file

TISCO Investment Portfolio Strategy

October 2021

เรามองว่าตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปี จะถูกขับเคลื่อนจาก 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การถอนนโยบายผ่อนคลายของ Fed และการพิจารณาปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลในสหรัฐฯ  

ประเด็นแรก การถอนนโยบายผ่อนคลายของ Fed เรามองว่าจะทำให้หุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM)  Underperform หุ้นในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets: DM) โดยข้อมูลการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในอดีตตั้งแต่หลังวิกฤต Subprime ปี 2010 ชี้ว่าช่วงที่ Fed มีทิศทางนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น หุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่มักจะปรับตัวลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นละตินอเมริกา ซึ่งอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ส่วนตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นที่มักให้ตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

ส่วนประเด็นที่สอง การพิจารณาปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลในสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนี้กำลังถูกพิจารณาในสภาผู้แทนฯ และอาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดอีก โดยในกรณีเลวร้ายสุด คือ ปรับขึ้นภาษีตามที่ประธานาธิบดี Joe Biden เสนอก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้กำไรของ S&P500 ปี 2022 ลดลง -7pp และน่าจะจำกัดการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี 

ขณะที่ ตลาดหุ้นยุโรปมีปัจจัยหนุนจาก 1) กองทุน EU Recovery Fund ซึ่งประเทศสมาชิกจะได้รับการจัดสรรเงินก้อนใหญ่ในปีหน้า 2) นโยบายการเงินที่มีแนวโน้มผ่อนคลายกว่า Fed 3) Valuation ที่ถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบกว่า 10 ปี เราจึงแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม EM และให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นยุโรป