
เรื่องเล่า ‘LOOP OF LIFE’ ผ่านผลงานศิลปะ ของศิลปินหน้าใหม่ กลย์มนัส อาริยะไกรศรี
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 76 | คอลัมน์ Living Art
‘กล’ กลย์มนัส อาริยะไกรศรี (Korn Ariyak) เป็นเจ้าของคาแรกเตอร์ ‘มิสเตอร์เหลว (Mr. Liquid)’ ที่จัดแสดงผลงานเดี่ยวของตัวเองไปเมื่อปลายปี 2568 ณ Trendy Gallery.Art ชั้น 2 River City Bangkok โดยหนุ่มกลมีดีกรีศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ สาขาประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมกับโปรไฟล์การทำงานด้านครีเอทีฟ และ Art Director ในบริษัทโฆษณาชื่อดังของเมืองไทย ซึ่งในวันที่หนุ่มกลรู้ตัวเองว่า ‘มีของ’ ก็สร้างโอกาสให้ตัวเองแจ้งเกิดเป็น ‘ศิลปิน’ เต็มตัวสู่แวดวงศิลปะเมืองไทยด้วยนิทรรศการ ‘LOOP OF LIFE’ ผลงานเดี่ยวเปิดตัวศิลปินป้ายแดงคนนี้
“ภาพศิลปินตอนวัยเด็กของผม คือ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และเห็นภาพตัวเองในอนาคตเป็นศิลปินประมาณนี้ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกครับว่า ศิลปินคืออะไร เพราะรูปแบบเส้นทางศิลปินของบ้านเราจริง ๆ ก็ไม่ได้มีเยอะ พวกเรารู้จักศิลปะ แต่ไม่รู้ว่าศิลปะมีอีกหลายแขนง หลายสาขา ซึ่งพอรู้ว่าตัวเองชอบศิลปะ คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนให้เรียน ส่งไปเรียนวาดรูป ไปกวดวิชา ทำให้มีโอกาสเจอรุ่นพี่ที่ติวให้เป็นศิษย์เก่าศิลปากร เลยยิ่งชัดเจนกับตัวเองได้ว่า คณะมัณฑนศิลป์ สาขาประยุกต์ศิลป์ ที่เน้น Painting อย่างเดียว คือสิ่งที่เราอยากเรียน” และจากแพสชันทำให้รู้ตัวเองว่าชอบศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อโอกาสลงตัว เขาก็พาตัวเองก้าวสู่เส้นทาง ‘ศิลปิน’
ต่อจากนี้ คือ เรื่องเล่าของหนุ่มกลผ่านงานศิลปะโดยให้นิทรรศการ ‘LOOP OF LIFE’ เป็นจุดเริ่มต้น ต่อยอดไปยังเส้นทางศิลปินหน้าใหม่ไทยที่เพิ่งนับ ‘หนึ่ง’ กับประสบการณ์นี้ โดยมองอาชีพศิลปินเป็น ‘นักสื่อสาร’ ที่มีหน้าที่สื่ออารมณ์และความรู้สึกที่อยากเล่าผ่านงานศิลปะของตัวเอง ส่วนผู้ชมจะรู้สึกและเข้าใจลึกซึ้งได้แค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการเติบโตที่ผ่านอะไรมาบ้าง เจอประสบการณ์อะไรบ้าง และนี่คือพลังของศิลปะที่สามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้คนนั่นเอง
LOOP OF LIFE เล่าเรื่องผ่านศิลปะโดย ‘มิสเตอร์เหลว’
“ภาพศิลปินตอนวัยเด็กของผม คือ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และเห็นภาพตัวเองในอนาคตเป็นศิลปินประมาณนี้ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกครับว่า ศิลปินคืออะไร เพราะรูปแบบเส้นทางศิลปินของบ้านเราจริง ๆ ก็ไม่ได้มีเยอะ พวกเรารู้จักศิลปะ แต่ไม่รู้ว่าศิลปะมีอีกหลายแขนง หลายสาขา ซึ่งพอรู้ว่าตัวเองชอบศิลปะ คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนให้เรียน ส่งไปเรียนวาดรูป ไปกวดวิชา ทำให้มีโอกาสเจอรุ่นพี่ที่ติวให้เป็นศิษย์เก่าศิลปากร เลยยิ่งชัดเจนกับตัวเองได้ว่า คณะมัณฑนศิลป์ สาขาประยุกต์ศิลป์ ที่เน้น Painting อย่างเดียว คือสิ่งที่เราอยากเรียน” และจากแพสชันทำให้รู้ตัวเองว่าชอบศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อโอกาสลงตัว เขาก็พาตัวเองก้าวสู่เส้นทาง ‘ศิลปิน’
ต่อจากนี้ คือ เรื่องเล่าของหนุ่มกลผ่านงานศิลปะโดยให้นิทรรศการ ‘LOOP OF LIFE’ เป็นจุดเริ่มต้น ต่อยอดไปยังเส้นทางศิลปินหน้าใหม่ไทยที่เพิ่งนับ ‘หนึ่ง’ กับประสบการณ์นี้ โดยมองอาชีพศิลปินเป็น ‘นักสื่อสาร’ ที่มีหน้าที่สื่ออารมณ์และความรู้สึกที่อยากเล่าผ่านงานศิลปะของตัวเอง ส่วนผู้ชมจะรู้สึกและเข้าใจลึกซึ้งได้แค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการเติบโตที่ผ่านอะไรมาบ้าง เจอประสบการณ์อะไรบ้าง และนี่คือพลังของศิลปะที่สามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้คนนั่นเอง
Comic Essay ซิกเนเจอร์ที่เป็นตัวตนของ ‘Sundae Kids’
นิทรรศการ ‘LOOP OF LIFE’ เล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร ‘มิสเตอร์เหลว’ ที่มีคาแรกเตอร์เป็นเจ้าน้ำสีส้ม ปล่อยจอยไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา เหมือนฉากหนึ่งในชีวิตที่คนเราต้องเจอ ทว่าวันหนึ่งความรู้สึกเดิม ๆ ที่เคยผ่านไปแล้วนั้นจะหมุนวนกลับมาซ้ำ ๆ แต่ด้วยความมั่นคงภายในของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ไหนก็ปรับตัวและผ่านมันไปได้
“วิธีเล่าเรื่องของ ‘LOOP OF LIFE’ เหมือนพาเข้าไปอยู่ในโลกของภาพยนตร์ ใช้ Cinematic ที่มีตัวละครเอกคือ ‘มิสเตอร์เหลว’ จำนวน 30 ซีน มาเล่าเรื่องของผู้คนที่เขาไปรับรู้มา สะท้อนถึงตัวผมที่ชอบฟังเรื่องเล่าของคนอื่น ชอบดูชีวิตผู้คน ทำให้เห็นปัญหาของคนนั้น ฟังเรื่องเศร้าของคนนี้ ‘มิสเตอร์เหลว’ เป็นตัวสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของทุกคน ซึ่งหลายเรื่องราวสามารถลิงก์ไปกับแก่นความคิดข้างในของหลาย ๆ คนได้”
‘มิสเตอร์เหลว’ ไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่เพิ่งถูกสร้างสรรค์เพื่อ ‘LOOP OF LIFE’ แต่ถูกลงลายเส้นให้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่หนุ่มกลเรียนมัธยมฯ ปลาย ซึ่งวาดเล่นด้วยลายเส้นธรรมดาในชั่วโมงเรียนติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็น ‘เจ้าเหลว’ ที่เกิดจากความคิดต่างและความมุ่งมั่นเรียนศิลปะของตัวเขา
“จำได้แม่นมาก เป็นช่วงระหว่างติวที่พี่ติวเตอร์เปรียบเทียบเด็กทุกคนเป็นก้อนหินที่ปักหมุดเป้าหมายเบื้องหน้าคือมหาวิทยาลัย โดยระหว่างหินกับมหาวิทยาลัยมีหลุมซึ่งก็คือการสอบอยู่ตรงกลาง เด็กทุกคนต้องผ่านหลุมสอบเพื่อเข้ารั้วมหาวิทยาลัย เขาเปรียบเทียบว่า เด็กที่เก่งก็เป็นหินก้อนใหญ่ที่ไม่ตกลงไปในหลุมสามารถผ่านเข้าไปในรั้วได้ ส่วนเด็กไม่เก่งเป็นหินก้อนเล็กที่พอมาถึงหลุมนี้ก็ไหลดิ่งตกหลุม ส่วนเด็กที่เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ก็เปรียบเป็นหินหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบแท่ง แบบเหลี่ยม ผ่านถูกเหลี่ยมก็ไม่ตกลงหลุม ผิดเหลี่ยมไปก็ตกหลุม ส่วนตัวเรา พี่เขาบอกว่าเป็นของเหลวที่ไม่ว่ายังไงก็ไหลลงหลุม สอบไม่ติด แต่ผมกลับคิดต่างไป เฮ้ย! ของเหลวมันแข็งตัวได้ มันทำทุกอย่างได้ ก็เลยบอกพี่ติวเตอร์คนนั้นไปว่า ‘เดี๋ยวจะสอบติดเข้ามหาวิทยาลัยให้ดู’ เลยกลายเป็นที่มาของตัว ‘มิสเตอร์เหลว’ ครับ”
หนุ่มกลย้อนเล่าเพิ่มเติมถึง ‘มิสเตอร์เหลว’ ด้วยว่า ฟอร์มเดิม ๆ มาจากรูปแบบสามเหลี่ยม ก่อนถูกปรับพัฒนาเป็นคาแรกเตอร์ในปัจจุบัน “เป็นของเหลวที่พยายามทำตัวเองให้มั่นคง ผมได้คอนเซปต์ของไอเดียนี้ว่า มนุษย์ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามฟอร์มต่าง ๆ เพื่อผ่านพ้นสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป โดย ‘หลุม’ ถูกสร้างให้เป็นอุปสรรคที่ต้องผ่านไปให้ได้ ก็เหมือนกับบางอนาคตของเราที่ต้องฝ่าอุปสรรคแบบพุ่งชน ซึ่งต้องใช้พลังที่มั่นคง จากสารเหลวต้องปรับตัวเองเป็นของแข็งที่แข็งแรงถึงจะชนทะลุผ่านได้ หรือบางทีอาจต้องทำให้ของเหลวตัวเองเป็นสารลอยในอากาศที่สามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ หมายความว่าทุกคนสามารถปรับตัวเองให้ผ่านแต่ละอุปสรรคในชีวิตได้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป”
สร้าง ‘Going up is just’ นำร่องเส้นทางศิลปิน
สำหรับ ‘LOOP OF LIFE’ ไม่ใช่ผลงานแสดงแรกของหนุ่มกล แต่เจ้าตัวนำร่องเส้นทางศิลปินของตัวเองด้วยชุดผลงานก่อนหน้าที่มีชื่อว่า ‘Going up is just’ ผ่าน Story ที่ว่า…ในระหว่างทางการเติบโตของคนเรานั้น ต้องเจอกับผู้คนแบบไหนบ้าง ประเภทไหนบ้าง ถูกสร้างสรรค์เป็นชุดผลงานที่เขานำไปจัดแสดงขึ้นครั้งแรกที่ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ถนนสุขุมวิท
“โชว์ที่เอ็มสเฟียร์เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นจากรุ่นพี่คนหนึ่งส่งข่าวบอกต่อมาว่า เอ็มสเฟียร์มีโครงการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินใหม่จัดแสดงผลงาน เราก็เลยส่งพอร์ตตัวเองเข้าไปตาม Process โดยได้ร่วมจัดแสดง 12 ชิ้น ถูกจองไป 10 ชิ้น ตอนนั้นมี ‘มิสเตอร์เหลว’ เป็นหนึ่งในเวอร์ชันของโชว์ครั้งนี้ด้วยนะครับ แต่หน้าตาเป็นลักษณะก้อนเมฆ ไม่เหมือนปัจจุบัน”
จากงานแสดงครั้งแรกนี้ ต่อยอดสู่ ‘LOOP OF LIFE’ ซึ่งร่วมงานกับ Trendy Gallery.Art อันถือว่าเป็นสังเวียนที่ใหญ่กว่า ผลงานแสดงครั้งนี้จึงมาพร้อมประสบการณ์จากหลากหลายมิติของโลกแห่งศิลปะ ที่ทุกคนรู้จักเขาในฐานะ ‘ศิลปิน’ ที่แท้จริง
สังเวียนครั้งนี้ใหญ่ขึ้น เราได้เจอทั้งนักสะสมงานศิลปะ เจอคนที่มาชมงานศิลปะจริง ๆ ได้ Feedback ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ผมเข้าใจคำว่า ‘ศิลปิน’ มากขึ้น บางอย่างที่เราสื่อออกไป มันไม่ใช่อย่างที่คิด บางอย่างคิดว่าดีแล้วแต่ก็ยังไม่ดีสำหรับบางคน เราอยากให้เขาเห็นแบบนี้ แต่คนมองกลับเห็นต่างกันไป ทำให้ย้อนกลับไปเห็นตัวเองว่า เรื่องบางเรื่องเราจมมากเกินไป เราอยู่คนเดียว คิดคนเดียว ลงรายละเอียดอย่างนั้นอย่างนี้ เล่าเรื่องแบบนี้ เขียน Story แบบนี้ดีกว่า พอไปถึงโชว์จริง ๆ คนไม่ได้มองตรงนั้น แต่ให้ความรู้สึกกับจุดอื่นมากกว่า อะไรคือ Impact สำหรับเขา อะไรคือ Impact กับเรา ได้รับคำวิจารณ์ในหลายแง่มุมที่เราต้องเปิดใจรับและยอมรับ นับเป็นการสื่อสารที่น่าสนใจมาก
เรียกว่า ‘LOOP OF LIFE’ สะท้อนโลกแห่งศิลปะในหลากหลายมิติที่เจ้าตัวเปิดใจยอมรับทุกความคิดเห็น ทุกมุมมอง และทุกคำวิจารณ์ ที่กลายเป็นความท้าทายและแรงผลักให้ผลงานสร้างสรรค์ครั้งต่อไปกลมกล่อมและลงตัวยิ่งขึ้น ส่วนจะยังเป็น ‘มิสเตอร์เหลว’ เล่าเรื่องหรือไม่ ศิลปินหน้าใหม่วัย 28 ปี บอกว่า…เวลาจะช่วยตกผลึกแนวคิดและพลังสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่ต้องติดตามกันต่อไป
ไปต่อบนเส้นทาง ‘ศิลปิน’ สุดท้าทาย
“ในยุคปัจจุบันนี้ อาชีพ ‘ศิลปิน’ กำลังท้าทายมาก ๆ สำหรับผม ยิ่งผ่านเวทีใหญ่มาเท่าไหร่ยิ่งท้าทายผลงานครั้งต่อไปของตัวเอง เพราะแต่ละงานแสดงเราไม่รู้เลยว่า หลังจากนั้นจะได้ทำต่อหรือไม่ ได้ไปต่ออย่างไร แล้วอุปสรรคที่ต้องเจอวันข้างหน้าคืออะไร เพราะผลงานศิลปะไม่ใช่สินค้า ไม่ได้ถูกคนซื้อเพื่อบริโภค แต่เป็นความ ‘ชอบ’ และ ‘ไม่ชอบ’ ซึ่งคือ Taste นอกจากนี้ ภายใต้ความเป็น ‘ศิลปิน’ แม้มีความต้องการของตัวเองเป็นแรงผลักจากภายในที่อยากถ่ายทอดเรื่องราว อยากให้ผลงานเราโดนใจผู้ชม แต่เราคิดแค่นั้นไม่ได้ เพราะถึงจะเป็นศิลปิน เราก็ต้องมีอยู่มีกิน ต้องคิดเรื่องนี้ด้วย อย่าฆ่าตัวเอง การเป็นศิลปินไม่ใช่การออกบวช แต่เราต้องทำสิ่งนี้ไปทั้งชีวิต ฉะนั้น ความท้าทายของอาชีพนี้ นอกจากทำเพื่อแพสชันตามอุดมการณ์ของตัวเองแล้ว ต้องจัดระบบให้ตัวเองสร้างสรรค์งานอย่างต่อเนื่อง นำเสนองานศิลปะใหม่ ๆ ที่ทำให้คนชื่นชม และนั่นคือศิลปินได้ทำสิ่งที่อยากทำ แล้วยังดำรงชีวิตได้
หนุ่มกลขีดทิศทางตัวเองเพื่อสร้างความสำเร็จในฐานะศิลปินในอนาคตไว้แล้วว่า เริ่มจากหาวิธีที่สามารถสื่อสารถึงผู้คนยุคใหม่ในวงกว้างกว่านี้ เข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้น “ยิ่งเราผ่านสนามใหญ่ ๆ จะยิ่งทำให้เข้าใจทั้งนักสะสม ผู้คนที่หลงใหลศิลปะ ผมวางแผนอยากให้ตัวเองมีงานแสดงปีละครั้ง สร้างงานศิลปะที่สามารถทำหน้าที่สื่อสารอารมณ์และความรู้สึก แค่เขาดูงานของเราแล้วรู้สึกดี ไม่ต้องดูเพื่อเข้าให้ถึง ไม่ต้องหาคำตอบ ไม่ต้องตีความ ผมอยากให้ทุกคนใช้ความรู้สึกดูและชื่นชมงานศิลปะให้เหมือนฟังดนตรีแล้วปล่อยไปตามอารมณ์ ความสุขก็เกิดขึ้นได้แล้ว”
แน่นอนว่า…โปรเจกต์ต่อไปของกลย์มนัสถูกคิดและวางโครงเรื่องไว้แล้ว “จริง ๆ ผมมีไอเดียตั้งแต่ตอนช่วงแสดง ‘LOOP OF LIFE’ แล้ว แต่ดังที่เล่าข้างต้น งานแสดงครั้งนี้ เราเจอ Effect กลับมาหลากหลาย เจอคำวิจารณ์ ทำให้ต้องหยุดชะงักโครงความคิดชุดเดิม ๆ ไว้ ชุดความคิดที่เรายังไม่ได้ฟังคนอื่น ๆ ว่าที่สื่อสารไปนั้นมันโอเคไหม ซึ่งพอจบ ‘LOOP OF LIFE’ กลายเป็นว่าต้องเป็นโครงที่ต้องคิดใหม่ จากนั้นไอเดียก็ค่อย ๆ เข้ามาเติม ไม่ได้มาวูบเดียวแล้วโซโล่เลย เก็บสะสมตกผลึกเพื่อให้ออกมาถูกใจที่สุด แล้วค่อยไปต่อกับงานแสดงครั้งต่อไปครับ”




