file

TISCO Investment Portfolio Strategy

Outlook 2023   

 

ปี 2022 เป็นปีที่ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามสกัดเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงในรอบหลายสิบปี ผ่านนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี Valuation ของตลาดหุ้นยังเทรดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงปลายวัฏจักร และภาวะเงินเฟ้อสูงอย่างในปัจจุบัน  

เรามองว่าสาเหตุอาจมาจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการลงทุนในภาวะเงินเฟ้อสูง ทำให้อาจยังยึดติดกับการลงทุนรูปแบบเดิมในภาวะเงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ ที่คุ้นชินกัน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เราได้รวมรวมข้อเข้าใจผิด 4 ประการ ดังนี้ 

ประการแรก “Recession จะทำให้ปัญหาเงินเฟ้อจบ” ซึ่งในช่วงปี 1970s ที่เกิดเหตุการณ์ภาวะเงินเฟ้อสูงครั้งใหญ่ (Great inflation) เศรษฐกิจเข้าสู่ Recession ถึง 4 ครั้ง และ 3 ใน 4 ครั้งนั้น เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นกว่าเดิมหลังเกิด Recession เป็นหลักฐานชี้ว่า Recession เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อในระยะยาวได้ ดังนั้นมุมมองที่ถึงแม้เศรษฐกิจจะหดตัวเข้าสู่ Recession แต่ก็จะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อสูงได้ และในที่สุดแล้ว Fed ก็ต้องกลับมาลดดอกเบี้ย อาจเป็นมุมมองที่ดีเกินไป  

ประการที่สอง “Fed กลับมาลดดอกเบี้ยจะทำให้ตลาดหุ้นขึ้น” ซึ่งเป็นจริงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ถ้าปัญหาเงินเฟ้อยังไม่จบ ตลาดหุ้นจะปรับเพิ่มขึ้นได้ไม่นาน การเข้าช้อนหุ้นจากความคาดหวังที่ Fed จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนดีในภาวะเงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อาจไม่ได้ผลเหมือนที่ผ่านมา 

ประการที่สาม ”เงินเฟ้อสูง, EPS growth สูง จะช่วยหนุนตลาดหุ้นได้” ซึ่งเป็นจริงแค่บางส่วน โดยในช่วงที่เงินเฟ้อสูง กำไรของบริษัทจะขยายตัวในอัตราสูง แต่ถูกกลบจากการลดลงของ Valuation ตามนโยบายการเงินที่เข้มงวด ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้จำกัด แม้กำไรจะโตสูง 

ประการสุดท้าย “หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรในภาวะเงินเฟ้อสูง” ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับข้อที่แล้ว โดยในภาวะเงินเฟ้อสูง EPS โตสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นน่าจะสูงตามเงินเฟ้อ ต่างจากพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนคงที่ หุ้นจึงน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตร แต่จากการศึกษาการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น และพันธบัตร พบว่าพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้น ทั้งในช่วงที่เงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นสูง และในช่วงที่ควบคุมเงินเฟ้อสำเร็จ 

ในปี 2023 เรามองว่าการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายการเงิน ตลาดหุ้นซึ่ง Valuation ยังอยู่ในระดับที่แพง มีความเสี่ยงขาลงสูง ต่างจากพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนจากอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon interest) และมักจะได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากราคาที่มักจะปรับเพิ่มขึ้น หลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย ทำให้พันธบัตรมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นในปี 2023