ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ กว่า 2 ปี กับภารกิจยกระดับอุตสาหกรรมประกันภัย ภายใต้งานบริหาร ‘สมาคมประกันวินาศภัยไทย’

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 75 | คอลัมน์ People

764A3997

ท่ามกลางบริบท ‘โลกใหม่’ ที่ไม่ใช่แค่ยุคหลังวิกฤต COVID-19 เท่านั้น หากเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และพฤติกรรมของผู้บริโภค ดั่งในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งล้วนส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ทว่า ‘ธุรกิจประกันวินาศภัย’ กลับสวนกระแส ด้วยแนวโน้มการขยายตัวจากความรู้ความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องประกันที่มีมากขึ้น รวมไปถึงภาคธุรกิจที่ต่างพัฒนาและขับเคลื่อนเชิงรุกในทุกด้าน โดยมี ‘สมาคมประกันวินาศภัยไทย’ รับบทบาทสำคัญในการร่วมดูแลภาพรวมของอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

     ‘สมาคมประกันวินาศภัยไทย (Thai General Insurance Association: TGIA)’ ถือเป็นองค์กรของภาคธุรกิจประกันวินาศภัยที่เป็นเสมือนสมาคมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประกันภัยมาร่วมกันพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโตอย่างมั่นคง เป็นกลไกสำคัญร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.สมพร สืบถวิลกุล ขึ้นแท่นเป็นนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย พร้อมด้วย ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์การทำงานในธุรกิจประกันภัยทั้งกับบริษัทระดับโลกและระดับประเทศ มาร่วมงานบริหารสมาคมฯ ในตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร ซึ่งวันนี้เป็นแขกรับเชิญในคอลัมน์ People ของนิตยสาร TRUST

ชู 4 พันธกิจของ ‘สมาคมประกันวินาศภัยไทย’

     “สำหรับธุรกิจประกันภัยมี 2 ประเภท ได้แก่ 1. ประกันชีวิต เป็นประกันที่เกี่ยวเนื่องกับการดำรงชีพอยู่หรือการมรณะของบุคคล ซึ่งชีวิตประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้ และ 2. ประกันวินาศภัยที่เป็นเรื่องของการประกันภัยที่สามารถประเมินค่าความเสียหายเป็นตัวเงินได้ ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยการขนส่งทางทะเล และประกันภัยเบ็ดเตล็ด (ประกันภัยการเดินทาง ประกันสุขภาพ ฯลฯ)” ก่อนจะเข้าไปถึงภารกิจของสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดร.พงษ์ภาณุได้เริ่มต้นอธิบายให้เข้าใจถึงคำจำกัดความของ ‘ประกันวินาศภัย’ และยังได้ตอบคำถามเกี่ยวกับ ‘ภัยพิบัติ’ กับมิติประกันภัยที่คนไทยกำลังเผชิญความเดือดร้อนว่า

     ทั้งอุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว จัดเป็นประเภทภัยที่ต้องดูรายละเอียดว่าอยู่ในกรมธรรม์ประเภทไหน เช่น น้ำท่วมแล้วรถจมน้ำ ก็จะคุ้มครองอยู่ในประกันภัยรถยนต์ หรือแผ่นดินไหว บ้านเสียหายก็จะไปอยู่ในประกันอัคคีภัยของบ้านอยู่อาศัย เป็นต้น

     จากนั้นผู้อำนวยการบริหารเล่าต่อไปถึงงานบริหารของสมาคมประกันวินาศภัยไทยที่บริหารจัดการโดยคณะกรรมการบริหาร 21 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากบริษัทสมาชิก (บริษัทรับประกันวินาศภัย) ที่มีทั้งหมด 48 บริษัท ผ่าน 4 พันธกิจหลัก ได้แก่

     1. เสริมสร้างความเชื่อมั่น และยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจประกันวินาศภัย รวมถึงส่งเสริมการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

     2. ส่งเสริมและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเสริมสร้างบทบาทในฐานะผู้บริหารความเสี่ยงมืออาชีพให้กับภาครัฐและภาคเอกชน

     3. ผลักดันนโยบาย กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย

     4. เสริมสร้างระบบนิเวศประกันภัยที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ

ยกระดับความเชื่อมั่นธุรกิจประกันภัยไทย
คู่การขับเคลื่อนองค์ความรู้ ‘ประกันภัย’ ให้ภาคประชาชน

     “จาก Traffic ที่เข้ามาทั้งในเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของสมาคมฯ  ทำให้เรารู้ว่าประชาชนรู้จักและเข้าใจการทำงานของ ‘สมาคมประกันวินาศภัยไทย’ กันไม่น้อย ด้วยหนึ่งในหน้าที่ของเรา คือ เป็นตัวกลางเชื่อมโยงปัญหาต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคมีปัญหากับบริษัทสมาชิกก็จะประสานเรื่องเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกคน”

     สำหรับภาพรวมบทบาทของสมาคมฯ สู่ประชาชนนั้น ดร.พงษ์ภาณุเล่าว่า มีทั้งเรื่องการรับประกันและการส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน “ยกตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่รู้จักคำว่า ‘ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.’ แต่ถ้าผมถามง่าย ๆ ว่า ‘ปิดประตูรถแล้วประตูหนีบนิ้ว พ.ร.บ. เคลมได้ไหม’ หลายคนตอบ ‘ไม่ได้’ แต่จริง ๆ คือ ‘ได้’ แล้วได้ยังไงล่ะ? นี่แค่ตัวอย่างที่เป็นความรู้ง่าย ๆ แต่ประชาชนยังขาดความเข้าใจ สมาคมฯ จึงทำกิจกรรมสร้างความรู้ต่าง ๆ แก่ประชาชนในหลากหลายกลุ่ม เช่น ให้ความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. แก่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในรัศมี 500 เมตร รอบสมาคมฯ วินละ 2-3 คน รวม 100 คน แล้วจัดอบรม หนึ่ง…การขับขี่ปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎจราจร สอง…อบรมเรื่อง Financial Literacy สาม…อบรมเรื่องการใช้สิทธิ์ความคุ้มครองประกันภัยที่เขาซื้อ ถามว่า…ให้เขาซื้อประกันเหรอครับ ไม่ใช่ เขาซื้ออยู่แล้ว เราแค่ยกระดับความเข้าใจ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องประกันแล้วเราให้ความรู้”

     รวมไปถึงกรณีตัวอย่างบ้านอยู่อาศัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวของกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2568 “สิ่งที่สมาคมฯ ช่วยดูแลประชาชนคืออะไร เราประสานขอความสนับสนุนจาก คปภ. ดึงข้อมูลนิติบุคคลอาคารชุดในกรุงเทพฯ ที่ทำประกันภัย แล้วกระจายข้อมูลให้บริษัทสมาชิกเพื่อให้แจ้งว่า อาคารนั้น ๆ บริษัทใดรับประกันภัยทรัพย์สินส่วนกลางอยู่ ถ้ามีลูกบ้านไปเคลมห้องในตึกนั้น สิ่งที่ประหยัดเวลา คือ เราส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัยบริษัทเดียวกันเข้าไปสำรวจความเสียหายตึกนั้นครั้งเดียว ถ้าไม่ได้แบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีลูกบ้าน 100 ห้องทำกับ 20 บริษัทประกันภัย ก็ต้องนัดทั้ง 20 บริษัทเข้าไปดู ทำให้การให้บริการประชาชนมีความล่าช้า การจ่ายสินไหมก็ล่าช้า การซ่อมก็จะล่าช้า ในเรื่องนี้ เราทำในเชิงการเตรียมข้อมูลแล้วกระจายข้อมูลนั้นให้บริษัทสมาชิกร่วมกันดูแลประชาชน”

     ปัจจุบัน สมาคมฯ ยังลงลึกในโซเชียลมีเดียสองแพลตฟอร์ม คือ เฟซบุ๊กที่มียอดผู้ติดตามกว่า 27,000 บัญชี และ Linkedln ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน

     “สำหรับเฟซบุ๊ก เราโฟกัสที่กลุ่มประชาชนคนไทยทั่วไป ส่วน Linkedln โฟกัสจะเป็นเน็ตเวิร์กต่างประเทศ ในเว็บไซต์เราก็ยังทำครับ แต่เราไม่รู้โลเคชัน ฉะนั้นเราจึงมาใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น ได้เห็นว่าผู้ติดตามใช้ประโยชน์จากเราเป็นใครบ้าง กระจุกตัวในกรุงเทพฯ หรือกระจายไปทั่วประเทศ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย อยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เรารับรู้และกำหนดการขยาย Follower เพื่อดูแลประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ตรงกับกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น อย่างตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ เราสปีดการโพสต์ในโซเชียลมีเดียทั้งเรื่องขั้นตอนการเคลมประกันน้ำท่วม เอกสารที่ใช้มีอะไรบ้าง กรมธรรม์อะไรที่คุ้มครองได้ เราไม่รอน้ำลดแล้วค่อยทำ แต่ Educate ข้อมูลทันที แน่นอนครับ…ผู้ประสบภัยยังผจญกับปัญหาเฉพาะหน้า แต่เมื่อน้ำลดแล้ว เขารู้ว่าตัวเองมีกรมธรรม์ ก็ต้องมาดูว่าเคลมอย่างไร แทนที่จะต้องโทรถามบริษัท เขาแค่เข้าเฟซบุ๊ก ‘สมาคมประกันวินาศภัยไทย’ ก็รู้ว่าต้องรีบเตรียมอะไรเพื่อยื่นเรื่องให้ได้รับเงินเร็วที่สุด”

CCC

ประสบการณ์ทำงานบนเส้นทางธุรกิจประกันภัย

     ดร.พงษ์ภาณุเรียกได้ว่ามีประสบการณ์การทำงาน คร่ำหวอดบนเส้นทางสายธุรกิจประกันภัยมาโดยตลอด เขาเรียนจบด้านประกันภัยจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) โดยคุณพ่อเป็นผู้แนะนำให้เลือกสายประกันภัยเพราะเห็นตัวอย่างธุรกิจนี้ใหญ่โตมากในสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่รัฐคอนเนตทิคัต (Connecticut) โดยมีศาสตราจารย์ชูเกียรติ ประมูลผล บุคคลสำคัญในวงการประกันภัยไทย และดำรงตำแหน่งคณบดี คณะประกันภัย ของ ABAC ในตอนนั้น เป็นผู้สร้างบันดาลใจให้เขาไปต่อด้านธุรกิจประกันภัย

     “ท่านศาสตราจารย์ชูเกียรติเป็นทั้งอาจารย์สอน เป็นคณบดี คณะประกันภัย ได้ให้ความกรุณาขอทุนจากมหาวิทยาลัยให้ผมไปเรียนต่อทางด้านนี้ จากนั้นท่านมีดำริอยากให้ฝึกงานที่อเมริกา ก็ได้รับการช่วยเหลือจากบริษัทในประเทศไทยที่มี Head Office อยู่ที่นั่น อนุมัติให้เราฝึกงานเป็นเวลา 6 เดือนที่ AIG อเมริกาในนิวยอร์ก จากนั้นกลับมาทำงานกับบริษัท นิวแฮมเชอร์ อินชัวรันส์ ภายใต้การบริหารของ AIG ที่เมืองไทย ซึ่งที่นี่ถือเป็นโรงเรียนประกันภัยสำหรับคนทำธุรกิจนี้ ผมทำงานอยู่ 2 ปี ก็ลาออกไปทำงานกับ ‘รสพ.ประกันภัย’ ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด แต่แล้วทางนิวแฮมเชอร์ฯ ก็เรียกตัวกลับไป คราวนี้ทำงานที่นี่ยาวถึง 12 ปี เวียนตำแหน่งงานต่าง ๆ จนทำให้เรามีประสบการณ์ในแทบทุกระบบ ตั้งแต่เป็นหัวหน้าฝ่ายดูแลงานประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ ประกันรถยนต์และประกันทรัพย์สินส่วนบุคคล จากนั้นย้ายไปดูแลงานการตลาดส่วนกลาง ต่อด้วยไปดูแลกิจการสาขาทั่วประเทศ ได้โอกาสทำงานที่ดูสเกลใหญ่ทั้งประเทศ ได้ดูตลาดทั่วประเทศ”

     ยังไม่จบแค่นั้น เพราะประสบการณ์ทำงานยังถูกสั่งสมต่อเนื่อง กระทั่งมาจบที่กรุงไทยพานิชประกันภัย ก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย

     “ความตั้งใจแรก ก่อนมารับตำแหน่งกับสมาคมฯ ผมอยากรีไทร์ ซึ่งมีโอกาสอยู่บ้านได้สัก 4 เดือน มีความสุขมาก กระทั่งท่านนายกสมาคมฯ บอกว่าอย่าเพิ่งเกษียณ ‘พี่คิดว่าวินน่าจะทำประโยชน์ให้อุตสาหกรรมได้อีกเยอะ อย่าเพิ่งอยู่บ้านเลย มาช่วยพี่ดีกว่า’ ด้วยเราทำงานภาคธุรกิจมาโดยตลอดก็กังวลว่า จะเข้าระบบการทำงานสมาคมฯ ได้แค่ไหน ก็ได้คุยกับท่าน สรุปคือตัวผมก็มาเข้ากระบวนการสรรหา และได้รับโอกาสเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารมากว่า 2 ปี โดยจะสิ้นสุดวาระปี 2570”

764A4023 copy

ความท้าทายภารกิจ ‘ผู้อำนวยการบริหาร’ สมาคมประกันวินาศภัยไทย

     สำหรับงานบริหาร ‘สมาคมประกันวินาศภัยไทย’ ถูกขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ที่ได้กำหนดพันธกิจและวิสัยทัศน์มาเป็นแนวทางไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ความท้าทายในบทบาท ‘ผู้อำนวยการบริหาร’ ของสมาคมฯ คือ การสานต่อภารกิจด้วยการทำงานที่สอดคล้อง และทำให้เกิดประโยชน์ตามแผนงานและวัดผลความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม

     “สิ่งที่ท่านนายกสมาคมฯ ให้แนวทางบนวิสัยทัศน์และอยากให้เกิดขึ้นกับองค์กร คือ Modern and Smart TGIA เมื่อเรารับนโยบายนี้ก็มาดู 3 ส่วน คือ บุคลากร เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับโลก ช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมโฟกัส 3 เรื่องนี้ เริ่มที่ ‘บุคลากร’ มีการรีวิว Job Description กันใหม่หมด รวมถึงหาเครื่องไม้เครื่องมือ หาองค์ความรู้มาช่วยกันเขียนใหม่ว่า บุคลากรที่เราควรมีใน 5 ปีข้างหน้า ต้องมี Job แบบไหน เรารีวิวทั้งระบบ แล้วเริ่มถอยจาก Job นั้นมาที่คุณสมบัติของพนักงานใหม่ที่จะรับเข้ามาทำงานก่อน ต่อไปก็ถอยกลับมาแมตช์กับบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมกับวางแผนพัฒนาองค์ความรู้พวกเขาไปจนถึงปี 2570 เพราะฉะนั้น งบประมาณที่ได้มาจะนำไปสร้างคน จนถึงปี 2570 ส่วนการรับคนใหม่ทดแทนพนักงานที่ลาออกไป ก็ถือเป็นโอกาสให้เราได้รับคนที่มีคุณสมบัติพร้อมตาม Job ของปี 2570 แล้วการที่ได้บุคลากรใหม่ตามคุณสมบัตินี้มา Join กับเรามากขึ้น ก็ช่วยเราได้อีก 2 บทบาท คือ Change Agent และเป็น Trainer ให้กับเพื่อนร่วมงาน”

     ด้านการพัฒนา ‘เทคโนโลยี’ นั้น สมาคมประกันวินาศภัยไทยกลายเป็นองค์กรที่สามารถเปลี่ยนจาก Paper Base มาเป็น Technology Base ที่งานส่วนใหญ่วันนี้สามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ อย่างระบบ HR เราใช้แอปฯ ตัวเดียวทั้งการรับสมัครพนักงาน สัมภาษณ์ กำหนดเป้าหมาย KPI วัดผลและประเมินผล พัฒนาเรื่ององค์ความรู้ ดำเนินการปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัส ใช้ระบบเดียวทั้งองค์กร ทุกวันนี้แทบไม่มี Paper แล้วครับ ทุกการอนุมัติงานภายในสมาคมฯ ก็จะเป็นการทำผ่านระบบออนไลน์ทั้งนั้น และถ้าเข้าไปในเว็บไซต์จะเห็นหน้าตาใหม่ที่ดูทันสมัยและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการมาใช้โซเชียลมีเดียที่ไม่ต้องมี Core System ไม่ต้องมี Operation ใหญ่ ก็สามารถทำให้ Modern and Smart เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังส่งเข้าประกวดกับหอการค้าจนได้รางวัลสมาคมการค้ายอดเยี่ยมในปี 2567 และ 2568 ติดต่อกัน 2 ปี

     มาถึงนโยบาย ‘การเชื่อมโยงกับโลก’ คือการทำให้สมาคมฯ เป็นที่รู้จักในเวทีต่างประเทศ ซึ่ง ดร.พงษ์ภาณุย้ำว่าเป็นอีกภารกิจที่สำคัญมาก ๆ

     “เนื่องจากธุรกิจประกันมีความเชื่อมโยงกันทั่วโลก ผมขอเรียนก่อนว่า ไม่มีใครรับประกันตึก World Trade ได้คนเดียว แน่นอนว่ามีบริษัทรับออกกรมธรรม์ให้ แต่เบื้องหลังต้องมีการทำประกันภัยต่อไปทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยง ฉะนั้นเราจึงต้องสร้างตัวเราให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศและต้องทำในหลายมิติ วันนี้เราพยายามทำให้บทบาทประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะ Hub ของประกันวินาศภัยในภูมิภาคอาเซียน เริ่มที่การต้องนำสมาคมฯ ไปร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ในงานต่าง ๆ ตัวผมและกรรมการบริหารไปร่วมเป็น Speaker ในเวทีต่างประเทศ รวมถึงการจัดงานสัมมนาเวทีระดับนานาชาติ อย่างปี 2567 เราจัดงาน AIRDC Conference (Association of Insurers and Reinsurers for Developing Countries) ที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศมาร่วมประมาณ 500 กว่าคน เป็นงานสัมมนาร่วมกันของผู้ทำธุรกิจประกันภัยและประกันภัยต่อของประเทศที่กำลังพัฒนา ส่วนปีที่แล้วก็จัดงาน Forum ที่เรียกว่า Thailand Reinsurance Conference 2025 (TRC 2025) ที่สามารถดึงบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจประกันภัยต่อจากทั่วโลกมาร่วมงาน และมีผู้ร่วมงานกว่า 800 คน เป็นชาวต่างประเทศประมาณ 300 คน ถือว่าเป็นอีกงานที่ได้การตอบรับจากนานาชาติ ทำให้สมาคมฯ มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้น”

     ด้วยข้อได้เปรียบจากการทำงานในธุรกิจประกันภัยทั้งกับบริษัทข้ามชาติและบริษัทของคนไทย ทำให้ ดร.พงษ์ภาณุมีเน็ตเวิร์กในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งต่างประเทศและในประเทศไทย ภารกิจ ‘เชื่อมโยงโลก’ ของสมาคมฯ จึงถูกพัฒนาไปได้ค่อนข้างเร็วและเป็นรูปธรรม

     “เนื่องจากผมมี 2 Job มาทั้งชีวิต คือ เป็นคนทำงานบริษัทประกันภัย และเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย เลยมีเพื่อนกระจายอยู่ทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นประกันวินาศภัย ประกันชีวิต ภาคนายหน้าและภาคตัวแทนประกัน รวมทั้งมีลูกศิษย์ทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดได้กลายเป็นเน็ตเวิร์ก ผมมีเพื่อนต่างชาติที่สามารถให้ความรู้ใหม่ ๆ หรือไปออกเวทีไหนต้องการความช่วยเหลือก็ติดต่อไป ก็จะได้รับการสนับสนุน”

อุตสาหกรรมประกันภัยไทย เบอร์หนึ่งในอาเซียน

     เมื่อให้เปรียบเทียบอุตสาหกรรมประกันภัยบ้านเรากับต่างประเทศ ‘ประเทศไทยอยู่ในระดับไหน’ ดร.พงษ์ภาณุเล่าสรุปภาพรวมอย่างชัดเจนว่า “ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 นะครับ โดยถ้าสิงคโปร์ไม่นับเบี้ยประกันต่อเข้ามานับรวม นั่นคือถ้ามาวัดกันเฉพาะเบี้ยประกันภัยรับตรง (บริษัทรับลูกค้าแล้วบริษัทประกันเอาไปหาบริษัทประกันภัยต่อ) ประเทศไทยใหญ่ที่สุด แต่ด้วยสิงคโปร์เอาเบี้ยประกันภัยต่อมารวมทำให้เหมือนอุตสาหกรรมเขาใหญ่กว่าไทย ส่วนถ้าหากไปเทียบกับเกาหลี ญี่ปุ่น เทียบกันในแถบเอเชีย แน่นอนเราเล็กกว่า แต่คำว่า ‘เล็ก’ ไม่ได้แปลว่าไม่ดี แต่หมายถึงมีโอกาสโตได้อีกมาก แค่ทำยังไงให้มันโตขึ้นไปอีก ซึ่งสมาคมฯ ได้ร่วมมือและร่วมทำงานกับ คปภ. อย่างเข้มข้นมาโดยตลอด รวมถึงดูแลเรื่องการส่งเสริมในภาพรวมของอุตสาหกรรมที่มีนโยบายทั้งภาคผู้กำกับ ภาคผู้ประกอบการ มีการทำแผนร่วมกันเพื่อใช้ทรัพยากรเพื่อส่งเสริมให้เกิด Impact ในวงกว้าง”

     มีการประเมิน ‘ธุรกิจประกันวินาศภัย’ ในปี 2569 จะยังเติบโตได้ภายใต้ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งคาดว่าสามารถขยายตัวในอัตราใกล้เคียงปี 2568 ส่วนทิศทางการขับเคลื่อนในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ ก็จะเดินหน้าด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลที่ถือเป็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีการจัดกิจกรรมบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘เร่งสร้างนวัตกรรมสู่การเปลี่ยนผ่านธุรกิจประกันภัยที่ยั่งยืนในโลกใหม่’ ของสมาคมประกันวินาศภัยไทยเมื่อปลายปี 2568 ที่สะท้อนให้เห็นว่า โลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันภัยจึงต้องขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงรุกในทุกด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ กระบวนการทางธุรกิจ ไปจนถึงการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบสนองบริบทดังกล่าวในยุคสังคมดิจิทัล และนั่นได้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายทั้งงานขับเคลื่อนองค์กรและงานบริหารองค์กรของสมาคมประกันวินาศภัยไทยด้วยเช่นกัน

EEE
Trust Magazine by TISCO
Scroll to Top
ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และนำเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องและตรงกับความสนใจของท่าน โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบายการใช้คุกกี้ กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็น

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึกการตั้งค่า