file

The Best Dream Destinations in 2021

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 55 | คอลัมน์ Horizon

จุดหมายปลายทางที่น่าไปเยือนมากที่สุดของปี 2021 ที่ที่จะทำให้หัวใจคุณเริงโลด และสร้างความทรงจำอันงดงาม เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในชีวิตปีนี้ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนได้ออกมายืนแถวหน้า ประเทศสีเขียวและวิถีชีวิตแบบให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อมคือนางเอกของการเดินทาง ประเทศที่เลือกมานี้มีแนวโน้มความปลอดภัยจาก COVID-19 ในระดับที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก และถึงแม้สถานการณ์จะยังไม่ตอบโจทย์ในการเดินทางช่วงนี้ แต่เราสามารถดูไว้เป็นหนึ่งในลิสต์ Dream Destinations ของเราได้


Slovenia เมืองแห่งพลังงานสะอาด ทัศนียภาพธรรมชาติชวนตื่นตา และอาหารคุณภาพรสเยี่ยมระดับมิชลินสตาร์

ล้อมรอบสโลวีเนีย คืออิตาลี ออสเตรีย และโครเอเชีย ประเทศในยุโรปที่ติด Top Destinations มาแล้วทั้งนั้น วันนี้สโลวีเนียมีเสน่ห์แรงพอที่จะเทียบขั้น ส่งพลังแม่เหล็กดึงดูดความสนใจให้ใครๆ ก็อยากมาเยี่ยมเยือนทั้งจากการที่ได้รับเลือกให้เป็นประเทศที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก โดย National Geographic ด้วยพื้นที่มากกว่า 60% ของประเทศคือผืนป่า มีความหลากหลายทางธรรมชาติ และมีการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี อีกทั้งเมืองหลวง ลูบลิยานา (Ljubljana) ยังติดอันดับ The Best Green City ของโลก เพราะมากกว่า 75% ของพื้นที่ในเมืองหลวง ก็คือผืนป่าเช่นกัน ทั้งยังมีปราสาท สถาปัตยกรรมโบราณที่เฉิดฉายท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติ และอาหารที่โดดเด่นจนได้รับเลือกให้เป็น European Region of Gastronomy 2021 ซึ่งเป็นรางวัลที่ให้แก่เมืองในยุโรปที่มีความโดดเด่นเรื่องศิลปะการทำอาหาร ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ความยั่งยืน และการมีสุขภาพดี

file

นอกจากผืนป่าอันงดงามแล้ว ที่นี่ยังมีแม่น้ำโซกา (Soca) สีเทอร์ควอยซ์สวยงามเป็นจุดหมายที่ต้องมาเช็กอิน และหากใครที่ชอบวิวทะเลสาบน้ำแข็งและภูเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะสุดอลังการแบบภาพวอลเปเปอร์ ต้องไปเยี่ยมชม ทะเลสาบเบลด (Lake Bled) ทะเลสาบที่เป็นแลนด์มาร์ก
อันโด่งดัง สงบงาม และตรึงตา ไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน ให้คุณได้สูดอากาศบริสุทธิ์ของสโลวีเนียได้อย่างเต็มปอด

อาหารของสโลวีเนียนั้น จะเน้นคอนเซ็ปต์เพื่อความยั่งยืนด้วยกระบวนการผลิต การทำฟาร์มแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อม และวิธีการปรุงในแบบดั้งเดิม โดยมีเมนูน่าลองอย่าง ครัวซองต์นมแพะ และอาหารทะเลท้องถิ่น เพราะมีภูมิประเทศติดทะเลเอเดรียติก จึงทำให้อาหารทะเลสดและราคาไม่แพง และหากพูดถึงร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ในปี 2020 สโลวีเนียมีร้านอาหาร 6 ร้าน ที่ได้มิชลินสตาร์ โดยหนึ่งในร้านที่ต้องไปลอง คือ ร้าน Atelje เป็นร้านอาหารหนึ่งเดียวในลูบลิยานาที่ได้มิชลินสตาร์ ที่เสิร์ฟอาหารเมนูเรียบง่าย ทว่าประณีตและมีคุณภาพเลิศ ในส่วนของไวน์ ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ที่นี่มีไวน์ที่ได้รับรางวัลหลายตัว โดยล่าสุด Zorjan’s Dolium Muscat Ottonel เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นออเรนจ์ไวน์ที่ดีที่สุดของโลก ซึ่งหาชิมได้ที่ร้าน Strelec ร้านที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของ ปราสาทลูบลิยานา (Ljubljana Castle) ปราสาทเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12

สำหรับโรงแรมในเมืองลูบลิยานา แม้จะมีดีไซน์ไม่จัดเท่ามิลานหรือโรม แต่โรงแรม 4 ดาว
เก๋ๆ ก็มีให้เลือกมากมาย เรานำเสนอ Cubo ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สะดวกในการเดินทาง ตกแต่งอย่างมีสไตล์ และให้บริการที่อบอุ่น สำหรับคนชอบความหรูหรา 5 ดาว Inter-continental เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะมองเห็นวิวปราสาทและเทือกเขาจูเลียน แอลป์ ได้ถนัดตาแถมคอนเซียร์จที่นี่ยังช่วยบริการคุณในหลายๆด้านด้วย

เที่ยวในเมืองแล้ว จัดทริปออกไปนอกเมืองด้วย เพราะเทรนด์การนอนชมดาวอาบผืนป่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ป็อปปูลาร์ในการมาเที่ยวสโลวีเนียหากไปพักที่ Forest Glamping Resort Blaguš ซึ่งตั้งอยู่ข้างทะเลสาบ บลากู (Blaguš) ยามค่ำที่ดาวเต็มฟ้าและยามอรุณรุ่งจะให้อารมณ์เหมือนอยู่ในเทพนิยาย


Kenya ล่องไพรซาฟารี ดูฝูงช้างป่า ใกล้ชิดฟลามิงโก และป้อนอาหารให้ยีราฟ

จุดหมายปลายทางที่แสนคลาสสิกแห่งดินแดนแอฟริกาแห่งนี้ เหมาะยิ่งสำหรับการเดินทางที่ทั้งสร้างความเป็นส่วนตัวและชวนคลายกังวลว่าไม่ต้องกำหนดให้มีระยะห่างทางสังคม ด้วยความที่ประเทศมีทัศนียภาพแบบโล่งว่างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเสียเป็นส่วนมาก

ในกรุงไนโรบี (Nairobi) ที่โรงแรม Giraffe Manor ผู้มาเยือนจะได้ป้อนอาหารเช้าให้ยีราฟในห้องอาหารของโรงแรม หรือจิบน้ำชายามบ่ายกลางสนามสวย โดยมียีราฟมาเดินเล่นอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่ Eden โรงแรมแนวรีทรีตสุดชิกของแฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังของเมือง แอนนา เทรซบินสกี้ (Anna Trzebinski) จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนที่มีของสะสม งานศิลป์และงานดีไซน์ ในบรรยากาศแบบป่าแอฟริกา แต่หากอยากส่องสัตว์ป่าระดับ Big Five (ช้าง สิงโต เสือดาว ควายป่า และแรด) และผจญภัยในทุ่งสะวันนาโดยไม่ต้องออกจากเมืองที่นี่ก็มี อุทยานแห่งชาติซาฟารี (National Park Safari) ให้คุณได้ท่องไปในดินแดนแห่งซาฟารีของแอฟริกาได้อย่างจุใจ และไม่ควรพลาดไปชมยีราฟพันธุ์รอทส์ไชลด์ (Rothschild Giraffe) ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ยีราฟ (Giraffe Center) ซึ่งจุดเด่นของยีราฟสายพันธุ์นี้คือตั้งแต่ช่วงเข่าลงไปจะเป็นสีขาวล้วนเหมือนใส่ถุงเท้า จนถูกขนานนามว่าเป็น “White Sock” ปัจจุบันมีเพียง 700 ตัวเท่านั้น และนอกจากคุณจะได้สัมผัสและป้อนอาหารอย่างใกล้ชิดแล้ว อาจพบกับประสบการณ์พิเศษ Giraffe Kiss อีกด้วย

file

ส่วนที่ พิพิธภัณฑ์หญิงเหล็ก คาเรน บลิกเซน(Karen Blixen Museum) คุณจะได้พบกับสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของ คาเรน บลิกเซน ผู้เขียนนวนิยาย Out of Africa อันเลื่องชื่อ และหากเลยขึ้นไปทางเหนือของไนโรบี คุณจะได้พบกับ ทะเลสาบนากูรู (Lake Nakuru) ที่มีฝูงนกฟลามิงโกสีชมพูรอท่าสร้างความตื่นตาให้ ก่อนจะจากเมืองนี้ ร้านอาหารที่ไม่ควรพลาด เพราะติดท็อปสถานที่น่าไปมาตลอด คือ Carnivore Restaurant อันโด่งดังและหากต้องการชอปปิงของที่ระลึก Utamaduniก็มีร้านค้าศิลปหัตถกรรมให้เลือกมากมาย

แต่สุดยอดของเคนยา คือการเดินทางมา อุทยานแห่งชาติมาไซ มาร่า (Masai Mara National Reserve) เขตสงวนที่เป็นสถานที่ท่องป่าซาฟารียอดนิยมในการดูการอพยพของฝูงสัตว์ ที่จะเห็นฝูงม้าลายและสัตว์อื่นๆ ทำการอพยพเป็นระยะทางกว่า 2,900 กิโลเมตร ไปยัง อุทยานแห่งชาติเซเรนเกตี (Serengeti National Park) ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติของประเทศแทนซาเนีย (Tanzania) โดยรูปแบบการชมฝูงสัตว์ป่ามีทั้งทางรถ เครื่องบิน และบอลลูน ซึ่งจัดว่าเป็นที่ที่คุณสามารถใช้เวลาอยู่ได้ 5-7 วันแบบเพลิดเพลินและตื่นเต้นไม่รู้เบื่อ รวมถึงอุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี (Amboseli National Park) อุทยานแห่งชาติที่โด่งดังจากฝูงนก ฝูงช้าง และทิวทัศน์ของภูเขาคิลิมันจาโร ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรไปเยือน


Helsinki, Finland วิถีแบบสแกนดิเนเวียน ฮอตสปอตด้านศิลปะ-วัฒนธรรม-ดีไซน์ และอาหารมิชลินสตาร์

ฟินแลนด์ จัดเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมของโลกเมื่อปี 2020 ราวสองปีก่อน เมืองหลวง เฮลซิงกิ (Helsinki) ทุ่มเงินไป 99 ล้านยูโร สนับสนุนมิวเซียม สถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ต และแกลเลอรีงานศิลป์ต่างๆ ผลที่ได้คือการเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมระดับเวิลด์คลาส โดดเด่นตีเสมอกับโคเปนเฮเกน (Copenhagen) หรือสต็อกโฮล์ม (Stockholm) โดยมีแหล่งงานดีไซน์ ศิลปะ วัฒนธรรมให้ชมมากมายริมทะเลบอลติก พร้อมสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ทั้งยังมีอาร์ตมิวเซียมเอมัส เร็กซ์ (Amos Rex) ที่เพิ่งเปิดมาได้เพียง 2 ปี แต่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากคนทั่วโลก ด้วยสถาปัตยกรรมและผลงานที่จัดแสดงที่มีลูกเล่นน่าสนใจ ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเคียสมา (Kiasma) ก็มักจะมีคนดูเข้าแถวต่อยาว เพราะมีนิทรรศการศิลปะที่ดีๆ มาจัดแสดงอยู่เสมอ และสำหรับคนที่ชอบชมงานดีไซน์ อย่าลืมแวะไปที่ ดีไซน์มิวเซียม (Design Museum) ที่มีผลงานดีไซน์ของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชั้นยอดอย่าง อัลวาร์ อาลโต (AlvarAalto) ไปจนถึงงานดีไซน์ผ้าของ มารีเมกโกะ (Marimekko)

แต่เฮลซิงกิไม่ได้มีดีแค่นี้ ยังมีสระว่ายน้ำทะเลที่เซาท์ฮาร์เบอร์ (South Harbour) มีกิจกรรมล่องเรือ และมิวเซียมแบบกลางแจ้ง ทั้งยังมีเกาะเซอูราซาอารี (Seurasaari) ที่มีผืนป่าอันอุดม และ ซัวเมนลินนา (Suomenlinna) ป้อมปราการทางทะเลสมัยศตวรรษที่ 18 ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกนอกจากนี้ใกล้ๆ นั้น ยังเรียงรายไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และโรงเบียร์ขนาดเล็กที่เยี่ยมยอด

file

โรงแรมมีดีไซน์ที่เปิดตัวขึ้นในเฮลซิงกิ มีขนาดห้องที่กว้างกว่าโรงแรมในยุโรป โดยส่วนมากเป็นโรงแรมแบบ Hotel St. Georgeที่เป็นแนวสแกนดิเนเวียสมัยใหม่ที่สง่างาม และที่น่าสนใจคือ มีร้านอาหารไทยชื่อ “บุญนำ” ซึ่งจัดว่าเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมยามอยากอาหารไทย สำหรับคนชอบสไตล์แฟชั่น แนะนำ U14 ที่เพิ่งเปิดเมื่อปี 2020 และได้รับคะแนนนิยมนำโลด ในขณะที่ Lapland Hotels Bulevardi โรงแรมดีไซน์โมเดิร์นฟินนิช มีจุดขายอยู่ที่ห้องซาวน่าที่อยู่ภายในห้องนอนเลย แต่หากชื่นชอบความหรูหราระดับตำนาน Hotel Kamp เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ในส่วนของอาหารการกิน ที่เมืองนี้ก็มีร้านอาหารมิชลินสตาร์ถึง 6 ร้าน โดยร้านที่ต้องไปลิ้มรสสักครั้ง ขอแนะนำ Palace ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1952 ที่นี่เสิร์ฟอาหารฟินนิชขนานแท้แบบ Restaurant Grön ซึ่งเน้นเมนูผักเป็นหลัก และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์อาหารฝรั่งเศสกับสแกนดิเนเวีย ขอแนะนำ ร้าน Demo และสุดท้ายร้านดินเนอร์เล็กๆ Ora ที่พอเปิดได้ไม่กี่เดือนก็คว้าดาวมิชลินได้เลย ซึ่งความพิเศษของดินเนอร์มื้อนี้ คือ การเสิร์ฟอาหาร 10 คอร์สที่ต้องใช้เวลาในการกินถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง

และก่อนจะจากลาเฮลซิงกิ ไม่ควรพลาดการไปซาวน่า ซึ่งสำหรับชาวฟินแลนด์ไม่ใช่แค่ประเพณีแต่เป็นวิถีชีวิต ขอแนะนำที่ Löyly ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน World’s 100 Greatest Places โดยนิตยสาร Time


Ireland ชมมรดกโลกมหัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์และธรณีวิทยา พร้อมสัมผัสปราสาท 800 ปี

ทัศนียภาพที่เป็นเสมือนมนต์มายา ปราสาทโบราณบนยอดเขา เรื่องเล่าปรัมปราจากนิทานพื้นบ้าน ชนบทที่ยังคงมีเสน่ห์น่าหลงใหล ล้วนสร้างพลังแม่เหล็กดึงดูดให้ไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าไปเยือนที่สุดในปีนี้ เริ่มกันที่เมืองหลวงดับลิน (Dublin) ที่สง่างามและครบครันทั้งเรื่องศิลปะ อาหาร ดนตรี เทคโนโลยี จนยูเนสโกยกให้เป็น City of Literature ที่นี่มีโรงแรมน่าพักมากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Marker สำหรับคนชอบดีไซน์ The Merrion Hotel อาคารสไตล์จอร์เจียน ยุค 1760 และ The Shelbourne โรงแรมที่มีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และเป็นที่พักของคนดังมาหลายยุค

file

นอกจากดับลินแล้ว ไอร์แลนด์ยังมีเมืองน่าเที่ยวอีกมาก เจียดเวลาสักคืนสองคืน ไปนอนพักอย่างหรูหรานอกเมืองท่ามกลางธรรมชาติแสนสวยในหมู่บ้านกอง (Cong) ซึ่งระหว่างทางจากดับลินไปกัลเวย์จะได้พบกับปราสาทแอชฟอร์ด (Ashford Castle) ปราสาทอายุ 800 ปี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลกินเนสส์ (Guinness) เสร็จแล้วล่องลงใต้ไปกัลเวย์ (Galway) เมืองที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 10 เมืองธรรมชาติที่น่าเที่ยวที่สุดของยุโรป เพื่อไปดู คอนเนมารา เนชันแนล พาร์ค(Connemara National Park) ซึ่ง ออสการ์ ไวลด์ นักกวีชื่อดังชาวไอริช ขนานนามให้ว่าเป็น “ความงามอันแสนดุดัน” เพราะมีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่งดงาม แต่เส้นทางการเดินทางในยุคก่อนนั้นจัดว่ายากลำบาก เพราะผืนดินเต็มไปด้วยกรวดหิน และมีภูเขาที่ต้องใช้พลังอย่างมากในการปีนป่ายเพื่อให้ได้สัมผัสความงามของสถานที่อย่างเต็มที่ แล้วไปล่องเรือคาตามารันกันต่อ เพื่อไปชมฟยอร์ดที่ คิลลารี ฮาเบอร์ (Killary Harbour) สถานที่ที่จะทำให้คุณตะลึงไปกับความงามอันน่าอัศจรรย์จนอยากจะหยุดโลกไว้ชั่วขณะ จากนั้นเดินทางไปชมหน้าผา โมเฮอร์ (Cliffs of Moher)หนึ่งในธรรมชาติมหัศจรรย์อันเป็นแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาด ต่อด้วยการชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เดอะ เบอร์เรน (The Burren) ที่ยูเนสโกจัดให้เป็นมรดกโลกของเมืองแคลร์ (Clare) ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมืองเคอร์รี (Kerry) ไปดู ดิงเกิล เพนนินซูลา (Dingle Peninsula) พร้อมชมวิวซีบิล เฮด (Sybil Head) ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Star Wars: The Last Jedi

จากใต้ของประเทศ มุ่งสู่ทางเหนือ ไปเมืองแอนทริม (Antrim) ที่ที่จะทำให้คุณทึ่งกับ ไจแอนต์สคอสเวย์ (Giant’s Causeway) ทางเดินที่เกิดจากภูเขาไฟเมื่อ 50-60 ล้านปีก่อน หนึ่งในความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่ติดลิสต์มรดกโลกของยูเนสโก ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะลืมไม่ลงอย่างแท้จริง


Bhutan สวรรค์แห่งเทือกเขาหิมาลัย ประเทศที่อากาศไร้มลพิษ และสร้างพลังงานที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม

ประเทศเล็กๆ ที่มีขนาดเท่ากับจังหวัดอุบลราชธานีนี้ เป็นแนวหน้าหนึ่งเดียวในโลกที่มีการปล่อยคาร์บอนเป็นลบ (Carbon-negative) ซึ่งช่วยโลกลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้มหาศาล ทั้งยังผลิตและส่งออกพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าให้ทั่วทั้งประเทศทำการเกษตร
แบบออร์แกนิกสมบูรณ์แบบครบทั้งหมดภายในปี 2035 ด้วยนโยบายภาครัฐที่อิงกับความยั่งยืน การท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่าสูง แต่สร้างผลกระทบทางลบต่ำ และวิถีชีวิตที่อิงกับจิตวิญญาณ ส่งให้ภูฏานเป็นอัญมณีที่เปล่งประกายแห่งความสุขในเอเชีย

การมาเที่ยวที่นี่ ควรมาเที่ยวอย่างน้อยที่สุด 6 วัน 5 คืน เพื่อที่จะได้เที่ยวแบบไม่เร่งรีบมาเริ่มเปิดประตูสู่ภูฏานกันที่เมืองพาโร (Paro) กับกิจกรรมยอดฮิต การพิชิตยอดเขาทักซัง (Taktsang) หรือ Tiger’s Nest Monastery อันลือชื่อ ณ ริมหน้าผาเหนือหุบเขาพาโรที่มีระดับความสูงถึง 900 เมตร จากนั้นไปชมประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ รินปุง ซอง (Rinpung Dzong) และต้องไม่พลาดไปดูงานศิลป์ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (The National Museum) ต่อด้วยการเดินสะพานเหล็กที่แกว่งตัวเหนือแม่น้ำยามเดินทำให้ใจระทึกเพื่อไปชมวัดตัมชู (Tamchoe Monastery) 

file

จากพาโรไปต่อกันที่เมืองหลวง ทิมพู(Thimphu) เพื่อดูป้อมปราการตรงตา ซอง (Trongsa Dzong) ที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนานกว่า 400 ปี ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรงดงาม และแวะไหว้ “หลวงพ่อสัจธรรม” ที่วัดเก่าแก่ บุดดา ดอร์เดนมา (Buddha Dordenma)จากนั้นปิดท้ายที่เที่ยวของเมืองนี้ด้วยการไปสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามที่จุดชมวิวโดชูลา พาส (Dochula Pass) ซึ่งสามารถเห็น 108 สถูปแห่งชัยชนะได้แบบพาโนรามา โดยมีเทือกเขาหิมาลัยเป็นฉากหลัง และอีกหนึ่งเมืองที่ควรค่าแก่การไปเยี่ยมชม คือเมืองพูนาคา (Punakha) เพราะที่นี่คุณจะได้ชื่นชมกับพูนาคา ซอง (Phunakha Dzong) ป้อมปราการเก่าแก่เกือบ 400 ปี ซึ่งเคยใช้เป็นที่ทำพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์จิกมี แล้วไปล่องแก่งกันต่อที่แม่น้ำโมชู
(Mo Chu) และเที่ยวหุบเขาผอบจิกะ (Phob-jikha Valley) อันสงบงดงาม ที่นี่มีวัดโบราณ และฝูงนกกระเรียนคอดำที่จะบินมาจากทิเบตในช่วงฤดูหนาว

ทิวทัศน์ระหว่างการเดินทางข้ามเมืองอันงดงาม สงบ และสะท้อนภาพธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ทำให้คุณได้ใช้ชีวิตได้อย่างอ้อยอิ่งกับการเดินเขา สัมผัสผู้คน วัฒนธรรม แล้วกลับมาพักผ่อนได้อย่างสบายใจ และถึงแม้ว่าภูฏานจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ก็มีที่พักให้เลือกหลากหลาย หากต้องการความหรูหราอย่างมีระดับ ขอแนะนำ โรงแรม Six Sense ที่มีให้เลือกถึง 4 แห่ง โดยแต่ละแห่งจะให้ความรู้สึกเสมือนธรรมชาติโอบกอดเราไว้ ส่วนใครที่ชอบความสุขุม สงบ สง่า แนะนำให้มาพักที่ Amankora แต่ถ้าชอบโรงแรมเก๋ มีสไตล์ ขอนำเสนอ COMO Uma และหากอยากดื่มด่ำไปกับธรรมชาติที่แสนสบายและงดงาม ต้องที่รีสอร์ทในผอบจิกะ อย่าง Gangtey Lodge รีสอร์ทที่คว้ารางวัลมาเพียบและมีห้องพักแบบ Farm House Suite นอกจากนี้ ในเมืองพาโรยังมีร้านอาหารที่น่าลิ้มลองมากมาย อาทิ ห้องอาหาร Bukhari ซึ่งเป็นร้านโปรดของครอบครัวกษัตริย์ ส่วนที่เมืองพูนาคา ก็มีเทอร์เรซที่เหมาะมากสำหรับการดื่มไวน์

*ประเทศที่เลือกนำมาเสนอนั้น ได้รับการคัดเลือกให้เป็น Best Destinations 2021 จากการพิจารณาของสื่อท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Conde Nast Traveler, Lonely Planet และ Forbes