file

TISCO Investment Portfolio Strategy

August 2022

ตลาดเริ่มกังวลเพิ่มขึ้นถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะถดถอย (Recession) สะท้อนให้เห็นในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลดลงแรงในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.9-3% จากสูงสุดที่ 3.5% ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ดังกล่าว สอดคล้องกับการปรับลดลงของตัวเลขเศรษฐกิจที่มักจะปรับลดลงล่วงหน้าก่อนเกิด Recession ได้แก่ ตลาดบ้าน และความเชื่อมั่นผู้บริโภค/ผู้ผลิต และชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักร

ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดหุ้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 1) Valuation หรือค่า Forward P/E ซึ่งถูกกดดันผ่านนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และ 2) คาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ซึ่งถูกปรับลดตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

นับตั้งแต่ต้นปี ค่า Forward P/E ของ S&P500 ปรับลดลงมาแล้วถึง -28% ใกล้เคียงกับการปรับลดในอดีต ทำให้เรามองว่า Valuation ที่ระดับปัจจุบันน่าจะสะท้อนความเสี่ยงจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นไปมากแล้ว ทำให้ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นจาก Valuation น่าจะจำกัดต่อจากนี้ อย่างไรก็ดี คาดการณ์กำไรยังถูกปรับขึ้น +5% นับตั้งแต่ต้นปี ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งหากอิงกับในอดีต คาดการณ์กำไรมักจะถูกปรับลดลงราว -10% ก่อนที่ตลาดหุ้นจะทำจุดต่ำสุด ทำให้ตลาดหุ้นยังอาจปรับฐานลงเพิ่มเติมจากการปรับลดของคาดการณ์กำไร

ถึงแม้เราจะมองว่าการปรับลดคาดการณ์กำไรจะเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดหุ้นยังอยู่ในขาลง แต่ด้วย Valuation ที่ลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมขึ้น ทำให้เรามองว่า Downside ของตลาดน่าจะเริ่มจำกัด

เราจึงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงแม้ในภาวะ Recession อย่างกลุ่ม Healthcare ซึ่งกำไรโตเฉลี่ยถึง 8% ย้อนหลังตั้งแต่วิกฤติ Dot-com ในปี 2000 สวนทางกับกำไรของตลาด (S&P500) ซึ่งหดตัวกว่า -25% 

รวมถึงกลุ่ม Tech ซึ่งมีการเติบโตของกำไรในระยะยาวในอัตราที่สูงถึง 10% ต่อปี มากกว่าตลาดที่ 7% ต่อปี ในขณะที่ Valuation น่าจะเริ่มคลี่คลายลง หลังตลาดตอบรับต่อความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินไปมากแล้ว ทำให้เรามองว่าหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่ม Tech น่าจะ Outperform กลุ่มอื่นในช่วงครึ่งหลังของปี