DCA หุ้นปันผล ทางเลือกลงทุนที่มั่นคง

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 67 | คอลัมน์ Investment Strategy

file

คอลัมน์ “Investment Strategy” ที่ผ่านมา เรามักจะนำเสนอแนวโน้มตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การลงทุนประจำไตรมาส แต่เนื่องในวาระครบรอบ 55 ปีของกลุ่มทิสโก้ เราขอนำเสนอบทความพิเศษเกี่ยวกับการลงทุนที่มั่นคงอย่าง “หุ้นปันผล” และวิธีการลงทุนที่จะช่วยจัดการกับความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ตลาดหุ้นไทยปีที่แล้วตกต่ำมาก ให้ผลตอบแทนรั้งท้ายตลาดหุ้นโลก

    ตลาดหุ้นไทยปี 2023 ให้ผลตอบแทนแย่มาก -17% YTD (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2023) อยู่รั้งท้ายเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก (MSCI World Index) ที่ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย +15% ถูกกดดันจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ผสานกับความไม่แน่นอนของปัจจัยการเมืองในประเทศ นับตั้งแต่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ และความล่าช้าของงบประมาณปี FY2024 ทำให้ประมาณการเศรษฐกิจไทยรวมทั้งกำไรของตลาด (SET EPS) มีแนวโน้มหั่นลงมาโดยตลอด ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 3 ปี และกระแสเงินทุนต่างประเทศไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท

file ที่มา: Bloomberg, TISCO Research

หัวใจสำคัญในการรับมือตลาดผันผวน

    ด้วยสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและมีความไม่แน่นอนอยู่มากในระยะสั้น นอกจากนักลงทุนจะต้องกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศแล้ว อาจต้องทอดเวลาการลงทุนให้ยาวขึ้น เพื่อมองข้ามความผันผวนของตลาดในระยะสั้น และให้ปัจจัยพื้นฐานสะท้อนการลงทุนที่ดีในระยะยาว กลยุทธ์การลงทุนแบบ “ถัวเฉลี่ยต้นทุน” หรือ Dollar-Cost Averaging (DCA) เป็นการทยอยการลงทุนเป็นงวด ๆ ด้วยเงินจำนวนเท่า ๆ กัน โดยไม่สนใจว่าราคาของสินทรัพย์ลงทุน ณ ขณะนั้นจะเป็นเท่าไร เป็นการตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไปด้วยการลงแบบทยอยลงทุนเพื่อเพิ่มปริมาณของสินทรัพย์ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว จะช่วยลดความเสี่ยงการลงทุนที่ไม่ถูกจังหวะ เพราะเป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุนจากการทยอยลงทุนต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ

file

หุ้นปันผล ทางเลือกลงทุนที่น่าสนใจ

    สำหรับการลงทุนในหุ้นอาจแบ่งได้หลายประเภท เช่น หุ้นบลูชิพ หุ้นเติบโตเร็ว หุ้นวัฏจักร หุ้นเก็งกำไร หุ้นเชิงรับ และหุ้นปันผล การเลือกลงทุนในหุ้นประเภทใดขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุน ความรู้ ประสบการณ์ และการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ดี เรามองการลงทุนใน “หุ้นปันผล” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสในการรับผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สม่ำเสมอแล้ว (Dividend) ยังคาดหวังผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาได้ด้วย (Capital Gain) นอกจากนี้ การลงทุนในหุ้นปันผลยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนโดยสามารถเปลี่ยนเงินปันผลที่ได้รับมาเป็นรายได้ (กระแสเงินสด) หรือเป็นเงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างการเติบโตไปเรื่อย ๆ 

file
file

สร้างเกณฑ์คัดเลือกหุ้นปันผล

    เราได้ทำการคัดเลือกหุ้นปันผลที่น่าลงทุนแบบ DCA จากเกณฑ์สำคัญดังต่อไปนี้ (1) Growth: เป็นหุ้นที่มีการเติบโตมั่นคงสม่ำเสมอทั้งในอดีตและแนวโน้มในอนาคต (2) Financial Status: ฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดมั่นคง (3) Dividend: มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีในอดีต และแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในช่วง 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าระดับ 5% ต่อปี (4) Management: ทีมผู้บริหารมีความเข้าใจและรู้เรื่องในธุรกิจที่ทำ มีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร และ (5) Corporate Governance: ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของตลาดอย่างมาก เพราะล่าสุด คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการออกกองทุน TESG เพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศและเพื่อสนับสนุนการออมในระยะยาว โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้จนถึงสิ้นปี 2032

    จากการตรวจสอบหุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเราทั้งหมด 128 บริษัท คิดเป็นมูลค่าตลาดราว 80% ของมูลค่าตลาดโดยรวม หุ้นปันผลที่มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ที่เรากำหนดและน่าลงทุนแบบ DCA คือ MAJOR, MC, PTT, SCB และ SPALI

file ที่มา: SET, TISCO Research
file

จำลองการลงทุนแบบ DCA ในหุ้นปันผล 5 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด

    เราได้ทำการจำลองการลงทุนแบบ DCA ในหุ้นปันผลแนะนำ 5 ตัวข้างต้นเป็นตัวอย่างย้อนหลังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยเงินลงทุนหุ้นละ 10,000 บาททุกเดือน พบว่ามีเพียงหุ้น MC เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกที่ +18.2% ขณะที่ MAJOR, PTT, SCB และ SPALI ให้ผลตอบแทนติดลบที่ -20.6%, -8.7% -3.6% และ -9.8% ตามลำดับ ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนในหุ้นปันผลทั้ง 5 ตัวดังกล่าวให้ผลตอบแทนโดยรวมติดลบเล็กน้อยที่ -4.9% แต่ยังดีกว่า SET Index ที่ให้ผลตอบแทนติดลบถึง -17.3%  

    นอกจากนี้ หากนับรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลรับ +13.9% จะให้ผลตอบแทนโดยรวมทั้งหมด (Capital Gain และ Dividend Yield) อยู่ที่ +9.0% ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ และดีกว่า SET Total Return Index ที่ติดลบเล็กน้อย -3.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ เราเชื่อว่าการลงทุนแบบ DCA ใน 5 หุ้นปันผลดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องในระยะยาว

file
file

Trust Magazine by TISCO