file

Escapism Destinations 2021

นิตยสาร Trust ฉบับที่ 57 | คอลัมน์ Horizon

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เปลี่ยนแนวคิดและวิถีชีวิตของเราในหลายสิ่ง รวมถึงรูปแบบของการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน ในปี 2021 นี้ เทรนด์การท่องเที่ยวที่จะมาแรงคือ Escapism ซึ่งเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ชวนให้นักเดินทางได้หลีกเร้นจากผู้คนที่แออัดและเรื่องราวอันวุ่นวาย เพื่อออกไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ในสถานที่แปลกตา สวยงาม เป็นส่วนตัว และโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ เพื่อให้ชั่วโมงแห่งการเดินทางครั้งใหม่นี้ได้เติมเต็มแรงบันดาลใจ พลังกาย และความสุขสงบให้กับเราอีกครั้ง และนี่คือ 4 จุดหมายปลายทางอันงดงามและห่างไกลจากผู้คน

Sedona, USA: Enchanted Red Rocks and Magnificent  Stargazing

file

ไม่มีความงามของเทือกเขาแห่งใดเสมอเหมือนในเซโดนา (Sedona) เมืองในรัฐแอริโซนา (Arizona) แห่งนี้ ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกด้วยทัศนียภาพของเทือกเขาหินสีแดง (Red Rock) กับกิจกรรมเดินเท้าท่องสัมผัสทิวทัศน์ภูผาอันน่าตะลึงและดวงดาวระยิบระยับอันน่าอัศจรรย์

เมื่อมาเยือนเมืองนี้ทั้งที ก็ต้องมาไฮค์กิ้ง เซโดนามีเส้นทางไฮค์กิ้งที่หลากหลาย และล้วนโดดเด่นด้วยทัศนียภาพอันงดงามที่แตกต่างกันไป โดยสามารถเดินท่องได้ทุกช่วงฤดูกาลตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางที่ง่ายที่สุด แม้แต่มือสมัครเล่นก็สามารถที่จะขึ้นไปถึงด้านบนสุดได้อย่างเส้นทางที่ไปยังสะพานปีศาจ (Devil’s Bridge) หรือซุ้มโค้งหินทรายที่ใหญ่ที่สุดในเซโดนา 

เส้นทางแคเธอดรัล ร็อก (Cathedral Rock) ที่เชื่อกันว่าเปี่ยมไปด้วยพลังหมุนวนของธรรมชาติ เพราะคุณจะได้พบกับภูเขา ผืนป่า ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้ป่า และแม่น้ำ ส่วนเส้นทางเบลล์ ร็อก (Bell Rock) เพื่อไปชมเนินยอดป้าน แม้จะมีบางช่วงที่ต้องเจอทางสูงชันบ้าง แต่ก็คุ้มค่า เพราะทิวทัศน์ที่เป็นเนินสูงต่ำสลับกันไปกว้างไกลสุดตานั้นสวยงามยิ่ง

หากต้องการไปจุดชมวิวที่เข้าถึงได้เร็วหนึ่งในนั้นคือ เซนเทนเนียล เทรล (Centennial Trail) ซึ่งใช้เวลาในการเดินเท้าผ่านที่ราบสูงไม่มากนัก ก็จะได้พบกับวิว 270 องศาของเทือกเขาที่สลับซับซ้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของเซโดนา และหากอยากชมพระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นไต่ระดับขอบฟ้า ต้องไปจุดชมวิวยาวาไพ วิสต้า (Yavapai Vista) ส่วนเส้นทางที่ยากแต่คุ้มค่า คือการไป เชนนะบลี ฮิลล์โรด (Schnebly Hill Road) เพื่อเดินทางต่อไปยังสถานที่ที่เรียกว่า Merry-Go-Round ซึ่งเมื่อได้ก้มมองลงไปในหุบเขาแล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่แต่งงานที่ขึ้นชื่อว่าสวยมหัศจรรย์ที่สุด

file
file

อีกหนึ่งสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้มาเซโดนา คือการได้พบกับประสบการณ์ศูนย์กลางพลังงานที่หมุนวน (Vortex) ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยเยียวยาในเรื่องจิตวิญญาณและการสร้างความสมดุลให้ชีวิตได้ วอร์เท็กซ์ทัวร์ของที่นี่มีหลายแห่ง และมีพิธีกรรมหลากหลายทั้งโยคะ นั่งสมาธิ โดยวอร์เท็กซ์ทัวร์ที่ทั้งน่าทึ่งและสวยงาม คือ Chapel of the Holy Cross ซึ่งโดดเด่นด้วยตัวอาคารวิหารที่สูง 76 ม. ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดกำแพงหินที่สูง 305 ม. ส่วนยามค่ำของเซโดนาก็เป็นสิ่งที่ชวนให้หลงใหล โดยกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด คือ การดูดาว เพราะเซโดนาเป็นเมืองที่มีมลภาวะทางอากาศต่ำมาก และได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 20 แห่งของโลกที่จัดอยู่ใน International Dark-Sky Community จึงการันตีได้ว่าความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวดารดาษนั้นจะตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก โดยสามารถดูดาวได้เกือบทั้งปี ยกเว้นช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ส.ค.)

และเพื่อให้สมกับการเดินทางไกลมาสัมผัสความงดงามของเซโดนา ขอแนะนำที่พักแสนดีอย่าง L’Auburge รีสอร์ทที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและแวดล้อมไปด้วยต้นเซดาร์และมะเดื่อ โดยคอนเซ็ปต์ของที่นี่คือการให้คุณค่ากับธรรมชาติ วัฒนธรรม ปรัชญา และการผจญภัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้แก่ผู้มาเยือน จึงมีโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูกายใจหลายรูปแบบให้ได้เลือกผ่อนคลาย ในส่วนของห้องพักมีตั้งแต่รูปแบบกระท่อม ที่ตกแต่งอย่างอบอุ่นขนาดเกือบ 50 ตร.ม. ไปจนถึงบ้านหลังใหญ่ขนาด 285 ตร.ม. และอีกหนึ่งโรงแรมที่น่าสนใจ ซึ่งกำลังจะเปิดปลายปีนี้ คือ Ambiente แลนด์สเคปโฮเทลแห่งแรกในอเมริกาเหนือ ตกแต่งในสไตล์เท่ ทันสมัย แต่ยังคงอิงแอบใกล้ชิดกับธรรมชาติและโดดเด่นด้วยทัศนียภาพของเทือกเขาอันสวยงามที่เปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลา ส่วนห้องพักมีรูปทรงคล้ายกล่องที่เหมือนลอยล่องอยู่บนผืนทราย และยังล้อมด้วยกระจกจึงเอื้อให้เห็นความสวยงามของธรรมชาติรอบตัวได้ทั้งยามเช้าและยามค่ำคืน ส่วนไฮไลท์ที่ไม่เหมือนใครคือ โรงแรมแห่งนี้มี Private Rooftop Deck สำหรับนอนอาบแดดและสัมผัสประสบการณ์นอนดูดาวบนเดย์เบดในบรรยากาศแบบอัลเฟรสโก ทั้งยังมีเส้นทางปีนเขาและปั่นจักรยานรวมระยะทาง 300 ไมล์ ให้ได้ออกกำลังกันทุกวันโดยไม่ต้องใช้บริการฟิตเนสเลย

file
file

Benguerra Island, Mozambique: Natural Sustainable Beauty

เมื่อมาเยือนโมแซมบิก (Mozambique) หลายคนมักจะไปชมความอัศจรรย์ของผืนป่าซาฟารีอย่างสวนสัตว์เปิดซาบิแซนด์ (Sabi Sands) สวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในแอฟริกาใต้ แต่นอกจากโมแซมบิกจะขึ้นชื่อในเรื่องสวนสัตว์ป่าเปิดแล้ว โมแซมบิกยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่ดึงดูดใจไม่แพ้กัน หนึ่งในนั้นคือ เบนกูเอรา (Benguerra) เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองในหมู่เกาะบาซารูโต(Bazaruto) ซึ่งเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งการผจญภัยของมหาสมุทรอินเดีย

การเดินทางมาที่นี่ ต้องเดินทางจากสนามบินครูเกอร์ พูมาลังกา (Kruger Mpumalanga) ที่เมืองหลวงมาปูโต (Maputo) มายังสนามบินวิลันกูลอส (Vilanculos) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนั่งเรือต่อประมาณ 30-40 นาที ก็จะถึงเกาะ แต่ถ้านั่งเฮลิคอปเตอร์ก็จะใช้เวลาแค่ 5-10 นาทีเท่านั้น ที่นี่คือจุดหมายปลายทางบีชฮอลิเดย์ที่หรูหรา ให้คุณได้แหวกว่ายในห้วงน้ำอันอบอุ่น ชมปะการังอันสวยงาม เดินเล่นบนหาดทรายขาวสะอาด และเที่ยวชมทะเลสาบน้ำจืด สันทรายสูงตระหง่าน ผืนป่า ทุ่งหญ้าสะวันนา และวนอุทยานแห่งชาติทางทะเลได้อย่างเพลิดเพลินและด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติ จึงทำให้เบนกูเอราเป็นสถานที่ที่ลงตัวสำหรับการท่องเที่ยวแบบปลีกวิเวก ที่ผสมผสานความหรูหรา ความใส่ใจในเรื่องของความยั่งยืน และวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว

file

นอกจากกิจกรรมดำน้ำตื้น น้ำลึก ดูเต่าทะเลยักษ์ ปะการัง ฉลามเสือ ฯลฯ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกมากมาย ทั้งนั่งเรือไปตกปลากลางทะเล และแล่นเรือใบชมวิว รวมถึงยังสามารถนั่งสปีดโบ๊ทไปเที่ยวเกาะบาซารูโต เพื่อเดินไปชม บาซารูโต ดูน (Bazaruto Dune) ที่สามารถมองเห็นวิวของหมู่เกาะได้แบบพาโนรามา ทั้งยังมีกิจกรรมสุดอันซีนอย่างการนั่งรถจี๊ปไปชมทะเลสาบดูจระเข้แห่งแม่น้ำไนล์ แล้วเดินไต่ เรด ดูน (Red Dune) เพื่อไปชมวิวยามเช้าที่แสนน่าทึ่งของเกาะ หรือจะทานอาหารเช้าไปพร้อมกับการชมสัตว์เลื้อยคลานแห่งแอฟริกา ไปขี่ม้าตามทุ่งหญ้าเนินทราย หรือแม้กระทั่งการลงว่ายน้ำในมหาสมุทรกับม้าก็สามารถทำได้

บนเกาะแห่งนี้ มีรีสอร์ทหรูหราเป็นส่วนตัวและสร้างสรรค์อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ที่เพิ่งเปิดตัวในปีนี้ คือ Kisawa Sanctuary รีสอร์ทที่นำเอาธรรมชาติ วัฒนธรรม และการบริการมารวมไว้ด้วยกัน บนพื้นที่ขนาดใหญ่เกือบ 2,000 ไร่ ที่มีทั้งผืนป่า เนินทราย และชายหาด โดยทั่วทั้งบริเวณรีสอร์ทถูกออกแบบให้คำนึงถึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกหลังเป็นแบบบีชฟรอนท์และมีสระว่ายน้ำส่วนตัว ขนาดของบ้านแต่ละหลังไม่ธรรมดา เพราะแค่บ้านพักแบบ 1 ห้องนอน ก็มีเนื้อที่ภายในบ้านถึง 150 ตร.ม. ทั้งยังมีระเบียงบ้านพร้อมครัวเอาท์ดอร์ พื้นที่ห้องนั่งเล่น ห้องอาบน้ำกลางแจ้ง รวมแล้วกว่า 795 ตร.ม. และสระว่ายน้ำส่วนตัวแบบอินฟินิตี้ขนาด 54 ตร.ม. ทั้งหมดอยู่บนพื้นที่ขนาด 2.5 ไร่ แน่นอนว่าความแตกต่างนี้ไม่ได้มีดีแค่ขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ยังรวมถึงการตกแต่งที่พิเศษ ซึ่งผสมผสานรูปแบบของแอฟริกัน โมแซมบิก และความเรียบง่ายแบบโมเดิร์นมินิมอลไว้ด้วยกันได้อย่างงดงาม รีสอร์ทแห่งนี้ยังมี The Natural Wellness Center ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของอายุรเวทและการบำบัดแบบแพทย์แผนจีน ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ช่วงเวลาการพักผ่อนให้มีความหมายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

file
file
file
file

Boka Bay, Montenegro: The New Riviera in Europe

ความงามของทะเลเอเดรียติกที่ได้รับการขนานนามให้เป็นริเวียร่าแห่งใหม่ ที่ที่นักเดินทางจะได้ชมปราสาทยุโรปยุคกลาง สำราญกับเสียงคลื่น ดื่มด่ำกับทัศนียภาพทะเลสีคราม เดินเท้าท่องไปในวนอุทยานแห่งชาติที่ยูเนสโกจัดให้เป็นมรดกโลกที่แห่งนี้คือ โบกา เบย์ (Boka Bay) ประเทศมอนเตเนโกร (Montenegro)

โบกา เบย์ มีอีกชื่อหนึ่งว่า The Bay of Kotor เป็นอ่าวที่ติดลิสต์หนึ่งใน 28 อ่าวที่สวยที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 1997 ด้วยทัศนียภาพอันงดงามสวยสงบตรึงใจในทุกมุมมองและทุกช่วงฤดูกาล ทั้งยังเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชุมชนไรซัน (Risan) ชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดที่อาศัยอยู่บนเกาะมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล และเป็นที่ที่คุณจะได้เห็นโมเสกโรมันและถนนทอดโค้งยาวเหยียดขนานไปกับทะเล และผู้ที่มาเยือน โบกา เบย์ ก็มักจะไปเที่ยวเมืองโดยรอบ เนื่องจากอาณาบริเวณของอ่าวแห่งนี้รายล้อมไปด้วยเมืองเล็กๆ ที่น่าเที่ยวมากมาย อาทิ กอเตอร์ (Kotor) เมืองที่มีไฮไลท์เป็นโบสถ์อันสง่างามจากสมัยศตวรรษที่ 11 หรือโบสถ์ Our Lady of The Rocks ทิแวต (Tivat) เมืองใหม่สุดของเกาะที่เหมาะแก่การมาดื่มไวน์และล่องเรือ เพียร์เรสท์ (Perast) เมืองในยุคบาโรกที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดในยุโรป และ บุดวา (Budva) เมืองชายฝั่งทะเลที่ได้รับความนิยม โดยมี บุดวา ริเวียร่า (Budva Riviera) ชายหาดเลียบทะเลเอเดรียติกที่สวยที่สุดในมอนเตเนโกร ซึ่งมีความยาวกว่า 35 กม.

file

ริเวียร่าแห่งใหม่ของยุโรปแห่งนี้ มีที่พักหรูหราให้เลือกหลายแห่ง แต่ที่เพิ่งเปิดใหม่และไม่ควรพลาด คือ One & Only Portonovi ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของ โบกา เบย์ ทำให้สามารถมองเห็นความงามของชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและภูเขาได้อย่างเต็มตา ห้องพักของที่นี่เปิดให้เห็นวิวทะเล ในขณะที่วิลล่าแต่ละหลัง มาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัว ทุกห้องพักตกแต่งอย่างมีสไตล์ด้วยการดึงสีสันจากท้องทะเลมาเสริมสร้างบรรยากาศ และความพิเศษของรีสอร์ทแห่งนี้ คือ คุณสามารถเลือก Private Dining ตามบริเวณมุมต่างๆ ของรีสอร์ทได้ตามต้องการ และอีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ที่นี่มีเวลเนสส์แบรนด์ดังอย่าง The Chenot มาร่วมสร้างความประทับใจและสร้างสุขภาพดี ด้วยวิธีการอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ The Chenot Method® ที่มีการศึกษาวิจัยมากว่า 50 ปี จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วยุโรป

file
file
file
file

Shaharut, Israel: The Magic of The Desert

ดินแดนแห่งทะเลทรายที่ห่างไกลจากผู้คน แต่เสมือนมีมนต์ดึงดูดเพรียกหา ด้วยอารยธรรมอันเก่าแก่ ประวัติศาสตร์โบราณกับตำนานเรื่องเล่าขาน และธรรมชาติอันสวยงามชวนหลงใหล

ชาฮารุต (Shaharut) ดินแดนทะเลทรายอันห่างไกลทว่าบริสุทธิ์และงดงาม กำลังเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของนักเดินทางผู้รักความหรูหรา และปรารถนาจะสัมผัสกับความงามดิบดุดันของธรรมชาติ แม้ที่นี่จะมีเพียงชุมชนเล็กๆ ที่มีชื่อเรียกว่า ชาฮารุต เช่นเดียวกับชื่อเมือง ซึ่งมีความหมายว่า “ความเยาว์วัย” อาศัยอยู่เพียงชุมชนเดียว แต่กลับแวดล้อมด้วยสถานที่งดงามน่าเที่ยวหลากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ทะเลทรายเนเกฟ (Negev Desert) ดินแดนที่เล่าขานกันว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกไปสู่สวรรค์ ซึ่งมีอาณาเขตมากกว่าครึ่งของประเทศอิสราเอล โดยมีภูมิทัศน์เป็นทะเลทรายที่แฝงไปด้วยเรื่องราวทางโบราณคดีและธรรมชาติให้ได้ค้นหาผ่านการขี่อูฐหรือนั่งรถจี๊ปเพื่อไปท่องทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ในส่วนทางทิศใต้ของทะเลทรายยังเป็นที่ตั้งของ Arava Valley ที่อยู่ติดเขตเชื่อมต่อกับจอร์แดน โดยเป็นดินแดนทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งอิสราเอล ซึ่งมีเนินทรายให้ได้เดินท่อง มีกิจกรรมให้ได้เพลิดเพลินทั้งเล่นแซนด์บอร์ดและปั่นจักรยาน ทั้งยังมี Edom Mountains ที่เปลี่ยนสีได้อย่างน่าอัศจรรย์ตามช่วงเวลา และ ปล่องภูเขาไฟ Ramon Crater ที่เกิดจากกระแสลมกัดกร่อนจนกลายเป็นปล่องภูเขาไฟอันยิ่งใหญ่ชวนตะลึง

file
file

นอกจากนี้ยังมีที่พักสุดหรูอันเลื่องชื่ออย่าง Six Senses Shaharut แม้จะยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับการชื่นชมจาก CNN และยกให้เป็นหนึ่งในโรงแรมอันเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางลักซ์ชัวรี่ที่ชอบการผจญภัย และนิตยสาร Times ยังยกให้เป็น The Best New Hotels ในเรื่องของการออกแบบที่ใส่ใจธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย โดยมีกำหนดการเปิดให้เข้าพักประมาณเดือน ส.ค. นี้ และความโดดเด่นของที่นี่ นอกจากจะเลือกใช้วัสดุอย่าง อิฐ หิน ทราย ไม้สักเก่า มารังสรรค์เป็นห้องพักและวิลล่าโดยช่างฝีมือดีท้องถิ่นแล้ว ภายในห้องพักยังเลือกใช้เตียงนอนแฮนด์เมด ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Dr. Michael Breus แพทย์ผู้มีชื่อเสียงด้านนิทราศาสตร์ จึงรับรองได้ว่าเตียงนอนของที่นี่จะช่วยให้การนอนหลับของคุณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังใช้แสงไฟที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อลดมลพิษทางแสงให้น้อยที่สุด จึงทำให้สามารถเห็นความงามของแสงดาวบนท้องฟ้ากลางทะเลทรายได้อย่างเต็มตาและที่สำคัญคือ ที่นี่ไม่มีการให้บริการโดยรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แต่จะให้บริการด้วยรถไฟฟ้าเพื่อลดการสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการออกแบบของที่พักแห่งนี้อีกทั้งยังมีกิจกรรมหลากหลาย ให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำ ไม่ว่าจะเป็น สำรวจเส้นทางแห่งอารยธรรม ขี่อูฐท่องเนินทรายชมอรุณรุ่งหรือท่องทะเลทรายยามค่ำ ฟังเรื่องเล่าของชนเผ่าเบดูอิน หรือจะใช้เวลาบางช่วงไปดำน้ำที่ Red Sea ดูพระอาทิตย์ค่อยๆ จมลงไปในเนินทรายสีส้ม ก่อนจะมานั่งจิบไวน์ชมดาวกระจ่างฟ้าท่ามกลางราตรีสงบงันแห่งท้องทะเลทราย ก็สามารถเลือกสรรได้ตามต้องการ ซึ่งเชื่อได้เลยว่า นี่คือช่วงเวลาที่จะตรึงใจไม่รู้ลืม

file
file