TISCO Wealth Advisory คัดสรรกองทุน Top in Class สร้างผลตอบแทนเหนือวิกฤต

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 53 | คอลัมน์ Exclusive

อีกครั้งกับความสำเร็จในการทำหน้าที่ผู้ให้บริการบริหารความมั่งคั่งอย่างครบวงจรของ TISCO Wealth ในฐานะผู้เปิด “ทัศนมิติ (Perspective)” ที่ทำให้นักลงทุนไทยได้รู้จักและลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Megatrends จากทั่วโลกก่อนใคร อีกทั้งลูกค้ายังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่า 30% เหนือดัชนีตลาดหุ้นท่ามกลางสถานการณ์การลงทุนที่ผันผวน และเศรษฐกิจถดถอย ฝ่าทุกสถานการณ์ของตลาดทุนได้ในระยะยาว

TRUST ฉบับนี้ ขอพาทุกท่านไปถอดรหัสความสำเร็จของทีม TISCO Wealth พร้อมทั้งเปิดเผยให้เห็นแง่มุมความทุ่มเทในการทำงานท่ามกลางวิกฤต COVID-19 และเศรษฐกิจถดถอย โดยจะพาไปเจาะลึกตั้งแต่วิธีการคิดวิเคราะห์ คัดสรรผลิตภัณฑ์การลงทุน การมุ่งเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนอย่างมืออาชีพ โดยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นสำคัญ

file

เปิดมิติการลงทุนรับกระแส Megatrends โลก

อาจกล่าวได้ว่า TISCO เป็นธนาคารแรกที่เปิดมุมมองและให้ความสำคัญกับการลงทุนในธีม Megatrends เหตุผลก็เป็นเพราะว่า รายได้ของธุรกิจที่จัดอยู่ในกลุ่ม Megatrends สามารถเติบโตได้ดีในระยะยาว ตามวิถีชีวิตและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ ในยามที่เกิดวิกฤต ธุรกิจกลุ่มนี้จะฟื้นตัวเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงน่าจะเป็นทางเลือกเดียวของนักลงทุนในช่วงเวลาการลงทุนที่ยากลำบาก ไม่เพียงเท่านี้ TISCO ยังวิเคราะห์ลึกลงไปถึง Sub-sector เพื่อค้นหาว่ากลุ่มไหนที่จะโดดเด่นและมาแรงที่สุด ดังนั้น กว่าที่ทีม TISCO Wealth จะคัดสรร Megatrends ดาวเด่น ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงมาแนะนำให้กับลูกค้าและนักลงทุนไทยได้นั้นบอกเลยว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้!!

“TISCO มีทีมเวิร์คที่แข็งแรง เรามองตั้งแต่ภาพใหญ่ อย่าง Megatrends ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะมาดิสรัป (Disrupt) สิ่งที่เคยเป็น โดยเราจะทำงานร่วมกัน 3 ทีม เริ่มจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ (TISCO ESU) ที่จะคอยให้ภาพเศรษฐกิจและการลงทุน จากนั้นทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน (Wealth Product Development) และทีมที่ปรึกษาการลงทุน (Wealth Advisory) จะมาช่วยกันวิเคราะห์ว่าจากมุมมองของ TISCO ESU นั้น เรามี “ตัวเลือก” อะไรที่น่าสนใจและมีคุณค่าในการลงทุนที่เหมาะจะนำเสนอแก่ลูกค้าได้บ้างแล้วก็มาช่วยกันดูเรื่องของการจับจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน เรามีการพูดคุยกันตลอดเพื่อกลั่นกรองให้ได้ไอเดียที่ดีที่สุด” คุณณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of TISCO Wealth Advisory อธิบาย

แนะนำลูกค้า “จัดพอร์ตลงทุนรูปแบบใหม่”

หากย้อนดูกระบวนการทำงานจากปีที่ผ่านมา ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ หรือ ทีม TISCO ESU เริ่มส่งสัญญาณให้นักลงทุนระแวดระวังภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากมีโอกาสที่ราคาสินทรัพย์ทุกประเภทจะปรับตัวลงและผันผวน ดังนั้น ด้วยการทำงานที่ประสานกันเป็นอย่างดี TISCO Wealth จึงขานรับมุมมองการวิเคราะห์ดังกล่าว ด้วยการแนะนำให้ลูกค้า “จัดพอร์ตการลงทุนในรูปแบบใหม่” โดยเปลี่ยนคำแนะนำให้ลูกค้ากระจายการลงทุนในกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Megatrends แทนการจัดพอร์ตกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) แบบดั้งเดิมที่อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจซึ่งเติบโตอย่างเปราะบาง

ส่วนการกระจายการลงทุนไปยัง Subsector หรือ กลุ่มธุรกิจที่โดดเด่น มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเติบโตได้ดีในยุค New Normal นั้น ช่วงระยะแรก TISCO Wealth มองว่ามี 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มธุรกิจการแพทย์ (Healthcare) เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Digital Healthcare) และไบโอเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Biotechnology) ซึ่งจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกระยะยาวจากสังคมผู้สูงอายุ และได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

ต่อมาคือกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งในที่นี้ครอบคลุมทั้ง ธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) และ ธุรกิจด้านคลาวด์ คอมพิวติง (Cloud Computing) ที่มีโอกาสเติบโตอย่างมาก ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และกลุ่มการศึกษาออนไลน์ (Edutainment) ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในแวดวงการศึกษา ในช่วงที่ผู้คนทั่วโลกต้องรักษาระยะห่างทางสังคม

“ปกตินักลงทุนไทยจะคุ้นชินกับการซื้อหุ้นไทย แต่ธุรกิจกลุ่ม Megatrends เป็นสิ่งที่ตลาดหุ้นไทยไม่มี อย่างกลุ่ม Healthcare ตลาดหุ้นไทยมีแค่กลุ่มโรงพยาบาล แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก มีทั้งหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มบริษัทยา กลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งกองทุนในธีม Megatrends ที่เรานำเสนอ เราจะคัดเลือกหุ้นตัวที่โดดเด่นของเทรนด์นั้นจากตลาดหุ้นทั่วโลกมาให้ ดังนั้นลูกค้าของ TISCO Wealth จึงถือได้ว่ามีโอกาสด้านการลงทุนที่มากกว่า” คุณวรสินี เศรษฐบุตร Head of TISCO Wealth Product Development กล่าว

file

รู้ได้อย่างไร…กองทุนไหนคือ ดาวเด่น?

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะคัดเลือกกองทุน “Top in Class” จากหลากหลายกองทุนออกมาได้ คุณวรสินี ในฐานะหัวหน้าทีม Wealth Product Development อธิบายว่า กระบวนการทำงานของทีมจะวางหลักการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน และสร้างมาตรฐานในการทำงานอย่างเข้มข้น เริ่มตั้งแต่การคัดกรองกองทุนรวมที่เน้นสร้างผลตอบแทนเชิงรุก (Active Fund) ไปจนถึง “การวิเคราะห์ข้อมูล” ซึ่งทีมงานจะต้องพิจารณาในหลากหลายมิติ เช่น ประสบการณ์และชื่อเสียงของผู้จัดการกองทุน แนวคิดการลงทุนแต่ละครั้ง ขนาดกองทุน ผลตอบแทนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงความผันผวน ฯลฯ รวมถึงยังมีการวางมาตรฐานด้าน “การติดตามข้อมูลกองทุน” ซึ่งทีมงานจะต้องอัพเดตให้ทันต่อสถานการณ์ รวมถึงยังต้องสามารถพูดคุยกับผู้จัดการกองทุนต่างประเทศได้โดยตรง เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้

“วิธีการทำงานของเรา ไม่ใช่แค่นั่งรอข้อมูลที่ส่ง (Feed) มาจากกองทุนต่างประเทศ แล้วแต่ว่าเขาจะส่งอะไรมา แต่เราทำงานแบบ Active คือ เมื่อเห็นอะไรที่ดูมีความผิดปกติก็จะพยายามหาคำตอบว่ามันกระทบกับกองทุนไหน ใครได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ ผลกระทบคืออะไร ฯลฯ หาข้อมูลแบบลงลึก ก่อนจะสื่อสารไปยังทีมที่ปรึกษาการลงทุน และลูกค้า เพราะเราต้องรู้ข้อมูลให้ลึกเสียก่อน จึงจะให้คำแนะนำที่ดีแก่ลูกค้าได้”

คุณวรสินี กล่าวว่า ด้วยการทำงานที่ทุ่มเทอย่างหนัก บวกกับอีกจุดแข็งสำคัญของ TISCO คือ การเป็น “Open Architecture” ที่สามารถให้คำแนะนำการลงทุนแบบไม่จำกัดค่าย จึงทำให้มีพันธมิตรนักลงทุนสถาบันและบริษัทจัดการลงทุนจากทั่วโลก ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยให้ทีมงานเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกองทุนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนมุมมองความรู้กับผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศได้อย่างทันท่วงที จนส่งผลให้ TISCO Wealth สามารถคัดเลือก Sub-sector ที่โดดเด่นในแต่ละ Megatrends ได้อย่างแม่นยำ

“เรามั่นใจว่าเรามาถูกทางในการหาผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระแส Megatrends มาให้กับลูกค้า ฉะนั้น สิ่งที่ทีมของเราต้องทำอยู่ตลอดเวลา คือ ติดตามข้อมูล กระแสโลกเทรนด์ใหม่ๆ จากทั่วโลก เพื่อพยายามหาธีมการลงทุนใหม่ๆ ดูว่ามีจุดไหนที่เป็น Megatrends ที่กำลังจะมาในเวลาอันใกล้ แล้วยังเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว”


กระจายความเสี่ยงเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่า

คุณณัฐกฤติ ในฐานะหัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน กล่าวถึง ภาพรวมการทำงานของที่ปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งว่า ปัจจุบันพรมแดนของโลกการลงทุนเปิดกว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีความผันผวนและความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น หากลูกค้าลงทุนด้วยตัวเองอาจมีโอกาสผิดพลาดสูง เพราะความไม่คุ้นชินและไม่ได้ใกล้ชิดกับตลาดทุนในต่างประเทศ บทบาทของ Wealth Advisory เลยยิ่งทวีความสำคัญเพิ่มขึ้น

“หัวใจในการทำงานของทีมเราคือ ให้คำแนะนำในการจัดพอร์ตการลงทุน เพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงช่วยติดตามพอร์ตฯ ของลูกค้าเพื่อให้สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด และอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นแปลว่าเราต้องติดตามการลงทุนตลอดเวลาเช่นกันว่าพอร์ตฯ ลูกค้าตอนนี้เป็นยังไง ควรปรับหรือยัง มีกองทุนหรือผลิตภัณฑ์ตัวไหนจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่น่าสนใจ ฯลฯ และต้องคอยหาจังหวะการลงทุนให้กับลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากอย่างละเอียดแบบวันต่อวัน เพื่อที่เราจะสามารถให้ข้อมูลและ “ทางเลือก” ที่ดีที่สุดจากทั่วโลกให้กับลูกค้า ซึ่งหุ้นทั่วโลกมีเป็นหมื่นๆ ตัว มันยากที่ลูกค้าจะเข้าถึงข้อมูลหรือติดตามข้อมูลเองได้ตลอดเวลา”

จากประสบการณ์ด้านการเป็นที่ปรึกษาการลงทุน คุณณัฐกฤติ มองว่า ในอดีตการที่นักลงทุนไทยพอใจกับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย เป็นเพราะคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมีความเสี่ยงมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นไทย ซึ่งสาเหตุก็อาจเกิดจากความไม่รู้ ไม่มีเวลาศึกษา การเข้าไม่ถึงข้อมูล ฯลฯ แต่วันนี้ ด้วยผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทยที่ลดลงอย่างมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับโอกาสสร้างผลตอบแทนในตลาดหุ้นต่างประเทศ และกลไกการลงทุนที่เอื้ออำนวยมากขึ้น เขามองว่าเป็นความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสยิ่งกว่า หากนักลงทุนไทยจะยังยึดติดอยู่กับแค่ตลาดหุ้นไทย

“ในช่วง 2 ปีนี้ เศรษฐกิจทั้งโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่ว่าจะมาจาก COVID-19 สงครามการค้าที่รออยู่ หรือมาตรการของ FED รวมถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ทำให้การลงทุนมีความเสี่ยง มีความผันผวนเพิ่มขึ้นมาก ฉะนั้น การจะรักษาพอร์ตฯ ให้เติบโตอยู่ได้ นักลงทุนต้องเลือกลงทุนในกลุ่มที่มีการเติบโต อย่างกลุ่ม Megatrends ดังนั้นผมอยากเห็น New Normal ของนักลงทุนไทย คือไปลงทุนในตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งถ้ามาที่ TISCO Wealth ทีมของผมพร้อมจะสรุปข้อมูลให้ฟัง”

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีม TISCO Wealth Advisory สามารถเข้าถึงข้อมูลรอบด้านจำนวนมาก และสามารถประมวลผลออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้ทันสถานการณ์ คุณณัฐกฤติ มองว่ามาจากจุดแข็งในด้านวัฒนธรรมความเป็น TISCO ที่เน้นการทำงานแบบ “ทีมเวิร์ค” ตั้งแต่การทำงาน “สามประสาน” ซึ่งทำให้ได้ทั้งข้อมูลอัพเดตทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องของผลิตภัณฑ์จากทั่วโลก ขณะที่การทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Relationship Manager (RM) ก็ช่วยให้ทีมเข้าถึงข้อมูลพอร์ตฯ และความต้องการเชิงลึก (Insights) ของลูกค้าได้

“ทีมเวิร์คเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของ TISCO ซึ่งช่วยให้การประมวลผลและอัพเดตข้อมูลต่างๆ ออกมาเป็น “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์การลงทุนของลูกค้าแต่ละคนให้ดีที่สุด กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก แต่ก็คงไม่ง่ายที่ใครจะเลียนแบบ”


Megatrends สร้างผลตอบแทน 30% เหนือกระแส New Normal

วิกฤตการแพร่ระบาดใหญ่ของเชื้อ COVID-19 ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2020 ทำให้มนุษยชาติเกิดความตื่นตระหนกในเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยในชีวิตเป็นอย่างมาก จนนำมาสู่มาตรการ “ปิดเมือง (Lockdown)” ในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและวิถีการใช้ชีวิต รวมถึงวิถีการทำงานของผู้คน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตัวเร่งให้กลุ่มธุรกิจ Megatrends ที่ทีม TISCO Wealth มองไว้ เติบโตเร็วขึ้นมาก ตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็วจนกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Megatrends ที่แนะนำมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2562 สามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่า 30% ในรอบ 1 ปี

file

เปิดชื่อกองทุน “Top in Class”

“ผลตอบแทนย้อนหลัง” คงเป็นอีกหนึ่งในบทพิสูจน์ที่จะระบุได้ว่า Megatrends เป็นหุ้นกลุ่มที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าในช่วงวิกฤตต่างๆ ได้จริง โดยกองทุน Megatrends ที่ TISCO Wealth ได้เริ่มแนะนำมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2019 เป็นกองทุนที่จับเอา 2 Megatrends สำคัญของโลก ทั้งกระแส Digital และ Healthcare มาผนวกกันเป็นกลุ่ม Digital Health นั่นก็คือกองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล ดิจิตอล เฮลธ์ อิควิตี้ (TGHDIGI) ซึ่งมีนโยบายที่เน้นลงทุนในบริษัทที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการแพทย์ (Digital Health) ทั่วโลก

หากจะให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่ากองทุนนี้ลงทุนในบริษัทอะไรบ้าง คุณวรสินีได้ยกตัวอย่างบริษัท Teladoc ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มให้คนไข้สามารถพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ และรับใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อนำไปซื้อยาต่อได้ทันที ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยในประเทศที่ไม่สามารถหาซื้อยาเองได้โดยไม่มีใบรับรองแพทย์ ทั้งยังสามารถเข้าถึงตัวยาและการรักษาได้ดีมากขึ้นโดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนของกองทุน TGHDIGI อยู่ในระดับ 30.38% ถือว่าโดดเด่นเหนือความผันผวนของตลาดหุ้น

และอีกหนึ่งกองทุนที่อยู่ในกลุ่มเฮลธ์แคร์ แต่มีความเฉพาะเจาะจงเรื่องของนโยบายกองทุนที่ TISCO Wealth แนะนำคือ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไบโอเทคโนโลยี เฮลธ์แคร์ (TBIOTECH)” โดยกองทุนนี้จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) การวินิจฉัยโรค และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตทั่วโลก มีความโดดเด่นตรงที่ผู้จัดการกองทุนหลัก Polar Capital มีความชำนาญด้านการลงทุนในธุรกิจทางการแพทย์มากว่า 20 ปี

ประกอบกับธุรกิจไบโอเทคโนโลยีทางการแพทย์มีลักษณะโดดเด่นที่จะหนุนให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นแรงจาก 2 ประการคือ 1) ยาที่คิดค้นใหม่ได้รับการอนุมัติจาก FDA 2) ราคาหุ้นมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่มักใช้วิธีซื้อหรือควบรวมกิจการกับบริษัทขนาดกลางและเล็กที่เล็งเห็นว่ามีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนายา ซึ่งคุณวรสินี ทิ้งท้ายด้วยข้อมูลที่ว่า หลังจากเปิดตัวกองทุนดังกล่าวเมื่อเดือน มี.ค. ปัจจุบัน (กลางเดือน มิ.ย.) มูลค่าหน่วยลงทุนทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงกว่า 40%

“วิกฤต COVID-19 สำคัญยังไงกับกลุ่มไบโอเทคโนโลยี นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า วิกฤตนี้จะทำให้กลุ่มนี้มีรายได้ก้าวกระโดดขึ้นเป็น 1,000% แต่ก็ต้องเรียนว่า ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทที่จะสำเร็จ บริษัทที่ล้มเหลวก็เยอะ ดังนั้น ต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญช่วยเลือกสรรหุ้นให้”


Edutainment โดดเด่นในยุค New Normal

คุณวรสินี กล่าวถึงเหตุผลที่ TISCO เชื่อมั่นว่าธีมการศึกษาออนไลน์หรือ Edutainment น่าสนใจ เป็นเพราะว่าที่ผ่านมา ทุกคนตระหนักดีว่าปัญหาในเรื่องของการศึกษามีอยู่ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ซึ่งสูงมากและเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อกว่า 4 เท่า อีกทั้งยังมีข้อจำกัดของระบบการศึกษาวิถีเดิม เช่น ผู้สอนที่มีความเก่งและความเชี่ยวชาญ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด สถานที่เรียน เวลาเข้าเรียน จำนวนผู้เรียน ฯลฯ ขณะที่ธุรกิจด้าน Edutainment จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และสามารถเข้าถึงการเรียนพร้อมกันได้เป็นหลักแสนหลักล้านคน นี่จึงทำให้กลุ่มธุรกิจนี้มีความตรงใจสำหรับผู้เรียนผู้สอนยุคใหม่มากกว่า

                คุณวรสินี ยกตัวอย่าง 2U บริษัทด้านการศึกษาออนไลน์ที่รวบรวมคอร์สเรียนของมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 70 แห่งทั่วโลกมาไว้ในระบบ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงมาก ขณะอาจารย์ผู้สอนก็ทำการสอนได้ทุกที่ทุกเวลา จึงเติบโตอย่างมากในช่วงวิกฤต COVID-19 โดยที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 40% ต่อปีและมีผู้ใช้งานกว่า 8 หมื่นคน หรือ GSX บริษัทติวเตอร์ออนไลน์จากจีน ที่สามารถสอนเด็กพร้อมกันได้ถึง 1 แสนคน ซึ่งปีที่แล้ว บริษัทมีรายได้เติบโตกว่า 400% ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตในไตรมาส 2 ปีนี้ ก็ไม่ต่ำกว่า 400% โดยปัจจุบัน มีผู้เรียนกว่า 1.1 ล้านคน เป็นต้น

เธอมองว่า นับเป็นความน่าเสียดายอีกครั้งที่ธุรกิจกลุ่ม Edutainment ชั้นนำเหล่านี้ไม่อยู่ในเมืองไทย หรืออาจจะมีบ้าง แต่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ดังนั้น นักลงทุนไทยจึงจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงกองทุนเดียวที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ Edutainment บริษัทดังกล่าว คือกองทุนเปิด ยูไนเต็ด เอ็ดดูเคชั่น เทคโนโลยี ฟันด์ (UEDTECH) โดยลงทุนผ่าน Credit Suisse ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลก


ธุรกิจเทคโนโลยี ดาวรุ่งแห่งโลกการลงทุน

คุณวรสินีเล่าว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญและแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยเฉพาะธุรกิจ E-commerce ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตของเราอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านตัวกลางอย่าง eBay หรือ Amazon และการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน Paypal ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนผู้ใช้ธุรกรรมซื้อขายสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมี COVID-19 เป็นตัวเร่งพฤติกรรมผู้บริโภคให้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด ผู้ที่ไม่เคยทดลองใช้บริการหันมาลองใช้บริการมากขึ้น และคาดว่าจะติดเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องไปในอนาคต

และแม้ว่ากลุ่มธุรกิจ E-commerce ในปัจจุบันมักอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ผ่าน กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ (ONE-GECOM) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นชนิดที่ว่าไม่มีหุ้นกลุ่มใดวิ่งตามได้ทัน หนุนให้กองทุนมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอย่างมาก โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน ตามข้อมูลของมอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2563 อยู่ที่ 57.45% 38.31% 44.38% และ 35.00% ต่อปีตามลำดับ

file

นอกจากกลุ่มธุรกิจ E-commerce จะเป็นดาวเด่นใน Sub-sector กลุ่มเทคโนโลยีแล้วน้อยคนจะตระหนักว่า “คลาวด์ คอมพิวติง” เป็นเทคโนโลยีหลักที่อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จของกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไล่เรียงไปตั้งแต่ ธุรกิจซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน, ธุรกิจผู้พัฒนาและจัดทำแพลตฟอร์ม, ธุรกิจผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บข้อมูล, บริษัทที่เป็นเจ้าของหรือบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) และธุรกิจผลิตหรือจัดจำหน่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล

“ธุรกิจคลาวด์ คอมพิวติงยังมีโอกาสเติบโตได้ดีรออยู่ ทั้งจากการเข้ามาของ Internet of Things (IoT) ในยุค 5G เพราะจะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่รอบตัวผู้บริโภคเชื่อมต่อและสั่งการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างหลากหลาย และคลาวด์ยังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Google, Dropbox, Facebook และ Zoom รวมถึงภาคธุรกิจที่เร่งนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น การใช้ Big Data มาจับพฤติกรรมผู้บริโภคและปรับเปลี่ยนธุรกิจมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นรับกับยุค New Normal โดยมี COVID-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดเร็วขึ้น”

แต่การลงทุนในธุรกิจที่นักลงทุนอาจยังไม่มีความเชี่ยวชาญมากนัก ประกอบกับเป็นธุรกิจที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มาก จำเป็นจะต้องกระจายการลงทุนไปยังหุ้นหลายๆ บริษัทเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยสำหรับ Megatrends กลุ่มนี้ TISCO Wealth แนะนำให้ลงทุนผ่าน กองทุนเปิด ทิสโก้ Cloud Computing อิควิตี้ (TCLOUD) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี “คลาวด์ คอมพิวติง” ผ่านกองทุนอีทีเอฟ Global X Cloud Computing ETF

ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี จนต้องปิดเสนอขายไอพีโอก่อนกำหนดเพราะนักลงทุนทราบว่า นอกจากกลุ่มเทคโนโลยีจะเติบโตได้ดีจาก COVID-19 แล้ว ในอนาคตก็ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

“Megatrends ทั้งหมดที่แนะนำนี้ ไม่ได้เติบโตแค่ช่วงวิกฤต COVID-19 เท่านั้น หลังวิกฤตจบ กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็จะยังเติบโตได้ดี เพราะจะเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน แต่ในขณะเดียวกันหุ้นในกลุ่ม Megatrends ก็มีความเฉพาะเจาะจงสูง ทำให้นักลงทุนไทยอาจไม่สามารถติดตามข้อมูล รู้ข่าวหรือเหตุการณ์ได้ทัน ดังนั้น การลงทุนผ่านกองทุนที่คัดสรรหุ้นที่ดีที่สุดใน Megatrends เหล่านี้มาให้แล้ว จะช่วยต่อยอดการลงทุนได้ดีกว่า” คุณวรสินีทิ้งท้าย

บทความล่าสุด

อริยะ พนมยงค์ แม่ทัพคนใหม่แห่ง BEC World

โพสต์เมื่อ 16 กันยายน 2563

TRUST Magazine ได้รับเกียรติจาก คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC World ที่จะมาบอกเล่ามุมมองต่อโอกาสและความท้าทายของงานใหม่นี้ ตลอดจนกางแผนกลยุทธ์ในเชิงความคิด (Mindset) ที่จะนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อน “ช่อง 3” สู่ความสำเร็จ

อ่านต่อ >>

Let’s be Heroes ใครๆ ก็เป็นฮีโร่ได้

โพสต์เมื่อ 16 กันยายน 2563

มูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นจากการทรานสฟอร์มความฝันของหมอเจี๊ยบ - พญ.ลลนา ก้องธรนินทร์ ดำเนินการด้วย 3 กิจกรรมหลัก หนึ่งคือ การสอนกู้ชีพพื้นฐานและการใช้เครื่อง AED สองคือ ฟรีคลินิกแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ และสาม Let’s be Heroes for Animals โครงการช่วยเหลือสัตว์โดยทีมสัตวแพทย์

อ่านต่อ >>

Asian REITs: Megatrend ที่ตอบโจทย์ยุคดอกเบี้ยต่ำ

โพสต์เมื่อ 16 กันยายน 2563

เข้าสู่ช่วงต้นไตรมาสที่สามแล้ว ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนได้ปะทุขึ้นก็นับได้ว่าเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่ประเด็นนี้ได้สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงิน และยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนว่าจะจบลงอย่างไร

อ่านต่อ >>