อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย...ควรดูแลเงินในกระเป๋า

file

“อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย...ควรดูแลสุขภาพ” เป็นประโยคที่เราคุ้นเคยและพบเจอได้บ่อยๆ เมื่อเข้าย่างฤดูฝน เพราะเป็นฤดูกาลที่เหมาะสมสำหรับเชื้อแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ ในการแพร่กระจายมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้คนมีอาการเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัด หรือ อาการภูมิแพ้ทั่วไป จนไปถึงโรคที่รุนแรงขึ้น เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือ โรคไข้เลือดออก เป็นต้น ซึ่งคนทั่วไปไม่ได้สนใจเรื่องไข้หวัดทั่วไปมากนัก แต่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ไข้เลือดออก กว่าจะรักษาให้หายเป็นปกติได้ต้องใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ และอาจจำเป็นต้องมีแพทย์คอยดูแลอาการอย่างใกล้ชิด เพราะสามารถเกิดโรคแทรกซ้อนจนสามารถถึงแก่ชีวิตได้หากไม่รักษาอย่างทันท่วงทีในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง

ไข้หวัดใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจากไวรัสกลุ่ม Influenza เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อจะแพร่กระจายไปในอากาศหรือเจือปนอยู่ในของเหลว และในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น โดยอาการจะมีไข้แบบทันทีทันใดและอาการจะรุนแรงและป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา

ขณะที่ไข้เลือดออกจะเกิดจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยยุงลายที่ดูดเลือดของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) จะแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผู้ที่ถูกยุงกัดคนต่อไป โดยความเหมือนของ 2 โรคนี้คือมักจะมีจำนวนผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน – กันยายน) อีกทั้งกลุ่มเสี่ยงมักอยู่ในช่วงอายุ 0 – 15 ปี ซึ่งมีภูมิต้านทานต่ำ และ มักอยู่ในพื้นที่ที่มีคนหมู่มาก เช่น โรงเรียน  และช่วงอายุ  25 – 34 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานที่อาจไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน, ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ และมักอยู่ในพื้นที่ที่มีคนหมู่มาก เช่น อาคารสำนักงาน เช่นเดียวกับกลุ่มอายุ  0 – 15 ปี ซึ่งวิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันปีละครั้งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้ 50 – 95% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ระบาด โดยสามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

นอกจากนี้คนป่วยควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่น รวมถึงใส่หน้ากาก ล้างมือ และทานอาหารให้ถูกสุขอนามัย จะเป็นการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีป้องกันโรคไข้เลือดออกนั้นพยายามไม่ให้ถูกยุงกัด หลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำนิ่งหรือน้ำขังที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หรือคอยกำจัดน้ำขังในที่พักอาศัยจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยไปได้

ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ค่ารักษาเท่าไร?

อย่างไรก็ดี หากเราเจ็บป่วยจากโรคเหล่านี้จริงๆ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในช่วงระยะแรกเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายตามมา เช่น ค่าห้อง, ค่ารักษาพยาบาล, ค่ายาต่างๆ รวมไปถึงค่าเสียโอกาสในการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพอิสระหากไม่มีสวัสดิการด้านสุขภาพมารองรับ หรือ ต้องหยุดงานเพื่อมาเฝ้าบุตรหลานของตนเอง ซึ่งเราสามารถปิดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วยประกันสุขภาพ

ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายต่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ 1 ครั้ง แบ่งเป็นค่าห้องเดี่ยวของโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ เฉลี่ยคืนละ 6,000 บาท ค่าตรวจหาเชื้อครั้งละ 4,000 บาท ค่าบริการทางการแพทย์รวมถึงค่าตรวจเฉลี่ยคืนละ 5,000 บาท รวมแล้วมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 15,000 บาท ซึ่งหากอาการหนักก็ต้องพักอย่างน้อย 2 คืน อีกทั้งยังมีค่ายาตลอดการรักษาจนหายขาดอีกประมาณ 5,000 บาท รวมทั้งสิ้น 30,000 บาท  

ขณะที่หากเรามีประกันสุขภาพสำหรับผู้ป่วยอายุ 30 ปี ชำระเบี้ยประกันสุขภาพเพียง 22,000 บาท สามารถคุ้มครองค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้และได้เงินชดเชยอีกวันละ 900 - 1,000 บาท ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยได้อย่างดีเสมือนเป็นเกราะป้องกันเพิ่มเติมจากการปรับพฤติกรรมเสี่ยงอีก 1 ชั้น เพื่อเป็นการป้องกันเงินในกระเป๋าของเราไม่ไหลไปกับสายฝน

ช่วงอากาศแปรปรวนและเข้าสู่ฤดูฝน ประกอบกับสถิติผู้ป่วยจากโรคที่มากับฝนนั้นเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทุกคนจึงควรตระหนักเกี่ยวกับการป้องกันการเจ็บป่วยไว้ ซึ่งวิธีการป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคเหล่านี้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ หมั่นฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหากไม่จำเป็น, ดูแลสุขอนามัยของตนเองและบุตรหลานเป็นประจำ นอกจากนี้ ควรมีประกันสุขภาพไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันเงินในกระเป๋า หากเราเจ็บป่วยแบบไม่ทันตั้งตัวไว้ เพื่อสุขภาพกายและจิตใจที่ดี และเงินเต็มกระเป๋าอีกด้วย

 

==================================================

เผยแพร่ครั้งแรกในบทความ Health is Wealth กรุงเทพธุรกิจ

บทความล่าสุด

Biotech ทางรอดของมนุษยชาติ

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2564

หากเราจะมาพูดคุยกันแค่เพียง “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society)” ที่เป็นหนึ่งใน Megatrend คงจะไม่น่าสนใจเท่ากับ “อะไร” ที่ทำให้เกิดสังคมผู้สูงอายุขึ้นมาได้ และ “อะไร” ที่คนกลุ่มนี้จะต้องการ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ มนุษย์มีอายุขัยยาวนานขึ้นหรืออัตราการตายน้อยลง จากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าในอดีต ทั้งในด้านการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการเกิดโรค ซึ่ง “เทคโนโลยี” เป็นบทบาทสำคัญในการก้าวหน้านี้

อ่านต่อ >>