เรื่องเล่า ‘นักบริหารทางการแพทย์’ รศ. นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ขับเคลื่อนงานพัฒนาและยกระดับ
วงการแพทย์ไทยทัดเทียมสากล

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 77 | คอลัมน์ People

TRUST Q32026 Issue 77 8

หลายทศวรรษกับการอุทิศตัวเองทำงานในฐานะ ‘แพทย์’ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่โดดเด่นทั้งผลงานด้านการรักษาผู้ป่วยด้านอายุรศาสตร์ (โรคทางเดินอาหาร) และผลงานที่สร้างคุณูปการในหลายมิติให้วงการแพทย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทผู้บุกเบิกระบบการเรียนการสอน การวิจัย และการรักษาโรคทางเดินอาหารในประเทศไทย จนมีความทัดเทียมกับระดับนานาชาติ และร่วมพัฒนาการแพทย์ไทย รวมทั้งยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนส่งเสริมสุขภาพจนได้รับรางวัล ‘นักเวชศาสตร์ป้องกันดีเด่น แขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine)’ สอดรับกับเทรนด์ Longevity ในยุคนี้ พร้อมด้วยอีกหลากหลายรางวัลอันทรงเกียรติจากความสำเร็จ จนทำให้ชื่อ รศ. นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ถูกบันทึกและเชิดชูเกียรติไว้ใน Hall of Fame ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ด้วยผลงานเด่นด้าน ‘นักบริหารทางการแพทย์’ มาตลอดการทำงาน ทำให้ปัจจุบันในวัยกว่า 80 ปี ท่านกำลังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และประธานกรรมการมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยยังคงขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขและมนุษยธรรมระดับสากล พร้อมนำความรู้ทางการแพทย์มาขับเคลื่อนงานช่วยเหลือสังคมในวงกว้าง และยังบอกด้วยว่า “มีความสุขทุกวันกับการทำงานภายใต้ภารกิจของสององค์กรเพื่อสังคมนี้”

จุดเริ่มต้นอาชีพหมอที่ไม่ได้อยากเป็นหมอ

    รศ.นพ.พินิจนับเป็นคุณหมอคนไทยอีกคนที่ไม่ได้มีภาพฝันอาชีพหมอในวัยเด็ก โดยตำรวจคือสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น ทว่าต้องตัดสินใจเดินบนเส้นทางแพทย์จากการรับปากคุณพ่อ และจริงจังกับคำมั่นสัญญานี้

    “ตัวผมทั้งรัก เคารพ และเทิดทูนคุณพ่อมาก อยากตอบแทนพระคุณท่านเท่าที่ตัวเองจะทำได้ พอคุณพ่อให้เรียนหมอ ผมเลยตอบรับยอมเรียน ทั้งที่ตอนนั้นกลัวผี กลัวเข็ม กลัวพยาบาล ไม่ชอบบรรยากาศโรงพยาบาลและเรียนไม่เก่ง ซึ่งมองย้อนกลับไปวันนั้น ก็ด้วยเหตุผลว่า ‘ต้องรักษาคำพูด’ เรารับปากท่านไปแล้ว จากนั้นต้องไปหาข้อมูลเอง วางแผนด้วยตัวเองว่า ‘เรียนหมอต้องทำอย่างไร’ ซึ่งทราบจากข้อมูลว่า ที่อังกฤษจะเรียนหมอต้องสอบระดับ ‘A’ Level ให้ได้ 3 วิชา คือ Physics, Chemistry และ Biology หรือ Zoology และถ้าได้คะแนนดี จะได้เข้าเรียนแพทย์ปีที่ 2 เลย จากทั้งหมด 6 ปี พอทราบข้อมูล จากเด็กนักกีฬาที่คะแนนสอบฟิสิกส์ได้แค่ 14% ต้องจัดการตัวเองใหม่ ผมตัดสินใจวางแผน ด้วยการย้ายโรงเรียนใหม่ เข้าเรียนกวดวิชาฟิสิกส์ เคมี และ Zoology จากนั้นก็สอบเข้าเรียนแพทย์ที่อังกฤษ ในปีที่ 2 เลย เรียน 5 ปี ซึ่งประสบการณ์ของตัวเองครั้งนี้ ผมนำมาสอนลูกศิษย์เสมอว่า หากเราเป็นคนมีวินัย รู้จักการหาข้อมูลและการวางแผน ก่อนตัดสินใจลงมือทำ ความสำเร็จก็เป็นไปได้ตามเป้าหมาย”

    รศ.นพ.พินิจยังบอกด้วยว่า “จริง ๆ ผมไม่ได้อยากเป็นหมอ อยากเป็นตำรวจ แต่เมื่อเป็นหมอ ถ้ามองดี ๆ ในอีกมุม หมอก็เหมือนตำรวจ โดยตำรวจจับผู้ร้าย ส่วนหมอก็จับผู้ร้ายเหมือนกัน นั่นคือโรคต่าง ๆ ซึ่งพอเรียนจบแพทย์ ยอมรับครับว่า ภูมิใจในความเป็นหมอมาก”

    ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจว่า อยากเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พอจบนักเรียนแพทย์ ก็เรียนต่อและสอบเป็นผู้ชำนาญการ ทางสาขาอายุรศาสตร์ แล้วต่อด้วยโรคทางเดินอาหาร จากนั้นกลับมาในปี 2514 นพ.พินิจในขณะนั้น จึงเลือกเริ่มต้นอาชีพแพทย์ในเมืองไทยบ้านเกิด ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ สมดังตั้งใจ ทั้งดูแลคนไข้ เป็นอาจารย์แพทย์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ ตั้งแต่อายุเพียง 28-29 ปี

    “ขณะนั้นการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาฯ ทางด้านเครื่องมือ หากเทียบกับโรงพยาบาลเล็ก ๆ ในอังกฤษที่มีกล้องส่องระบบทางเดินอาหารถึง 3-4 ตัว และใช้ได้ทุกวันถ้าจำเป็น แต่โรงพยาบาลจุฬาฯ วันนั้นมีกล้องอันเดียว แล้วส่องได้เฉพาะวันพฤหัสบดี ซึ่งมีอาจารย์แพทย์ 6 คนของระบบทางเดินอาหาร ผมทำงานอยู่ไม่กี่เดือน ไปขอคุณพ่อให้ช่วยหามาให้อีกเครื่อง หรือตอนมาอยู่สภากาชาดไทยใหม่ ๆ ปี 2546 หลังเกษียณจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด ที่สำนักงานยุวกาชาด จากที่มีแต่รถเก่า ๆ คันหนึ่ง แล้วคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป กล้องถ่ายรูปก็ยังไม่มี ผมผลักดันจนได้รถตู้ใหม่มาใช้งาน ได้รถ TOYOTA Camry มาอีกคัน ส่วนคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อปครบมีหมด ด้วยการหาผู้บริจาคจากภายนอก ที่ผมเคยให้ความช่วยเหลือไว้ เรียกว่ากลายเป็นสำนักงานที่เครื่องมือด้านไอทีทันสมัยไปเลย”

S 158105614 0

แพทย์นักบริหาร นักพัฒนา และนักขับเคลื่อนประโยชน์สู่ภาคสังคม

    ในยุคแรกของการทำงาน เมื่อปี 2514 อาจารย์บอกว่า ในประเทศไทยที่รวมถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ ยังไม่มีการฝึกอบรมและสอบทางสาขาอายุรศาสตร์แต่อย่างใด ผมจึงเอาประสบการณ์จากการเรียนการสอน การสอบ ด้านอายุรศาสตร์แบบฉบับของอังกฤษเข้ามาใช้สอนแพทย์ประจำบ้าน สาขาอายุรศาสตร์ รุ่นแรกของประเทศ ที่จุฬาฯ ซึ่งเวลานั้นในโรงพยาบาลจุฬาฯ สาขาอายุรศาสตร์ มีอาจารย์หมอพินิจเพียงคนเดียวที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ เพราะเคยฝึกอบรมและสอบมาจากอังกฤษ “สมัยก่อนทำงานสนุกมาก ผมเป็นผู้ดูแลแพทย์อินเทิร์น เรซิเดนซ์ สอนกันสนุก” และไม่เพียงการพัฒนาการเรียนการสอนด้านอายุรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังร่วมพัฒนาให้โรงพยาบาลจุฬาฯ มีเครื่องมือแพทย์ที่ก้าวหน้าทันสมัยประกอบการวินิจฉัยโรค

    “มีกรณีหัวหน้าพยาบาลห้อง ER บอกผมว่า ห้องอีอาร์ (ห้องฉุกเฉิน) ของจุฬาฯ ไม่มีเครื่องตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า EKG หรือที่อังกฤษเรียกว่า ECG มันไม่น่าเป็นไปได้เลยใช่ไหมครับว่า โรงเรียนแพทย์จุฬาฯ ไม่มีเครื่องมือนี้ได้ยังไง ผมเลยไปขอความกรุณาท่านคณบดี พร้อมหาข้อมูลและเหตุผลมานำเสนอ ในที่สุดก็ได้รับอนุมัติได้มาเครื่องแรก ส่วนตอนที่ผมเป็นรองคณบดีฯ คณะแพทย์ฯ เมื่อปี 2524-2528 ได้งบประมาณน้อยมาก แต่เราก็กล้านำรายได้ของคณะฯ ไปสร้างหอพักแพทย์หญิง และขอคณบดีฯ ก่อตั้งมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ ในปี 2525 ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นองค์กรทำประโยชน์ให้แก่ทั้งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯและทุกหน่วยงานของคณะแพทย์ รวมทั้งพยายามช่วยหน่วยงานทั่วประเทศที่ต้องการรับบริจาค”

    อาจารย์หมอพินิจเล่าว่า ทุกครั้งที่ท่านย้อนเวลากลับไปมองตัวเอง จะมองเห็น ‘ความเป็นนักวางแผน’ ที่มีการสืบค้นข้อมูล การวางแผนให้ถึงเป้าหมาย และความกล้าในการตัดสินใจ และนี่คือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันสำคัญของความเป็นนักบริหารที่มีความสร้างสรรค์ด้านการพัฒนาองค์กร เพราะได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

    “ผมสอนลูกศิษย์ และหากมีโอกาสก็จะสอนทุกคนเสมอ รวมถึงในบทความของผมตามสื่อต่าง ๆ คนเราควรมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ ดีต้องมาก่อนเก่ง ตามด้วยความรอบรู้ มีสุขภาพที่ดี และเก่งคือต้องเก่ง 7 อย่าง คือ เก่งคิด เก่งคน เก่งงาน เก่งเงิน เก่งเวลา เก่งขาย และเก่งฟัง ส่วนตลอดการทำงานที่ผ่านมาของบทบาทแพทย์ ผมภูมิใจทั้งความเป็นแพทย์ที่รักษาคนไข้ และความเป็นอาจารย์แพทย์ ซึ่งผมมีทั้งสองอย่างมาตลอดชีวิต แม้ทุกวันนี้ ผมเลิกสอนแพทย์มากว่า 2 ปีแล้ว อายุเราเกิน 80 ปีแล้ว พอหยุดสอนก็ไม่ค่อยรู้บางเรื่องที่อัปเดตกว่า แต่ผมก็ยังเลือกสอนอยู่นะ แต่เป็นการสอนกว้าง ๆ เช่น สอนเรื่องการดูแลเสริมสร้างสุขภาพป้องกันโรค การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สอนดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผมคิดว่าการให้ความรู้กว้าง ๆ มีประโยชน์กับคนได้เยอะ”

หนึ่งผู้นำเทรนด์ Lifestyle Medicine
‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต และการป้องกันก่อนรักษา’

    รศ. นพ.พินิจเป็นคุณหมอที่มีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของประเทศไทยที่ชำนาญด้านอายุรศาสตร์ การรักษาโรคทางเดินอาหารและตับ แต่ด้วยความสนใจด้านการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพเป็นพิเศษหรือ ‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต และการป้องกันก่อนรักษา’ นั่นเอง จนได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทรนด์ Lifestyle Medicine

    “สำหรับ ‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต’ คือ ทำอย่างไรในชีวิตเรา กินอย่างไร นอนอย่างไร ออกกำลังกายอย่างไร จิตใจเป็นอย่างไร สูบบุหรี่ไหม กินเหล้าไหม นี่คือเวชศาสตร์วิถีชีวิต โดยปกติแพทย์ทั่วไปเรียนพวกนี้มาอยู่แล้ว อย่างก่อนหน้านี้ ตอนผมยังเปิดคลินิก เวลาที่ตรวจคนไข้จะมีการวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงก่อนเสมอ เพื่อหลังจากคนไข้พบหมอด้วยอาการต่าง ๆ จนจบ หมดเรื่องที่คนไข้มาหาหมอแล้ว ผมจะถามต่อเลยว่า คุณกินยังไง นอนยังไง ถ่ายยังไง น้ำหนักขึ้นหรือลง กินเหล้าไหม สูบบุหรี่ไหม จากนั้นก็จะแนะนำวิธีออกกำลังกาย วิธีใช้ชีวิตที่ป้องกันการเกิดโรค หมอส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำตรงนี้ครับ เพราะไม่มีเวลา ยิ่งหมอในโรงพยาบาลหลวง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยเลยว่า เวลามีแค่ไหน”

    นอกจากนี้ อาจารย์ยังกล่าวอีกด้วยว่า ตัวเองมีฝันอยากให้คนไข้มาที่โรงพยาบาลผ่านระบบสาธารณสุขปฐมภูมิที่ดี หรือ Primary Care อาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ “ผมเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา เคยขับเคลื่อนเรื่องนี้ ตอนนี้ รพสต. มีประมาณ 9,500 แห่ง หลักการคือ คนไข้ต้องผ่านการตรวจจากหมอที่นี่ ก่อนจะส่งต่อไปที่อื่นกรณีที่ต้องรักษาวิธีอื่น ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายแพทย์ GP ของอังกฤษ ซึ่งถ้าทำจนเป็นระบบที่ดี ก็จะช่วยแก้ปัญหาจำนวนคนไข้ทะลักในโรงพยาบาลใหญ่ แต่ รพสต. ของบ้านเรายังขาดบุคลากรทางการแพทย์และสาขาอื่น ๆ อีกมาก นี่คืออีกเรื่องสำคัญที่วงการสาธารณสุขไทยกำลังขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น”

S 158105615 0

‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต’ ป้องกันโรคไม่ติดต่อ NCDs

    ถึงตรงนี้ ในฐานะหมออยากฝากถึงทุกคนว่า “จำนวน 70-80% ของการเสียชีวิตของทั้งพลเมืองโลกและคนไทยมาจากโรคไม่ติดต่อที่เรียกว่า NCDs (Non-Communicable Diseases) ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองตายไปกับโรคที่ป้องกันได้นี้ ซึ่ง ‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต’ นั่นคือ การออกกำลังกาย การกินอาหารที่ดี นอนหลับดี จิตใจดี และการไม่ใช้สิ่งเสพติด บุหรี่ เหล้า ฯลฯ จะช่วยป้องกันโรค NCDs ได้

    และข้อมูลจากสำนักสถิติแห่งชาติ ปี 2567 สถานการณ์ของคนไทยมี 3 ประเด็น อย่างแรก ‘การศึกษา’ ตัวเลขในปี 2567 โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จบปริญญาตรีเพียง 6% เท่านั้น และกว่า 60% การศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา ซึ่งทำให้มีปัญหาตามมาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสุขภาวะ “นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญและสนับสนุนเรื่องการศึกษา ส่วนเรื่องที่สอง เรื่อง ‘การออม’ ผู้สูงอายุไทยมีฐานะทางการเงินก่อนเกษียณอย่างไร เป็นปัญหาสังคมที่ชวนขบคิด และต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ผมอยากให้ทุก ๆ ท่าน วางแผนให้มีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณ จะได้มีโอกาสเลือกสิ่งที่อยากทำในชีวิต”

    และอันดับสาม ‘คนไทยอายุยืนขึ้น’ แต่ต้องดำรงอยู่ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เต็มไปด้วยโรค “ผมชอบใช้คำว่า Add Years to Life แล้ว ก็ต้อง Add Life to Years นั่นคืออายุยืนยาวขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยคุณภาพ ไม่ใช่มีชีวิตยืนยาวแต่ติดเตียง ดังนั้น ‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต’ จึงจำเป็นอย่างแท้จริง หรือถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ มันคือ ‘พฤติกรรมการใช้ชีวิต’ นั่นเอง

    “จากการที่ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ 4 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ เรื่องความดี ความเก่ง ความรอบรู้ สุขภาพ และการเงินการลงทุน ผ่าน ‘พินิจพิจารณ์แนวหน้า’ ซึ่งเป็นช่องทางเว็บไซต์ ซึ่งเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ผมสอนเยอะ เพราะบางคนยังออกกำลังกายไม่เป็น ไม่ครบเครื่อง กินอาหารไม่ค่อยเป็น เสียเงินเสียทองเป็นแสนบาทเพื่อเข้าคอร์สลดน้ำหนัก ซึ่งไม่ต้องเลย มาฟังผม และขอแค่มีวินัยเท่านั้น ทุกอย่างก็ดีขึ้นอย่างเห็นผล เพราะอายุจะยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพหรือไม่ อยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต”

Enjoy Life และสร้าง Passion ในสิ่งที่ทำ

    “ผมโชคดีที่ ‘ชอบ’ ในสิ่งที่ผมทำ และ ‘ทำ’ ในสิ่งที่ผมชอบ ผมชอบสอน ชอบอ่านหนังสือ ชอบออกกำลังกาย ชอบกิน ชอบดื่ม (แต่ค่อนข้างดื่มน้อย) ผม Enjoy กับทุกอย่าง ประเด็นสำคัญของการใช้ชีวิต คือ คุณต้อง Enjoy Life หากต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ สำหรับผมคือทรมาน เหมือนตกนรกทั้งเป็น อย่างหมอ ถึงแม้จะไม่ใช่อาชีพในฝันวัยเด็ก แต่ผมก็ชอบในความเป็นหมอ ชอบความเป็นครูมาก ๆ ผมชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบเสนอแนวทางการให้ความช่วยเหลือ ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี เช่น อย่าคิดว่าคนเราเกิดมาไม่มีความรู้เพราะความจน ผมมองว่าความจนพัฒนาได้ ความโง่พัฒนาได้ อย่างผมแม้จะอายุขนาดนี้ก็ยังต้องพัฒนาความรู้ของตัวเอง ยิ่งความรู้ด้านการแพทย์ยิ่งไม่มีวันสิ้นสุด”

    และหากให้พูดถึง ‘ความโชคดี’ ในชีวิต อาจารย์หมอพินิจบอกว่า คงพูดได้ไม่หมดว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน “ในชีวิตคงพูดคำว่าโชคดีได้ไม่หมดจริง ๆ ผมทั้งโชคดีมาก เป็นเกียรติกับชีวิตมาก กับภารกิจแพทย์และการทำงานให้กับจุฬาฯ ได้เป็นหัวหน้าหน่วย หัวหน้าภาค รองคณบดีฯ สมาชิกวุฒิสภา ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล นายกสมาคมต่าง ๆ ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ เลขาธิการแพทยสภา และยังได้สะสมความรู้ตอนเป็นวิทยากร ผมเป็นคณะกรรมการคณะแพทยศาสตร์ 3 แห่ง จุฬาฯ เชียงใหม่ และจุฬาภรณ์ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกการทำงานที่เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ได้รู้จักกับคนเก่ง ๆ ทุกท่านในทุกแห่ง ที่สำคัญ…ผมชอบสร้างคน อย่างหน่วยงานทางเดินอาหารของแพทย์จุฬาฯ ผมสอนมาตั้งแต่รุ่นแรก เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ผมสนับสนุนให้หมอกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ภาษาดี ได้มีโอกาสเข้าประชุมวิชาการของสมาคมแพทย์ทางเดินอาหารของอเมริกา ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเที่ยว ได้เพื่อน ได้วิชาการ ซึ่งความรู้มันมีเยอะในทุกหนทุกแห่ง แค่ความใฝ่หา แค่ขยันอยากรู้ ก็จะเปิดโอกาสให้โลกทัศน์กว้างไกล”

ภารกิจเพื่อสังคม ‘สภากาชาดไทย’ ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน

    วันนี้ รศ. นพ.พินิจ ยังได้ดำรงตำแหน่ง ‘ผู้ช่วยเลขาธิการ’ สภากาชาดไทย ซึ่งภารกิจหลักของ ‘กาชาด’ คือ การดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้หน้าที่สำคัญ อาทิ การแพทย์ สาธารณสุข บรรเทาทุกข์ โลหิต และคุณภาพชีวิต

    “หากพูดถึง ‘คุณภาพชีวิต’ ของประชาชน มันคือทุกมิติของชีวิต ซึ่งทำได้หลากหลายเยอะมาก แต่เราต้องคิดเรื่องการสร้างคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์จากกาชาดด้วย อย่างตอนนี้ ผมให้นโยบายการทำงานกับสำนักงานยุวกาชาด และอาสาสมัครกาชาดว่า ‘กาชาดควรปลูกป่าบกปีละครั้ง’ และ ‘ปลูกป่าชายเลนทุก 3 เดือน’ กิจกรรมนี้เราทำได้เพราะมีเครือข่ายอยู่แล้ว ทุกกิจกรรมประกาศปั๊บ ภายในเวลาแป๊บเดียวก็เต็มปุ๊บ ด้วยชื่อเสียงสภากาชาดไทยที่ติดลมบนอยู่แล้ว ทุกคนไว้ใจ และพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ ผมสนุกกับทั้งงานบริหารองค์กร งานปฏิบัติการ และอยากให้คนทำงานทุกคนเก่งคิดขึ้น”

    ท้ายที่สุด ‘วัยเกษียณ’ ท่านบอกว่า “คงไม่หยุดอ่าน ไม่หยุดเขียน ทุกวันนี้ผมยังเขียนบทความส่งให้แนวหน้าที่ลงทุกวันอาทิตย์ ภายใต้ ‘พินิจ พิจารณ์’ และคงทำงานบรรยายงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล

    “งานสอนแพทย์ก็คงลดลง แต่คงร่วมงานบรรยายที่สามารถสอนอะไรที่กว้าง ๆ ขึ้น สอนอะไรที่มีผลต่อประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า สอนระบบทางเดินอาหาร อย่างมากก็สอนแพทย์ได้เพียงหลักร้อยหลักพันคน แต่สอนประชาชนสอนได้กว่า 66 ล้านคน ก็น่าจะดีกว่านะครับ นอกจากนี้ จะหาเวลาไปพักที่บ้านต่างจังหวัดมากขึ้น ภรรยาผมมีบ้านที่ปากช่อง ก็วางแผนว่าอยากให้ไปอยู่ที่นั่นนานมากขึ้น อายุเราก็กว่า 80 ปีแล้ว อยากได้ใช้ชีวิตที่สงบเรียบง่าย ทำงานมาทั้งชีวิตแล้วครับ” รศ. นพ.พินิจ กล่าวปิดท้าย

TRUST Q32026 Issue 77 9
Trust Magazine by TISCO
Scroll to Top
ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า