
Sundae Kids ‘ศิลปินคู่รัก’ กับซิกเนเจอร์ Comic Essay โทนน่ารักที่เข้าถึงง่าย
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 75 | คอลัมน์ Living Art
เมื่อพูดถึงผลงานศิลปะที่เกี่ยวกับ ‘ความรัก’ ทีไร ดูเหมือนว่าชื่อของ ‘Sundae Kids’ มักเป็นศิลปินที่หลายคนนึกถึงเสมอ ด้วยจุดเริ่มต้นของ โป๊ยเซียน-ปราชญา มหาเปารยะ และ กวิน เทียนวุฒิชัย เป็นสองหนุ่มสาว ‘ศิลปินคู่รัก’ ที่รักการวาดภาพภายใต้ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะด้วยรูปภาพคอมิกส์ (Comic) สีหวานกับลายเส้นเรียบง่ายพร้อมเรื่องราวประสบการณ์ความรัก ความสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ใน Mood & Tone ที่ให้ฟีลความรักอันแสนอบอุ่น เป็นกำลังใจ และแรงบันดาลใจ จนกลายเป็น Comic Essay ซึ่งสร้างซิกเนเจอร์ที่ทำให้ทุกคนรู้จัก ‘Sundae Kids’ มาถึงวันนี้ เรื่องเล่าความรักของพวกเขามีมุมมองที่ใหญ่ขึ้น ผ่านประสบการณ์การเล่าเรื่องด้วยวัยที่เติบโตขึ้น เราจึงเห็นผลงานของ ‘Sundae Kids’ เข้าถึงผู้คนหลากหลายกลุ่มคนในวงกว้าง ทั้งกลุ่มความหลากหลายทางเพศ และอีกหลายกลุ่มคนของสังคม
‘Sundae Kids’ เริ่มต้นจากเพจเฟซบุ๊กที่ทั้งคู่ลงอัปเดตภาพผลงาน Illustrator และภาพคอมิกส์คาแรกเตอร์หนุ่มสาวกับบทสนทนาเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ โลดแล่นอยู่ในโลกออนไลน์มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งกลายเป็นผลงานที่ถูกอกถูกใจผู้คนให้หยุดดูแล้ว ‘ยิ้ม’ กับงานศิลปะของพวกเขาเสมอ ซึ่งไม่เพียงสร้างฐานแฟนคลับให้กับ ‘Sundae Kids’ เท่านั้น แต่ยังได้แจ้งเกิดกับซิกเนเจอร์เฉพาะตัวที่ใครติดตามอยู่ก็รู้ว่านี่คือสไตล์ของ ‘Sundae Kids’ ที่ทั้งโป๊ยเซียนและกวินไม่ได้วางตัวเองกับคำว่า ‘ศิลปิน’ แต่ขอเป็นนักสร้างสรรค์งานศิลปะที่ไม่ได้โฟกัสว่า…ใครจะเรียกพวกเขาว่าอย่างไร
“คำว่า ‘ศิลปิน’ สำหรับผม มันไม่ได้มีให้นิยามตัวเอง แต่อยู่ที่คนจะเรียกพวกเรามากกว่า เพราะไม่ได้ให้น้ำหนักว่าใครมองเราเป็นศิลปิน เป็นนักวาดภาพประกอบ หรือเป็นอะไรก็ตาม จริง ๆ คำว่า ‘ศิลปิน’ อาจจะรู้สึกว่าถูกเรียกคำนี้มากขึ้นตอนทำ Exhibition เดี่ยวโซโล่กันครั้งแรก แต่สำหรับผมกับโป๊ยเซียนก็ไม่ได้คิดว่าเป็นศิลปินอะไรขนาดนั้น เพราะเราไม่ได้เดินในเส้นทางนี้เป็นขั้นสุด แต่ยังทำงานวาดภาพประกอบ ทำงานศิลปะวาดภาพที่เรารักและมีแพสชัน แล้วศิลปะทุกวันนี้ถูกใส่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์หรือในชีวิตตัวเองจนทำให้คนเข้าใจศิลปะกว้างขึ้น จับต้องได้มากขึ้น เช่น งานของพวกเราไปอยู่กับดนตรี Collabs(Collaboration) กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังนั้น ใครแฮปปี้ให้นิยามความเป็น ‘Sundae Kids’ ยังไง…อิสระเลยครับ” หนุ่มกวินกล่าวเริ่มต้น
ทำไมต้อง ‘Sundae Kids’
ย้อนไปจุดเริ่มต้น ‘Sundae Kids’ ในช่วงแรกตอนเรียนในรั้วจุฬาฯ ซึ่งโป๊ยเซียนเล่าว่า กวินเห็นเธอชอบทำงาน Illustration เลยแนะนำให้เปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อสร้างเป็น Portfolio ของตัวเองสะสมไว้
“ตัวเราไม่ได้อยากทำงานประจำ พอเขาสร้างแรงบันดาลใจให้เริ่มทำก็ลงมือเลย แรก ๆ ลงงานหลากหลายไปหมด มีทั้งคอมิกส์ และ Illustration แล้วพัฒนามาเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เลือกเรื่องราวที่มาเล่า ปรับเปลี่ยนไป เลือกจากเรื่องที่เราชอบและสนใจ เป็นเรื่องที่เข้าถึงกลุ่มคนง่ายขึ้น นั่นคือเรื่องของ Relationship เลยพัฒนามาทางนี้ตลอดจนถึงปัจจุบันค่ะ โดยลายเส้นช่วงแรกก็ยังไม่นิ่ง ค่อย ๆ ปรับมาเรื่อยเหมือนกัน แต่ยังคงไว้ถึงความ Simple ซึ่งกวินเป็นคนช่วยดู แนะนำกันไปมาว่าควรปรับไปทางไหน” กวินเล่าเสริมว่า พวกเขาเรียนด้วยกันมา 4 ปี ทำให้รู้ว่า ‘แฟน’ ของตัวเองทำอะไรได้ วิชาที่เก่งคือ Illustration ซึ่งโป๊ยเซียนนำไปต่อยอดได้อย่างแ6น่นอน
สำหรับชื่อ ‘Sundae Kids’ โป๊ยเซียนเคยเล่าผ่านสื่อหนึ่งว่า เป็นส่วนที่ยากที่สุด เริ่มที่คิดจากความหมายของคำนั้นคำนี้ แต่สุดท้ายเป็นชื่อนี้เพราะฟังแล้ว “รู้สึกติดหูและเข้ากับสไตล์ของงานที่เรามากที่สุด โดยมันมาจากไอศกรีมซันเดย์ (Ice Cream Sundae)”
Comic Essay ซิกเนเจอร์ที่เป็นตัวตนของ ‘Sundae Kids’
ผลงาน Comic Essay ถือว่าเป็นตัวตนที่ชัดเจนของ ‘Sundae Kids’ ที่สุด เพราะเกือบทุกโมเมนต์ก็มาจากที่ทั้งคู่ตีความผ่านความเป็นตัวเอง ผ่านประสบการณ์ เพื่อเล่าเรื่องและนำเสนอในมุมนั้น
“แม้งานส่วนใหญ่เนื้อเรื่องจะมีความเป็นโป๊ยเซียนมากกว่า ซึ่งส่วนตัวผมตั้งใจเป็นตัวซัปพอร์ตให้เขาแต่แรก ผมก็จะเป็นคนช่วยดูให้ลงตัวมากขึ้น ผมมองเราสองคนเป็น ‘ทีม’ ไม่ได้มองเป็นบุคคลว่าคนนี้ต้องทำอะไร อีกคนต้องทำอะไร อันไหนช่วยได้ก็ช่วยกัน ที่สำคัญ คือ เราต้องมีความเชื่อมั่นต่อกัน”
สำหรับโป๊ยเซียนก็มีมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า “เราทำงานด้วยกันมานาน รู้จักกันมานาน รู้สไตล์งานกันมานานก็จริง แต่สไตล์การทำงานตรงข้ามกันเลย ที่ผ่านมาปรับสไตล์กันเยอะเหมือนกัน 10 ปีของการทำงาน คือ ใช้ความเข้าใจกัน ให้ความเชื่อใจกวินมาก ๆ พูดได้เลยว่า…ถ้ามีคำแนะนำ หรือมี Suggestion อะไร เราคือเชื่อเขาเลย เพราะมันทำให้มี ‘Sundae Kids’ ในวันนี้”
ทว่าความเป็น ‘Sundae Kids’ ที่สร้างตัวตนจากความเป็นคู่รัก เป็นคนสองคน ได้มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน ดังที่กวินบอกว่า “จุดแข็งคือเรามีกันสองคนย่อมดีกว่าคนเดียวในการคิดงานสร้างสรรค์ แต่จุดอ่อนก็คือเราสองคนด้วยเช่นกัน เพราะมันมีความเป็นไปได้ทุกการทำงานที่อาจต้องทะเลาะกัน มองต่างมุมกัน แต่ด้วยต้องคิดให้ได้ว่า เราทำงานกันเป็นทีม คิดว่าต้องสามัคคีกัน เชื่อใจกัน แล้วมันจะผ่านไป ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมาก ๆ ของการทำงานและการสร้างสรรค์ผลงานในแต่ละครั้ง”
‘10 Years of Lost and Found’
ตัวตนและการเติบโตของ ‘Sundae Kids’
‘Sundae Kids’ มีนิทรรศการ ‘The Kid Within’ เป็นผลงานสร้างสรรค์โซโล่เดี่ยวของพวกเขาครั้งแรกเมื่อปี 2559 ที่เดอะแกลอรี ชั้น 36 โรงแรมพูลแมน จี กรุงเทพ (สีลม) โดยตอนนั้นเฟซบุ๊กเพจ ‘Sundae Kids’ มีผู้ติดตามมากกว่า 40,000 คน โดย ณ ตอนนั้นทั้งคู่ได้ร่วมงานกับบริษัทชั้นนำต่าง ๆ แล้วเช่นกัน
“งานโซโล่เดี่ยวครั้งแรก พวกเราไม่ได้คาดหวังว่างานต้องเป็นแบบไหน Feedback อย่างไร อาจด้วยตอนนั้นอายุยังน้อย รู้สึกว่าเรายังตัวเล็ก ๆ เพราะพอยิ่งตัวเล็กยิ่งไม่มีความคาดหวัง” กวินเล่าถึงนิทรรศการครั้งแรก โดยโป๊ยเซียนเล่าเสริมด้วยว่า เป็นครั้งแรกของพวกเขาที่อยากลองทำและได้ทำจริง ๆ “สองคนทำกันอย่างเต็มที่ ใส่พลังกันเต็มเลยค่ะ ไม่ได้คาดหวังจะต้องเป็นศิลปินโด่งดังอะไร ด้วยความที่เรายังไม่ได้มีชื่อเสียงนักก็เลยไม่กดดัน อีกอย่างคนที่เข้ามาชมงานนิทรรศการครั้งนั้นก็ไม่ได้คาดหวังเราขนาดนั้นด้วยค่ะ แต่งานครั้งนั้นก็ตื่นเต้นกันมาก ทำทั้งงาน Illustration และ Comic ไม่ต้องเห็นตัวเองเป็น Artist แค่เห็นมีโอกาสได้ทำ Exhibition ได้โชว์ผลงาน พอได้รับการติดต่อมาจากการที่เขาเคยเห็นศักยภาพบางอย่างของเราที่สามารถเอาไปต่อยอดได้ ก็ตัดสินใจลงมือทำร่วมกันเลย”
จากนั้นเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ณ Yelo House ช่วงวาเลนไทน์ในปี 2563 ชื่อ ‘This is for you’ เป็นเรื่องราวความรักหลากหลายรูปแบบที่ได้ทำ Graphic Novel แอนิเมชัน เพนต์ และงานพิมพ์ ถือเป็นครั้งที่โป๊ยเซียนและกวินบอกว่า…ได้ลองทำอะไรที่อยากทำในหลาย ๆ แบบ กระทั่งปี 2567 ก็มีนิทรรศการเป็นของตัวเองอีกครั้งกับ ‘10 Years of Lost and Found’ วันเวลา 10 ขวบปีที่ศิลปินคู่รักคู่นี้อยากชวนมามองตัวตนและย้อนดูเส้นทางการเดินทางของพวกเขาผ่าน Comic Essay ตั้งแต่วัยเด็กจนก้าวสู่การทำ Comic ความเป็นตัวตนที่เล่าโดยอีกฝ่าย ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของพวกเขาและการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคในความรัก จนยังมีกันและกันถึงวันนี้ ซึ่งความสำเร็จของนิทรรศการ ‘10 Years of Lost and Found’ ได้รับการตอบรับจากทั้งกลุ่มแฟนคลับคนรัก ‘Sundae Kids’ รวมถึงสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำความรู้จักพวกเขาจากนิทรรศการนี้ที่ถูกจัดขึ้น ณ River City Bangkok
“เราเติบโตกันทีละขั้นค่ะ ค่อย ๆ โต ถ้าถามว่ามีความตั้งใจกับ ‘Sundae Kids’ อย่างไร หรือ Plan ไว้แบบไหน บอกตามตรงว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เราสองคนอยากทำ อยากร่วมงานกับหลาย ๆ แบรนด์มากกว่านี้ไปอีก หลากหลายมากขึ้น อยากโตไปให้มากกว่าในไทย อยากได้ลองตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศ” ด้วยเหตุผลนี้ ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งโป๊ยเซียนและกวินจึงตัดสินใจไปใช้ชีวิตกันที่นิวยอร์กเพื่อสร้างสรรค์ผลงานในมิติใหม่ ๆ
“ด้วยสองคนทำงานเหมือนแทบไม่ได้ออกไปไหนกันเลย โป๊ยเซียนเหมือนนั่งทำงานอยู่ตรงหน้าผมตลอดเวลา เลยเกิดไอเดียว่าถ้าไปทำงานที่อื่นได้ เปลี่ยนฮวงจุ้ยทำงานของเราได้คงดีกว่า พอผ่านช่วง COVID-19 ไป ราวปลายปี 2566 ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่นิวยอร์ก ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่ใช่เมืองไทย เลยกลายเป็นโลกใหม่ของเราเลย ได้ความตื่นเต้นแบบใหม่ สร้าง Inspiration ใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์งาน ได้ทำงานวิธีการใหม่กับคนกลุ่มใหม่ที่วัฒนธรรมและสังคมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบางอย่างก็เวิร์กในการอยู่ที่นี่ แต่บางอย่างก็เวิร์กที่เมืองไทย ทำให้เราสองคนไป ๆ กลับ ๆ มีทั้งงานที่ต้องทำทั้งสองแห่ง และโปรเจกต์ในประเทศอื่น ๆ ที่ถูกจ้างให้สร้างงานกับเขา อย่างปีที่ผ่านมา ก็ไปฮ่องกงกับสิงคโปร์”
ผลงาน ‘Sundae Kids’ โลดแล่น Collabs กับไลฟ์สไตล์ของผู้คน
แม้ตลอดมากว่า 10 ปีจนถึงวันนี้ ผลงานโดดเด่นของ ‘Sundae Kids’ คือ Comic Essay ทว่าก็ยังเห็นงาน Illustration ของทั้งคู่ยังคงสร้างสรรค์มาโดยตลอดเช่นกัน โดยเฉพาะงานที่ Collabs กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
“งาน Collabs ที่ทำกับผลิตภัณฑ์และสินค้า รวมถึงร่วมมือกับแบรนด์และองค์กรต่าง ๆ มีกันมาตลอด อย่างกับแบรนด์ VICHITR ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เราได้ทำคอลเลกชันพิเศษช่วงวาเลนไทน์ ได้ทำสติ๊กเกอร์ไต้หวัน Collabs กับผลิตภัณฑ์ทำแก้ว ทำการ์ดอวยพรต่าง ๆ กับร้านที่ UK ทำสติ๊กเกอร์ให้กับ Loacker เนสกาแฟ แล้วก็ Lay’s Stax ด้วย ออกแบบ Collabs กับเสื้อผ้า Good Luck กับร้าน Homework ทำภาพประกอบให้เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วก็ยังมีผลงานตอนที่ย้ายไปนิวยอร์ก เช่น Biggest Little แบรนด์ของเล่นที่บรูคลิน และได้ Collabs งานออกแบบแพ็กเกจจิงของเล่นสำหรับเด็ก เจ้าของแบรนด์ให้อิสระในการออกแบบกับเรามาก ครั้งนี้ได้เรียนรู้วิธีการทำงานใหม่ ๆ การสร้างสรรค์ในไอเดียใหม่”
นอกจากนี้ กวินยังเล่าต่อเนื่องไปด้วยว่า “ที่นิวยอร์กมีความเป็นเมืองมาก มีไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนเมืองในอีกรูปแบบหนึ่งเลย เราทั้งคู่ต้องปรับตัวกันใหม่ คนที่นี่พูดคุยและทักทายกันง่ายมาก อย่างอยู่อะพาร์ตเมนต์เดียวกันแล้วลงลิฟต์มาด้วยกัน การพูดคุยคือปกติและเกิดได้ทุกเมื่อ ทุกคน Nice และ Friendly ซึ่งเราไม่ชินกับ Small Talk แบบนี้ ก็ต้องปรับตัวกันเยอะเลย สำหรับนิวยอร์กเป็นเมืองที่ผมมองว่า ช่วงหนึ่งของชีวิตถ้ามีโอกาสก็ควรอยู่และใช้ชีวิตให้สนุกกับที่นี่ แต่ไม่ใช่เมืองที่เราจะอยู่ตลอดไป ให้แค่ช่วงชีวิตหนึ่งเท่านั้น นั่นหมายความว่า…อนาคตเราก็ต้องกลับมาอยู่เมืองไทย”
ครั้งนี้เรามีโอกาสได้คุยกับโป๊ยเซียนและกวินที่เมืองไทย เป็นช่วงที่ทั้งสองคนกลับมาเตรียมสร้างสรรค์ผลงานครั้งใหม่ที่แอบกระซิบว่า คล้าย ๆ กับงาน Exhibition แต่สเกลเล็กลงมากว่าครั้งล่าสุด ส่วนเป็นงานอะไร เมื่อไหร่ พวกเขายังไม่สามารถเล่าให้ฟังในวันนี้ได้ แต่ได้เห็นในปี 2569 แน่นอน นอกจากนี้ ยังมีผลงานกับแบรนด์ต่าง ๆ และอีกหลายองค์กรในต่างประเทศมาอีกเรื่อย ๆ สามารถติดตามผลงานอัปเดตของ ‘Sundae Kids’ ได้ที่เว็บไซต์และเฟซบุ๊กเพจที่มีผู้ติดตามกว่า 2 ล้านคนในชื่อเดียวกันของพวกเขา




