file

TISCO Investment Portfolio Strategy

December 2021

ตลาดหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาฟื้นตัวขึ้นมาทำ New high อีกครั้ง ท่ามกลางการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3 ที่ออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ อัตรากำไร (Profit Margin) ยังทรงตัวในระดับสูงได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนว่าบริษัทส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงในช่วงที่ผ่านมา 

ในระยะข้างหน้า เรามองว่าทิศทางของตลาดหุ้นจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นใน 3 กรณี ดังนี้ 1) เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว (Transitory) ขณะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง 2) เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างชัดเจน (Slowdown) ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปรับตัวลดลงตามมาในที่สุด 3) เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง และ Fed ขึ้นดอกเบี้ยไม่ทัน (Behind the Curve) 

เรามองเศรษฐกิจในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้ามีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ภาวะ Slowdown มากที่สุด เนื่องจาก  1) การบริโภคสินค้า (Goods Consumption) ที่ได้รับแรงหนุนจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วง Covid น่าจะผ่านพ้นช่วงฟื้นตัวสูงสุดไปแล้ว ในขณะที่ 2) การใช้จ่ายในภาคบริการยังฟื้นตัวช้าตามความกังวลต่อจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีการเร่งตัวขึ้นเป็นระยะ  3) ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การแจกเงิน และเงินชดเชยผู้ว่างงานเพิ่มเติม ที่ทยอยหมดลง และ 4) การเร่งเติมสินค้าคงคลังซึ่งน่าจะลดลงโดยเฉพาะหลังเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปรับตัวลดลงตามมาในที่สุด

ในกรณีนี้ เราคาดว่า Bond yield ระยะยาวจะปรับลงมาอยู่ที่ 1.3-1.4% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง ในขณะที่ EYG จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 3% เป็นสูงกว่า 3.5% สะท้อนความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกดดันให้ดัชนี S&P500 ลดลงสู่ระดับ 4,300-4,400 จุด ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า หรือราว 6-8% จากระดับปัจจุบัน และในกรณีนี้ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets: DM) จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM)