกำหนดให้ยังกระทำการต่าง ๆ เองได้ ยกเว้นการอย่างหนึ่งอย่างใดใน 11 กรณีตามมาตรา 34 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ซึ่งผู้พิทักษ์จะต้องเข้ามาพิจารณาและให้ความยินยอมก่อน”

บุคคลใดตามกฎหมาย มีสิทธิเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินแทนได้

       “ตามหลักแล้ว เมื่อบุคคลใดที่เคยมีความสามารถ แล้วไร้ความสามารถ จะด้วยอายุ หรือด้วยสภาพโรคหรือความเจ็บป่วยก็ตาม อยากให้นึกถึงเสมอว่า…ตามหลักกฎหมายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือใครก็ตาม ไม่มีสิทธิเข้าไปจัดการแทนได้ทันที กฎหมายไม่ได้เปิดช่องไว้ แต่ในทางปฏิบัติที่มักเกิดขึ้น คือกรณีที่ลูกคนใดคนหนึ่ง หรือคู่สมรส ก็อาจจัดการแทนไปโดยไม่ได้ร้องต่อศาล การกระทำดังกล่าวย่อมมีความเสี่ยง เพราะหากวันใดเกิดความเห็นที่แตกต่างหรือความขัดแย้งขึ้นมาในครอบครัวของผู้ไร้ความสามารถ เช่น การเห็นต่างเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน ย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นจนอาจถึงขั้นเป็นคดีความระหว่างเครือญาติหรือบุคคลในครอบครัว ดังที่เราจะเห็นเคสกันบ่อย ๆ ในสังคมหรือตามข่าว ดังนั้นในฐานะนักกฎหมายก็อยากให้ทุกคนกลับไปที่หลักกฎหมาย จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลัง โดยการทำตามวิธีการหรือขั้นตอนทางกฎหมายมีหลากหลายวิธีการ เช่น การยื่นคำร้องต่อศาล การทำเอกสารมอบอำนาจ รวมถึงการจัดการการถือครองสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยนิติบุคคล และวางโครงสร้างอำนาจควบคุมนิติบุคคลที่เหมาะสม”

       อาจารย์บีได้กล่าวเน้นในเรื่องสำคัญนี้ พร้อมกับบอกว่าบทบาทของผู้ดูแลทรัพย์สินตอนที่บุคคลนั้นยังไม่เสียชีวิต กับตอนที่บุคคลดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว มีความแตกต่างกันด้วยอย่างชัดเจน

       “ในลักษณะของการที่ยังไม่เสียชีวิต การดูแลทรัพย์สิน มีเป้าหมาย คือ การป้องกันไม่ให้สินทรัพย์นั้นเสียไป หรือดีไปกว่านั้น คือ การบริหารจัดการสินทรัพย์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือเรียกว่าดูแลทรัพย์สินให้ยังคงอยู่ และทำให้พอกพูนเพิ่มเติมขึ้น แต่ภายหลังเสียชีวิต บทบาท ‘ผู้จัดการมรดก’ คือ การรวบรวมทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ ความรับผิด หนี้สินทั้งหมดของผู้ตาย ที่เรียกว่า ‘กองมรดก’ ถามว่ารวมมาเพื่ออะไร อันดับแรก…หากมีหนี้สินของเจ้ามรดกต้องใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนที่จะนำมรดกมาแบ่งแก่ทายาทและเมื่อเคลียร์หนี้แล้วยังมีเหลือทรัพย์สินในกองมรดก ขั้นตอนต่อไป คือ ดูว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ และต้องเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นจัดสรรทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้มีชื่อในพินัยกรรม ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในครอบครัว และคนนอกครอบครัว ลำดับต่อมาจากการแบ่งมรดกตามพินัยกรรมแล้ว ถ้ายังเหลือทรัพย์สินอีก คราวนี้ก็จะแบ่งให้กับทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิตามกฎหมาย’ โดยกฎหมายมรดกกำหนดไว้อยู่แล้วว่า ใครเป็นทายาทโดยธรรม และทายาทคนไหนจะได้รับส่วนแบ่งเท่าใดเมื่อบุคคลเจ้าของทรัพย์สินหรือเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย”

iStock 2233102630

‘วางแผนส่งต่อมรดก’ เพื่อส่งต่อความมั่นคงให้ครอบครัว

       ‘การวางแผนส่งต่อมรดก’ ยังถูกมองว่าเป็นเรื่องของบุคคลฐานะร่ำรวย มีทรัพย์สินมาก แต่ความจริงแล้ว การวางแผนมรดกมีความสำคัญสำหรับทุกคน เพราะเป็นการสร้างแผนการจัดการทรัพย์สินที่ชัดเจนส่งต่อความมั่นคงให้กับครอบครัว

       “การทำพินัยกรรมสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่บุคคลมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์และมีสติสัมปชัญญะ เวลาพูดถึงพินัยกรรม คนส่วนใหญ่ย่อมนึกถึงทรัพย์สินก่อนเป็นเรื่องแรก แต่อันดับสองที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ หนี้สิน รวมถึงความรับผิดต่าง ๆ เช่น หากผู้ตายไปทำสัญญาไว้ในตอนที่มีชีวิต หรือไปกู้เงินแล้วยังมีหนี้ตามสัญญาที่ยังชำระไม่หมด ต้องนำมาคิดให้หมดว่าต้องจัดการอย่างไร การเขียนพินัยกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยในการวางแผนและแจกแจงสิ่งที่เรามีอยู่ได้ชัดเจน รวมถึงการกำหนดว่าต้องการแบ่งทรัพย์สินให้ใครในสัดส่วนเท่าไหร่

       “พินัยกรรมยิ่งทำได้ไว ได้เร็ว ไม่ใช่แค่เรื่องความสบายใจเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพย์สินเท่านั้น แต่หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ณ เวลานั้นอาจไม่ได้เสียชีวิตทันที แต่ไม่สามารถสื่อสารหรือเขียนพินัยกรรมได้แล้ว อาจต้องมานั่งคิดเสียดาย ย้อนเวลากลับไปก็ไม่ได้ ดังนั้นการทำพินัยกรรมไว้ก่อนย่อมเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา พินัยกรรมแบบง่ายที่สุด คือ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ซึ่งผู้ทำพินัยกรรม เขียนด้วยลายมือของตัวเองทั้งฉบับได้เลย ลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อ ไม่ต้องมีพยาน หากต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพินัยกรรม หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่มาเสริมในภายหลัง หรือยกเลิกพินัยกรรมฉบับเดิมที่ทำไว้ก็เป็นเรื่องที่ทำได้เช่นกัน”

       ยกตัวอย่างพินัยกรรมอีกแบบหนึ่ง คือ พินัยกรรมแบบธรรมดา ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมจะเขียนเองหรือให้คนอื่นเขียน หรือพิมพ์ก็ได้ โดยต้องลงวัน เดือน ปี ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน และพยานลงลายมือชื่อ ส่วนพินัยกรรมอีกแบบหนึ่ง มีพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เรียกว่าพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โดยต้องไปทำที่สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ ข้อดี คือ มีเจ้าหน้าที่รับรองทำให้พินัยกรรมไม่สูญหายไปไหน เพราะมีหลักฐานเก็บไว้ในสถานที่ราชการ นอกจากตัวอย่างพินัยกรรมที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการทำพินัยกรรมแบบอื่น ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ผู้ทำพินัยกรรมสามารถเลือกทำพินัยกรรมตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนด หากพินัยกรรมที่ทำขึ้นไม่เป็นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนด พินัยกรรมดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะ

       “หากคุณทำพินัยกรรม แนะนำว่าอย่าทำแบบรู้คนเดียว อาจต้องบอกใครไว้สักคนหรือสองคน และอย่าลืมอัปเดตพินัยกรรมที่ทำไว้อยู่เสมอ อย่างวันนี้ทำพินัยกรรมมีการกำหนดสินทรัพย์ไว้เท่านี้ อีก 5 ปีผ่านไป มีบางอย่างงอกเงยขึ้นมาหรือจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ใดไปก็สามารถทำพินัยกรรมฉบับใหม่เพื่อยกเลิกพินัยกรรมฉบับเดิมได้ หรือบุคคลหนึ่งอาจทำพินัยกรรมหลายฉบับได้ กฎหมายบอกไว้ว่า คนหนึ่งคนมีพินัยกรรมได้หลายฉบับตราบที่ไม่ขัดหรือแย้งกัน ขัดแย้งมีความหมายว่า สมมติมีที่ดินแปลงเดียว พินัยกรรมฉบับหนึ่งกำหนดว่ายกให้ A ส่วนพินัยกรรมอีกฉบับกำหนดว่ายกให้ B ดังนี้ถือว่าข้อความในพินัยกรรมขัดหรือแย้งกัน กฎหมายบอกให้ยึดตามพินัยกรรมฉบับสุดท้าย แต่ถ้าเจ้ามรดกมีพินัยกรรมหลายฉบับซึ่งไม่ขัดกันเลย ก็สามารถบังคับใช้ได้ทุกฉบับ”

       นอกจากนี้ พินัยกรรมสามารถเป็นกำหนดการเผื่อตายในเรื่องอื่น ๆ หลังจากการตายหรือเสียชีวิต ไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘มรดก’ แต่ยังมีเรื่องอื่น ๆ เช่น การจัดการงานศพ ใครจะเป็นผู้ดูแลเรื่องจัดงานศพเรา แล้ว ‘ร่างกาย’ กับ ‘อวัยวะ’ เป็นอย่างไร เพราะปัจจุบันนี้มีการบริจาคร่างกาย บริจาคอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ เราสามารถกำหนดเองได้ว่าจัดการอย่างไร ให้ใครเป็นผู้จัดการ ต่อมาเป็นเรื่องของบุตรที่เป็นผู้เยาว์ หรือคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเราที่ยังเป็นผู้เยาว์ จะกำหนดให้ใครเป็นผู้ดูแลต่อไป

จัดสรรทรัพย์สินไม่เท่ากัน ต้องคำนึงถึง ‘ทายาทโดยธรรม’ อย่างไร

      การคำนึงถึง ‘ทายาทโดยธรรม’ ตามกฎหมายหากต้องจัดสรรทรัพย์สินหรือจัดสรรกองมรดกนั้น อาจารย์บีอธิบายว่า “เริ่มที่การเปิดพินัยกรรมเป็นอันดับแรก เพราะถือเป็นการตัดสินใจของคนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือที่กฎหมายว่าด้วยมรดกเรียกว่า ‘เจ้ามรดก’ และในความเห็นส่วนตัวมองคำว่า ‘ความเป็นธรรม’ ไม่ใช่หมายความว่าต้องแบ่งมรดกให้แก่ทุกคนเท่า ๆ กัน เช่น มีลูกหลายคน แต่ละคนต้องได้ส่วนแบ่งมรดกเท่า ๆ กัน ตามหลักแล้ว ในความเป็นธรรมต้องดูความเหมาะสมด้วยว่า ใครที่เหมาะสม ใครที่มีศักยภาพในการต่อยอดการใช้เงินโดยสุจริต หรือบางครอบครัวอาจพิจารณาส่งต่อมรดกให้คนที่หาเงินไม่เก่ง ไม่ได้มีฐานะดีเท่าบุตรคนอื่น ๆ จึงต้องการได้รับการดูแลที่มากกว่า ทั้งหมดเป็นมุมมองที่ต่างกันตามเจตนาของมรดก หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักกฎหมายเรื่อง ‘กรรมสิทธิ์’ ที่ใช้ตอนที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ยังมีชีวิต ซึ่งกำหนดว่าเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นพอถึงกฎหมายที่เป็นเรื่อง ‘พินัยกรรม’ ที่มีผลหลังจากผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย ผู้ทำพินัยกรรมย่อมมีสิทธิออกแบบว่าอยากวางแผนให้ทรัพย์สินตกแก่ใครบ้าง ดังนั้น ‘ความเป็นธรรม’ ในมรดกไม่จำเป็นต้องเท่ากัน อยู่ที่ความเหมาะสมแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว และแต่ละการจัดการมากกว่าค่ะ 

      “กฎหมายเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถทำพินัยกรรมได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีบริบูรณ์ เพื่อให้ทุกคนวางแผนเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อมีสิทธิก็ควรใช้สิทธินี้ เพราะอาจเสียสิทธิได้ในวันที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นนั่นเอง และหากจะทำพินัยกรรมก็ต้องทราบข้อกฎหมายด้วยว่า ทำยังไงถึงถูกต้อง ทำอย่างไรให้มีผล เช่น เมื่อให้ใครมาเป็นพยานในพินัยกรรมแล้ว ต้องรับรู้ว่า พยานไม่มีสิทธิรับมรดกใดตามพินัยกรรมฉบับนั้น” อาจารย์บีกล่าวทิ้งท้าย

iStock 1762766775
Trust Magazine by TISCO
Scroll to Top
ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า