
เงินเยนอ่อนค่า! ดาบสองคม ที่เป็นทั้งคุณและโทษต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 75 | คอลัมน์ Smart Investing
การอ่อนค่าของเงินเยนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ได้ส่งผลกระทบที่ซับซ้อนให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2019-2024 ที่ค่าเงินเยนต่อดอลลาร์สหรัฐได้อ่อนค่าลงเกือบ 40% จนถึงขั้นแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 34 ปี ซึ่งผลของการอ่อนค่าครั้งนี้ แผ่ขยายไปในหลายมิติของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก ค่าใช้จ่ายการบริโภคของประชาชน ไปจนถึงผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐบาลญี่ปุ่น (GPIF)
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการอ่อนค่าของเงินเยน
สาเหตุสำคัญของการอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงปี 2023-2024 มาจากผลกระทบของการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ต่อสู้กับภาวะเงินฝืดเรื้อรังที่กินเวลานานหลายทศวรรษ ทำให้ BOJ ยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำใกล้เคียง 0% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ จึงกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออก เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นหันไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า
ขณะเดียวกัน แม้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะปรับสูงขึ้นเหนือระดับเป้าหมาย 2% ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 ทว่า BOJ ยังคงระมัดระวังและยังไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากต้องการให้แน่ใจว่าแรงกดดันเงินเฟ้อมีความยั่งยืนจริง มิได้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากภายนอก นอกจากนี้ BOJ ยังมีความกังวลว่าการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ หากการฟื้นตัวจากภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อและผลกระทบจาก COVID-19 ยังไม่สมบูรณ์ ทิศทางของนโยบายดังกล่าวส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของญี่ปุ่นอยู่ในระดับติดลบ ยิ่งกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ และกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบเชิงบวก: ท่องเที่ยวฟื้นตัว-กองทุน GPIF กำไรเพิ่ม
หนึ่งในข้อดีสำคัญของการอ่อนค่าของเงินเยน คือบทบาทในการผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้ฟื้นตัวได้โดดเด่นกว่าในหลายประเทศ โดยในปี 2024 ญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 36.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 15.6% จากระดับก่อน COVID-19
ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวยิ่งได้รับอานิสงส์บวกอย่างชัดเจน โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 43.2% จาก 158,500 เยน เป็น 227,000 เยนต่อคน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินเยน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถแลกเงินเป็นเงินเยนได้มากขึ้น และมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ผลลัพธ์คือรายได้จากนักท่องเที่ยวเติบโตแบบก้าวกระโดดเป็น 8.1 ล้านล้านเยน ในปี 2024 จาก 4.8 ล้านล้านเยน ในปี 2019
นอกจากนี้ ในด้านการลงทุน กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น (GPIF) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเทียบเท่ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ (Sovereign Wealth Fund: SWF) ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมราว 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการอ่อนค่าของเงินเยน เนื่องจากกว่า 50% ของการลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ต่างประเทศ
โดยในช่วงปีงบประมาณ 2023 (เมษายน 2023-มีนาคม 2024) กองทุน GPIF ได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Gain) คิดเป็น 6.8% ของขนาดกองทุน หรือประมาณ 16 ล้านล้านเยน แบ่งกำไรที่มาจาก FX Gain ของตลาดหุ้นประมาณ 9.3 ล้านล้านเยน และจาก FX Gain ของตราสารหนี้ประมาณ 7.4 ล้านล้านเยน ซึ่งเกิดจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงจาก 133 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปที่ 149 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 12%
ผลกระทบเชิงลบ: รายจ่ายผู้บริโภคเพิ่มขึ้น-การส่งออกไม่ขยายตัว
แม้ว่าตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การอ่อนค่าของสกุลเงินจะทำให้สินค้าของประเทศนั้นมีราคาถูกลง และช่วยกระตุ้นการส่งออก แต่ในกรณีของญี่ปุ่นกลับไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ในปี 2023-2024 ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนตัวจาก 140 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปที่ประมาณ 151 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการอ่อนค่าเงินประมาณ 7-8% แต่มูลค่าการส่งออกในสกุลเงินดอลล่าสหรัฐ กลับหดตัวลง 2% จาก 7.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือประมาณ 7.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่ของเงินเยน มูลค่าการส่งออกกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% จาก 100.7 ล้านล้านเยน เป็น 106.8 ล้านล้านเยน ส่งผลให้ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ส่งออกญี่ปุ่นได้รับรายได้ในสกุลเงินในประเทศเพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณการส่งออกในแง่ดอลลาร์สหรัฐ จะลดลงก็ตาม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชดเชยผลเสียจากการหดตัวของการส่งออก
ในขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินเยนยังสร้างแรงกดดันเชิงโครงสร้างผ่านต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น นำไปสู่เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน (Cost-Push Inflation) โดยสำนักวิจัย Mizuho ประเมินว่าหากเงินเยนยังคงอ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ครัวเรือนญี่ปุ่นจะต้องมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 90,000 เยนต่อปี
เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเฉลี่ยต่อครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านเยนต่อปี ตัวเลขดังกล่าวจึงคิดเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นราว 3-4% แม้ดูเหมือนเป็นสัดส่วนไม่สูงมากนัก แต่ก็ถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพสูงต่อเนื่องและรายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
บทสรุป
การอ่อนค่าของเงินเยนเกือบ 40% ในช่วงปี 2019-2024 ส่งผลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นทั้งในด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับมุมมองที่ใช้ในการพิจารณา โดยในด้านบวก การอ่อนค่าของเงินเยนช่วยผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างโดดเด่น และส่งผลให้กองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐบาลญี่ปุ่น (GPIF) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของคนในวัยเกษียณ ได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเชิงลบก็ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นภาระเพิ่มเติมในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง
การตัดสินใจด้านนโยบายของกระทรวงการคลังและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในยุคที่พลวัตเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ขณะที่จำนวนแรงงานหยุดเติบโต จึงมีบทบาทสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ซึ่งท้ายที่สุด การบริหารนโยบายการเงินที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อค่าเงิน ความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น




