
Healthcare: หุ้นดาวเด่นที่ยังเติบโตมั่นคง ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน
นิตยสาร Trust ฉบับที่ 76 | คอลัมน์ Wealth Manager Talk
ถ้านักลงทุนหน้าใหม่จะเลือกหุ้นเพื่อลงทุนในช่วงนี้ หลายคนอาจจะนึกถึงแต่กลุ่ม Technology เป็นอันดับแรก ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะจากกระแสของ AI ทำให้การลงทุนในหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ AI เช่นกลุ่ม Tech หรือ Communication Services ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราวปีละ 30% ผลตอบแทนที่สูงขนาดนี้ ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่อยากเอาเงินมาลงทุนเพราะหวังจะได้กำไรจากการลงทุนเร็ว ๆ
แต่หลังจากเกิดประเด็นลบเรื่องฟองสบู่กลุ่ม AI รุนแรงบวกกับกระแส Agentic AI มา Disrupt ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจ Software-as-a-Service (SaaS) เสียจุดแข็งเรื่องรายได้ค่าสมาชิกที่เคยมีสม่ำเสมอ ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องมีความผันผวนมากและฉุดผลตอบแทนของหุ้น Tech และ Communication Services ไปด้วย โดยในไตรมาสแรกของปี ทั้ง 2 กลุ่มปรับตัวลงถึงกว่า 10% ภายในไม่กี่สัปดาห์ ทั้ง ๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ได้แย่ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนหน้าใหม่เริ่มคิดที่จะลดการลงทุนหุ้น Tech ลง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรที่จะสร้างกำไรการลงทุนให้เติบโตสูงได้ดีใกล้เคียงกับหุ้น Tech บ้าง
ถ้าเราเชื่อว่าหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อกำไรเติบโต นี่คือเหตุผลที่กลุ่มหุ้น Healthcare น่าสนใจลงทุนไม่แพ้กัน เพราะหากเราใช้ผลตอบแทนของ MSCI Index ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นอกจากกลุ่ม Tech ที่มีกำไรต่อหุ้นเติบโตปีละ 11% ถัดมาก็เป็นกลุ่ม Healthcare ที่มีกำไรเติบโตปีละเกือบ 7% ครับ
และในเชิง Valuation เอง แม้ว่าราคาหุ้นกลุ่ม Technology จะย่อลงมาจากทั้งสาเหตุฟองสบู่และ AI Disruption ก็ตาม แต่ระดับ P/E Ratio ปัจจุบันก็อยู่แถว ๆ 24 เท่า ซึ่งยังแพงกว่าหุ้นทั่วโลกที่มี P/E ประมาณ 20 เท่า หรือ Technology แพงกว่าหุ้นโลก 20% แต่กลุ่ม Healthcare กลับซื้อขายที่ Forward P/E เพียง 18 เท่า ซึ่งยังถูกกว่าหุ้นทั่วโลกอีกราว 10% ทำให้ Healthcare เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มี Valuation เหมาะสมต่อการลงทุนตอนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกลุ่มมีจุดร่วมสำคัญ นั่นคือต่างได้ประโยชน์จาก AI เหมือนกัน โดยกลุ่ม Technology ได้ประโยชน์จากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้งาน AI ของธุรกิจทุกภาคส่วน ขณะที่กลุ่ม Healthcare จะใช้ AI เพื่อเร่งกระบวนการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่ให้มีอัตราความสำเร็จสูงขึ้น และที่ต่างออกไปคือ Healthcare ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากโครงสร้างประชากรที่ Technology ไม่มี นั่นคือเรื่องสังคมสูงวัยครับ
โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) คาดว่าภายในปี 2030 ประชากรโลก ‘1 ใน 6’ จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 1 พันล้านคนเมื่อ 10 ปีก่อนเป็น 1.4 พันล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสู่ระดับ 2.1 พันล้านคนในปี 2050 ส่วนกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าหรือราว 426 ล้านคน และเมื่อคนสูงวัยมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็ตามมาด้วยครับ โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านประกันภัยชั้นนำอย่าง Willis Towers Watson (WTW) คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั่วโลกในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นราว 10%
ความต้องการด้านสุขภาพยังมีลักษณะพิเศษที่ต่างจาก Technology ตรงที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจครับ คนป่วยก็ยังต้องรักษา ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ทำให้ Healthcare มีลักษณะเป็น ‘Defensive Growth’ คือทั้งทนทานต่อความผันผวนในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง และยังเติบโตได้เชิงโครงสร้างในระยะยาว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้กลุ่มนี้น่าสนใจลงทุนไม่แพ้ Technology เลยครับ
ความจริงแล้ว กลุ่ม Healthcare ไม่ได้มีแค่ ‘หุ้นโรงพยาบาล’ อย่างที่หลายคนเข้าใจนะครับ แต่มีถึง 4 กลุ่มย่อยที่ลักษณะธุรกิจ ความเสี่ยง และโอกาสต่างกันอย่างชัดเจน บางกลุ่มเหมาะกับคนชอบความมั่นคง บางกลุ่มเหมาะกับคนที่กล้ารับความเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น ลองมาทำความรู้จักก่อนเลือกลงทุนตามสไตล์ที่ตัวเองชอบกันดูนะครับ
- กลุ่มผู้ผลิตยาขนาดใหญ่(Pharmaceuticals) เหมาะกับการลงทุนรับผลตอบแทนสม่ำเสมอ กลุ่มนี้ดูแลทุกอย่างตั้งแต่วิจัย พัฒนา ผลิต ไปจนถึงจัดจำหน่ายยา รายได้หลักมาจากการขายยาผ่านโรงพยาบาล ร้านขายยา และระบบประกันสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชน ชื่อที่คุ้นหูกันดีก็มีอย่าง Pfizer, Merck, Johnson & Johnson และ AstraZeneca
จุดเด่นของกลุ่มนี้ คือกระแสเงินสดสูงและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีมาก เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง ความต้องการยาก็ไม่ได้ลดลงตาม
- กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ(Biotechnology) เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองหาผลตอบแทนพิเศษกลุ่มนี้ลงทุนสนุกกว่า Pharma มาก เพราะเป็นการวิจัยนวัตกรรมที่ล้ำจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยยีนบำบัด (Gene Therapy), เซลล์บำบัด (Cell Therapy เช่น CAR-T), ยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า หรือวัคซีน mRNA รายได้จะ ‘ปลดล็อก’ ทันทีที่ยาผ่านการทดลองทางคลินิกและได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ ซึ่งถ้าสำเร็จ ราคาหุ้นสามารถปรับขึ้นได้ถึง 100-200% เลยทีเดียว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ BridgeBio Pharma ที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA เมื่อปลายปี 2024 สำหรับยารักษาโรคหัวใจชนิดหายาก (ATTR-CM) หลังจากนั้นในปี 2025 ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 178% นอกจากตัวยาเองแล้ว ดีล M&A ก็เป็นอีกตัวเร่งที่น่าสนใจ อย่าง REVOLUTION Medicines ที่มีผลทดลองยารักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายแบบ Targeted Therapy ที่ดูดี กลายเป็นเป้าหมายให้บริษัทยาขนาดใหญ่เข้าซื้อกิจการ ราคาหุ้นขึ้นกว่า 120% ตั้งแต่ปี 2025 ถึงมกราคม 2026
- กลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์(MedTech) เหมาะกับคนชอบหุ้นเติบโตอย่างยั่งยืน กลุ่มนี้ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่เครื่อง X-ray/CT/MRI หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ข้อเข่า/สะโพกเทียม ไปจนถึงวัสดุสิ้นเปลืองอย่างชุดตรวจและสายสวน ธุรกิจนี้โตตามสังคมสูงอายุโดยตรง ยิ่งคนสูงอายุมากขึ้น ความต้องการผ่าตัดเปลี่ยนข้อและตรวจโรคก็ยิ่งเพิ่มตาม
ชื่อที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ได้แก่ Abbott Laboratories ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์ และ Intuitive Surgical ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัด da Vinci ที่เน้นความแม่นยำสูงและแผลเล็ก กลุ่มนี้รายได้โตสม่ำเสมอ ความผันผวนต่ำกว่า Biotech และยังได้ประโยชน์จาก AI ที่เข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องมือต่าง ๆ อีกด้วย
- กลุ่มผู้ให้บริการด้านสุขภาพ(Healthcare Services & Providers) เหมาะกับคนที่ติดตามนโยบายสุขภาพภาครัฐ กลุ่มสุดท้ายคือผู้ให้บริการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ศูนย์วินิจฉัย ห้องแล็บ หรือบริษัทประกันสุขภาพ รายได้ผูกกับนโยบายรัฐบาลและโครงสร้างประชากรของแต่ละประเทศชัดเจนที่สุด ตัวอย่างในสหรัฐฯ ก็มีอย่าง UnitedHealth Group และ CVS Health กลุ่มนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ติดตามทิศทางนโยบายสุขภาพภาครัฐอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายมีผลต่อรายได้ของธุรกิจในกลุ่มนี้โดยตรง
แล้วในปี 2026 ควรเน้นลงทุนกลุ่มไหนดี? ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ยังมีความไม่แน่นอนโดยเฉพาะดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จะลดลงหรือไม่ จากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ แต่พัฒนาการของ AI ที่สามารถมาเร่งกระบวนการค้นคว้ายาใหม่ ทำให้ภาพรวมกลุ่ม Healthcare น่าลงทุนมากขึ้น โดยคาดว่ากำไรจะเติบโตราว 6% ในปีนี้ และเร่งตัวเป็น 13% ในปีถัดไปครับ
ถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มต้องยกให้กลุ่ม Biotechnology เลยครับ นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มที่ประมาณ 19.5% ในปี 2026 ส่วนหนึ่งมาจาก M&A ที่คาดว่าจะคึกคักต่อเนื่อง เพราะบริษัทยาขนาดใหญ่กำลังเผชิญกับ Patent Cliff หรือสิทธิบัตรยาหลักที่กำลังจะหมดอายุ จึงต้องรีบหาซื้อกิจการ Biotech เพื่อเติมพอร์ตยาตัวใหม่ รองลงมาคือ MedTech ที่ EPS คาดเติบโตราว 6% จาก AI และดอกเบี้ยขาลงที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน
จะเห็นว่ากลุ่ม Healthcare เอง ก็มีดีทั้งเชิงรับและเชิงรุก ไปตั้งแต่กลุ่ม Pharmaceuticals ที่คนทั่วไปอาจจะคุ้นเคย มีความมั่นคงในการลงทุนและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ส่วนกลุ่ม Biotechnology และ MedTech คือตัวแทนดาวเด่นในกลุ่มที่น่าจับตามองในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน สำหรับนักลงทุนที่มีสัดส่วน Healthcare ในพอร์ตยังน้อย และใครที่กำลังมองหากลุ่มหุ้นอื่นที่สร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาวในช่วงเวลาที่ความผันผวนของหุ้น Technology ยังสูง การเพิ่มน้ำหนักหุ้น Healthcare ซึ่งมีทั้งเสถียรภาพและศักยภาพการเติบโต จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนหน้าใหม่สร้างพอร์ตที่แข็งแรงและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ




